วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ทำไมเราถึงคิดว่า ประชาธิปไตย จึงเป็นระบบที่ดีที่สุด


บทความบทนี้ ไม่มีเจตนาทางด้านการเมือง แต่นำเสนอเพื่อชวนให้คิด ให้เข้าใจกับตัวเอง ด้วยมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยา การบริหาร


ข้อแนะนำ ช่วยวางความคิดทางการเมืองลง แล้วค่อยอ่าน เพราะอาจจะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก และความเชื่อของท่าน


ขบคิด ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2564


ในช่วงนี้ผมได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทยซึ่งก็ทำให้เรามาฉุกคิดได้ว่าทำไมนะหลายคนในโลกนี้จำนวนมากที่เดียวที่เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ดีที่สุด?


มันเป็นคำถามที่ผมได้คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดต่อไปเรื่อยๆว่าจริงๆ แล้วประชาธิปไตยเป็นระบบที่ดีที่สุดตามที่เราเชื่อจริงหรือ อะไรคือจุดอ่อน อะไรคือจุดแข็งของระบบประชาธิปไตย?


ด้วยความคิดตรงนี้ผมจึงย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องของการปกครองว่าเหตุใดเราจึงต้องมีผู้ปกครองซึ่งตอนหลังอาจจะถูกพัฒนากลายเป็นชนชั้นปกครองและกลุ่มการเมืองในปัจจุบัน ในอดีตกาลมนุษย์ก็คงจะเป็นสังคมขนาดเล็กที่ยังไม่มีรูปแบบอะไรมากมายในการอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีกฎกติกาอะไรมากมายสนใจแต่เพียงว่าในแต่ละวันจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัยและมีอาหารยังชีพอย่างอุดมสมบูรณ์หรือมีความมั่นคงในชีวิต หากเราได้อ่านหนังสือเรื่อง homo sapiens  เราก็จะพบว่ากฎกติกาต่างๆถูกเริ่มกำหนดขึ้นโดยการที่มนุษย์มีจินตนาการแล้วก็กำหนดโลกสมมุติเกิดขึ้นทำให้เรายึดถือกันว่าสิ่งต่างๆที่เราสมมตินั้นเป็นความจริงแท้แม้ว่าเราจะจับต้องไม่ได้เลยก็ตาม กฎเกณฑ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกฎการอยู่ร่วมกันกฎแห่งบาปบุญคุณโทษกฎหมายกฎการปกครองการละเมิดการใช้ชีวิตร่วมกันทั้งหมดนี้ถ้าเราพิจารณาในฐานะนักชีววิทยาเราจะพบว่ามันไม่มีอยู่จริงแต่มันกลับเป็นจริงเพราะมนุษย์เชื่อในสิ่งที่ตัวเองสมมุติอย่างสุดหัวใจ


นั่นก็หมายความว่าระบบการปกครองทั้งหมดก็คือกฎที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นโลกสมมุติที่มนุษย์เชื่อว่าเราจะต้องยึดถือความจริงแท้ข้อนี้ แต่ถ้าหากเรามองย้อนกลับไปในมุมมองของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นๆเราก็อาจจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องเชื่อในกฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นแบบนี้


กลับมาที่ต้นกำเนิดของการปกครองในยุคที่มนุษย์เริ่มมีการรวมตัวกันเป็นสังคมเล็กๆสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือการอยู่รอด และมนุษย์มีความสามารถอย่างหนึ่งที่อยู่เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นคือการให้ความร่วมมือกัน เพื่อทำให้กลุ่มของมนุษย์มีความเข้มแข็งขึ้นแม้ว่ามนุษย์จะไม่มีกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงเทียบเท่ากับสัตว์ชนิดอื่นก็ตามที แต่ด้วยความที่มนุษย์รวมกลุ่มกันนี้เองจึงทำให้มนุษย์สามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายของการอยู่รอดแห่งการดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน


นั่นหมายความว่าโดยแท้จริงแล้วผู้ปกครองจึงมีหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มหรือสังคมของมนุษย์ที่รวมตัวกันอยู่นั่นเอง ในอดีตการที่เราจะยอมรับผู้ปกครองขึ้นมาเป็นคนที่นำพาให้กับกลุ่มเดินไปในทิศทางใดๆ ก็แล้วแต่ยอมขึ้นอยู่กับความสามารถและพละกำลังที่จะช่วยทำให้กลุ่มหรือสังคมผ่านพ้นอุปสรรคและวิกฤตินานาประการได้ สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกันระหว่างสังคมกับชนชั้นปกครองคือชนชั้นปกครองได้มอบความมั่นคง ความอยู่ดีกินดี และความปลอดภัยในชีวิตให้กับสังคม ในขณะที่สังคมได้มอบบางสิ่งบางอย่างให้กับชนชั้นปกครองเป็นการตอบแทนเช่น อำนาจ ความร่ำรวย ชื่อเสียงเกียรติยศ ตรงนี้เอกเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันนั่นหมายความว่า ชนชั้นปกครองมีหน้าที่อย่างหนึ่ง และสังคมก็มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง


ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาระบบการปกครองแบ่งเป็น 2 ชั้นคือชนชั้นปกครองและชนชั้นผู้ถูกปกครอง ชนชั้นปกครองในสมัยแรกจึงเริ่มต้นด้วยหัวหน้าเผ่า หรือ ผู้นำชุมชน หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนารูปแบบให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเริ่มมีพิธีกรรมต่างๆเข้ามาเพื่อให้หัวหน้าเผ่าหรือผู้นำชุมชนนี้มีความแตกต่างออกไปจากบุคคลทั่วไปของสังคมหรือของกลุ่ม เวลาผ่านไปสังคมและกลุ่มต่างมีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นความซับซ้อนของการออกแบบระบบจึงมีมากขึ้นตามมา จุดนี้แหละจึงเริ่มมีคำว่าจักรพรรดิ กษัตริย์ และพระราชาเกิดขึ้น การที่จะทำให้คนยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มีความพิเศษมากกว่าคนอื่นคือการใส่ความเชื่อความรู้สึกนึกคิดลงไปและไปผูกโยงร่วมกับความคิดทางศาสนาหรือทางลัทธิต่างๆที่แต่ละกลุ่มยอมรับนับถือและคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง (จากโลกที่ตัวเองสมมุติขึ้นมา)


ในขณะที่ชนชั้นปกครองต้องการที่จะรักษาสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงได้มีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ และมีการใส่ข้อมูลความเชื่อลงไปยังสังคมให้สังคมยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองมีนั้นสามารถสืบทอดได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สืบทอดทางสายเลือด สืบทอดจากการเลือกตั้ง สืบทอดโดยการคัดเลือกจากสภาขุนนางหรือผู้ปกครองอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละสังคมนั้นมีกฎเกณฑ์กติกาในการมอบอำนาจของประชาชนหรือสังคมให้กับชนชั้นปกครองอย่างไร


มาถึงตรงนี้ก็เป็นยุคสมัยที่มนุษย์มีการพัฒนาโครงสร้างทางสังคมที่เกิดซับซ้อนสูงมากเริ่มพัฒนาเป็นอาณาจักรเริ่มพัฒนาเป็นประเทศ มีการใช้ความเชื่อ มีการใช้ตรากฎหมาย มีการใช้จารีตและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆเข้ามาเป็นเครื่องมือในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติและการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ ในขณะที่บางสังคมอย่างเช่นกรีกโบราณ ที่เราเชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบบประชาธิปไตยที่ให้ผู้ชายทุกคนในสังคมสามารถเข้าไปมีอำนาจในการออกสิทธิ์ออกเสียงในสภาได้เพื่อทำการคัดเลือกหรือออกกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยความที่สังคมมีประชาชนเพิ่มขึ้นและการสื่อสารนั้นมีข้อจำกัดเป็นอย่างมากในอดีตจึงทำให้ทุกคนไม่สามารถเป็นผู้แทนของตัวเองในการออกสิทธิ์ออกเสียงได้ แต่ต้องมอบความไว้วางใจทั้งหมดเอาไว้กับผู้ปกครอง และเชื่อว่าผู้ปกครองนั้นเป็นผู้มีบุญญาบารมีสามารถตัดสินใจได้อย่างถี่ถ้วนและเด็ดขาด คนผู้นี้จึงเรียกว่า กษัตริย์ แล้วตัวกษัตริย์เองก็มีผู้ช่วยเป็นเหล่าขุนนางทั้งหลายที่เป็นผู้ช่วยคิดแก้ไขปัญหาต่างๆของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะพบว่าเป้าหมายของการเป็นกษัตริย์ที่แท้จริงคือการสร้างความมั่นคงและอุดมสมบูรณ์รวมถึงความผาสุกของประชาชน เราจึงเห็นว่ามีบทสอนมากมายเกี่ยวกับกษัตริย์ว่าต้องทำอะไร เช่นทศพิธราชธรรม หรือแนวทางการปกครองของต่างประเทศ


สรุปตรงนี้คือ ผู้ปกครองมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ประชาชนหรือสังคมนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความ ปลอดภัย ผาสุข เศรษฐกิจที่ดี การกินดีอยู่ดี ช่วยประชาชนมีหน้าที่ไว้วางใจและมอบสิทธิบางอย่างของตัวเองให้กับชนชั้นปกครองเพื่อให้ชนชั้นปกครองนั้นสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีที่สุด


แต่อย่างไรก็ตามในอดีตและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็พบว่าหลายๆครั้งการใช้อำนาจของชนชั้นปกครองนั้นกลับไม่สามารถรักษาสมดุลของการเพิ่มประโยชน์ให้กับตัวเองกับการเพิ่มประโยชน์ให้กับสังคมได้ หมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นปกครองหาประโยชน์ให้กับตัวเองเกินกว่าการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมสังคมก็จะเกิดภาวะตกต่ำ ไม่ว่าทางด้านทางเศรษฐกิจ ปากท้องต่างๆของประชาชน ความปลอดภัยในชีวิต รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างทางสังคมแนวคิด ถึงตรงนั้นก็ทำให้เกิดการเสื่อมถอยในศรัทธาของชนชั้นปกครอง เราก็จะสามารถพบได้ในประวัติศาสตร์ของการล่มสลายในแต่ละราชวงศ์ทั่วโลก


แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามชนชั้นปกครองสามารถที่จะช่วยทำให้สังคมมีความเจริญรุ่งเรือง มีการกินดีอยู่ดี มีการพัฒนาทางความสุขความคิดและจิตวิญญาณของมนุษย์ให้เพิ่มสูงขึ้น ในยุคนั้นชนชั้นปกครองก็จะได้รับการให้เกียรติได้รับการสรรเสริญ และเชิดชูเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ถึงตรงนั้นระบอบประชาธิปไตยกลับไม่มีใครพูดถึงเลยว่าต้องการเปลี่ยนแปลงเพราะทุกคนกำลังได้รับในสิ่งที่ตัวเองต้องการนั่นเอง


แต่เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นปกครองไม่ว่าจะเป็นระบบไหนที่ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคง ความผาสุก และการพัฒนาทางด้านชีวิตจิตใจ จิตวิญญาณ และความคิดของประชาชนได้ เวลานั้นประชาชนโดยทั่วไปก็จะเริ่มถามหาการเปลี่ยนแปลงจริงๆแล้วคืออยากจะเปลี่ยนแปลงผู้นำเพื่อต้องการให้ผู้นำคนใหม่นั้นสามารถที่จะพัฒนาทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ แล้วจะยิ่งเวลาผ่านไปผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรูปแบบแนวคิดในการปกครองจึงคิดว่าระบอบประชาธิปไตยจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ประชาชนสามารถมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำการปกครองที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้


จากนั้นระบอบประชาธิปไตยก็ได้เริ่มมีการพัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น ได้เริ่มพัฒนาไปถึงหลักปรัชญาของอำนาจและนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ถึงตรงนี้ชวนให้ผมคิดขึ้นมาว่าแล้วถ้าบอกว่าจะไปไตดีจริงหรือ


เรามาเริ่มคิดตรงนี้ว่าในระบอบประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงข้างมากของประชาชน แต่ถ้าว่าถ้าประชาชนไม่มีข้อมูลข่าวสารที่สมบูรณ์เต็มที่ว่าคนใดนั้นเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองอย่างแท้จริง หรือมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกจงใจให้บิดเบือนว่าคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ที่เหมาะสมในการปกครองอย่างแท้จริงแล้วนั้นเขาก็จะเลือกคู่นี้ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองของตัวเอง นั่นหมายความว่าประชาชนก็เอาความเสี่ยงของชีวิตไปฝากเอาไว้กับการเลือก หรือเลือกตั้ง เพียงช่วงเวลาสั้นๆและต้องรอให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งนั้นหมดวาระซึ่งจะใช้เวลาสั้นหรือยาวแตกต่างกันไปตามระบบหรือระเบียบที่กำหนดเอาไว้ในแต่ละสังคม


ระบอบประชาธิปไตย จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนเรียนรู้ที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน ซึ่งต้องอาศัยการปลูกฝังในสังคมอย่างยาวนาน และต้องมีวินัยต่อตนเองและต่อสังคมสูงมากจึงทำให้ระบบนี้สามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันต้องมีระบบและกลไกของทางด้านการปกครองที่ช่วยให้ประชาชนสามารถทำความเข้าใจกับความสามารถของผู้เสนอตัวเข้ามาเป็นชนชั้นปกครองได้อย่างละเอียดและถี่ถ้วน สามารถสืบประวัติย้อนหลังได้อย่างยาวนานและให้ความสำคัญจริงจังกับความสามารถของบุคคลมากกว่าความพึงพอใจของบุคคล จากนั้นระบบประชาธิปไตยข้อดีคือ ระบบนี้จะช่วยทำให้เปลี่ยนแปลงผู้ปกครองได้เมื่อผู้ปกครองไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคม และยิ่งไปกว่านั้นคือมีระบบในการตรวจสอบและคานอำนาจอย่างชัดเจนโดยที่ มีระดับการคานอำนาจอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถใช้อำนาจของตนเองได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องรับผิดชอบผลของการตัดสินใจของตนเองได้อย่างเต็มที่จากการถูกสอบทานและคานอำนาจเช่นเดียวกัน เป็นเครื่องมือที่บังคับให้ผู้ปกครองมุ่งเน้นประโยชน์ของสังคมมากที่สุดเป็นหลัก น่าจะพิจารณาให้ลึกลงไปกว่านั้นผู้ปกครองก็ย่อมจะเป็นผู้ที่เสียสละเพราะเมื่อมุ่งเน้นประโยชน์ของสังคมมาก ประโยชน์ส่วนตนก็จะหายไปด้วยเช่นกัน ในประวัติศาสตร์ในหลายประเทศพบว่าผู้ที่เข้ามาเป็นผู้ปกครองประเทศนั้นหลายครั้งกับจะมีจำนวนหนี้สินหรือความมั่งคั่งของตนเองลดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพราะเงินตอบแทนไม่เพียงพอต่อการใช้ในกิจการต่างๆของตนเอง ดังนั้นหลายครั้งที่ผู้ปกครองจึงพยายามต้องดึงประโยชน์ที่สามารถแสวงหาได้จากการดำรงตำแหน่งในหน้าที่เข้ากับตัวเองเพื่อให้เป็นการชดเชยกับสิ่งที่ตัวเองต้องทำลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ความรู้ความสามารถของตนเองให้สังคมได้รับรู้ กิจกรรมแต่ละประเภทมีต้นทุนทั้งสิ้น ในที่สุดสิ่งนี้ก็ถูกพัฒนาเข้ามาสู่เรื่องของการเล่นการเมือง มีงานวิจัยบอกไว้ชัดเจนว่า นักการเมืองในสหรัฐอเมริกาจะทำงานจริงๆเพียงแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ของระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งทั้งหมด ส่วนอีก 75% ที่เหลือนั้นเอาไว้ใช้สำหรับการหาเสียงเท่านั้นดังนั้นถือว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรทางด้านเวลาเงินทองอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องเสียภาษีและยอมเสียสละเวลาของตนเองให้กับชนชั้นปกครองเพื่อนำไปสู่การพัฒนาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ


นี่ก็นับว่าเป็นข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกพัฒนาจะประชาธิปไตยทางตรงเป็นสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนและนำไปสู่การเล่นการเมืองเพื่อรักษาฐานเสียงและฐานอำนาจของชนชั้นปกครองเอาไว้ให้สามารถกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งในการปกครองได้ ในขณะที่กลุ่มคนอื่นๆที่ต้องการขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองก็มีความพยายามที่จะลดทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่มที่ได้เป็นชนชั้นปกครองในปัจจุบัน เพื่อหวังว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้สลับขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองบ้างจนกระทั่งมีคำกล่าวว่าอำนาจและตำแหน่งทางการเมืองเปรียบเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” นับว่าเป็นเรื่องตลกร้ายทีเดียวเทียบระบอบประชาธิปไตยถูกพัฒนาจากความต้องการขั้นพื้นฐานคือความกินดีอยู่ดีของมนุษย์ไปสู่การสูญเสียอำนาจ และสร้างความเสี่ยงจากการที่เลือกผู้คนไปสู่ชนชั้นปกครองที่มีโอกาสพิจารณาเพียงน้อยนิด 


ในทางตรงกันข้าม หากชนชั้นปกครองมาจากการคัดเลือกเลือกสรรหรือการสืบทอดด้วยสายเลือด เรียกอีกแบบหนึ่งว่าชนชั้นกษัตริย์ จักรพรรดิ หรือพระราชา ระบอบการปกครองแบบนี้ ก็อาจจะมีข้อดีคือมีเวลาคิดไต่ตรองจากผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านการปกครองให้มาเป็นผู้สืบทอดอำนาจการปกครองคนต่อไปจนกระทั่งนำไปสู่การขึ้นอำนาจของผู้ที่ถูกคัดเลือก ผู้นี้ก็จะรู้ดีว่าหน้าที่ของเขาต้องทำอะไร แต่ความเสี่ยงก็ตามมาอีกเช่นกันคือเมื่อผู้นี้ได้เข้าสู่อำนาจและมีเทคนิคการสืบทอดอำนาจให้สามารถสืบทอดได้กับพวกของตัวเองที่ได้กำหนดเอาไว้โดยไม่ได้พิจารณาถึงความสามารถและความเหมาะสมทางด้านการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมเป็นหลักแล้ว ก็จะทำให้การปกครองนั้นเต็มไปด้วยการสร้างความเสียหายให้กับสังคมเช่นกัน 


เหตุการณ์บ่อยครั้งในอดีตที่ผ่านมานั้นพบว่าการปกครองด้วยระบอบกษัตริย์และพระราชาหากอยู่นานวิธีการคิดของผู้ปกครองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไป ความกระตือรือร้นในการสร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป แล้วพบว่าได้เตะนัดราชวงศ์ก็จะมียุคที่เจริญรุ่งเรืองในยุคเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นซึ่งในแต่ละยุคนั้นจะกินเวลาที่ค่อนข้างนานทำให้ประชาชนในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า สาธารณรัฐ นั่นหมายถึงประเทศที่เคยมีระบอบกษัตริย์และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้รัฐนั้นกลายเป็นของสาธารณชน ประเทศเหล่านี้ได้ผ่านความรุ่งเรืองและความทุกข์ยากพี่ใช้เวลานาน ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศส ในยุคของการเปลี่ยนแปลงจากระบอบกษัตริย์ที่เคยรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่ต้องกลับมาตกต่ำลงในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เพราะว่ากษัตริย์ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองแต่มีความอดอยากกับประชาชนประชาชนจึงลุกขึ้นมาทำการเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นระบอบจักรพรรดิ ในสมัยนั้นก็ได้เลือกนักรบที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถอย่างจักรพรรดินโปเลียน ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนเองก็ได้มีการถ่ายทอดอำนาจการปกครองของตนเองให้กับลูกหลานของตนและสุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะรักษาความมั่งคั่งและการกินดีอยู่ดีของประชาชนเอาไว้ได้ด้วยปัจจัยหลายๆประการจึงกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันโดยมีการเลือกประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองสูงสุดและมีวาระในการปกครองเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกผู้ปกครองคนใหม่ และทบทวนผลงานที่ผ่านมาเป็นการลดความเสี่ยงของการอดอยากที่จะเกิดขึ้นกับสังคมแบบมีวาระ


พอมาถึงตรงนี้เรากลับเห็นว่ามันเป็นแนวคิดแบบทางสามแพร่ง การปกครองแบบกษัตริย์ก็ถือว่ามีข้อดี การปกครองแบบประชาธิปไตยก็ถือว่ามีข้อดี จริงๆแล้วทั้งหมดอยู่ที่ตัวผู้นำเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบไหน รวมไปถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีการสืบทอดอำนาจแบบที่เราเข้าใจกันอยู่ในทุกวันนี้ก็เช่นกัน หากผู้นำ สามารถสร้างเศรษฐกิจ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และทำให้ประเทศมีการพัฒนานำไปสู่การได้เปรียบนำไปสู่การมีระเบียบเรียบร้อยในสังคม แล้วทำให้ประชาชนเห็นว่าตัวเองมีอนาคตอย่างไรเข้าใจว่าตัวเองจะต้องทำตัวอย่างไรนั้น ระบบการปกครองไม่มีผลอะไรเลย พอทั้งหมดประชาชนจะรับได้เนื่องจากประชาชนได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานในชีวิต รวมไปถึงประชาชนได้รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรต่อไป มีหลายประเทศที่ไม่เป็นระบบประชาธิปไตยแต่ประชาชนก็มีความสุขและยอมรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตนเอง เพราะแต่ละประเทศนั้นเขาสามารถแสดงความจริงใจและวิธีการพัฒนาประเทศที่ให้ประชาชนเห็นได้ว่าประชาชนมาก่อน ส่วนการตอบแทนของชนชั้นปกครองนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะยอมรับได้อย่างไร บางประเทศก็มอบความมั่งคั่งและความร่ำรวยให้กับชนชั้นปกครองอย่างมากเพื่อเป็นการตอบแทนว่าประชาชนของตนก็ได้รับความมั่งคั่งและความร่ำรวยเช่นเดียวกัน


วันนี้เราควรจะต้องมาออกแบบวิธีการคัดเลือกผู้นำที่เห็นประชาชนเป็นศูนย์กลางเป็นหลักมากกว่าการที่เราจะมาเลือกระบบ จะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่หากประชาชนที่เป็นรากฐานที่สุดของประเทศไม่สามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง หรือเข้าสู่ภาวะอดอยากปากแห้ง ข้าวยากหมากแพง วันนั้นกฎหมายและระบบต่างๆ จะถูกออกแบบไว้ดีขนาดไหนก็แล้วแต่มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตรงนี้ต่างหากล่ะที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่เราต้องเข้าใจ


ในฐานะประชาชนคนหนึ่งรบกวนที่จะมีสิทธิ์ในการเลือกใช้ชีวิตโดยมอบความไว้วางใจให้ผู้ปกครองที่มีความสามารถที่เหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละยุคแต่ละสมัย และมีระบบที่จะสามารถทำให้ผู้นำนั้นเปลี่ยนแปลงได้อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงผู้นำให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้เช่นเดียวกัน


ถึงตรงนี้ก็สรุปได้ว่าระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุด ระบบอื่นๆ ก็มีจุดอ่อนเช่นเดียวกัน 


และที่เราคิดว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุดก็เพราะว่า เราเชื่อว่าเราสามารถเลือกผู้นำคนใหม่ได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้นำสามารถปรับตัวและจัดการแต่ละสถานการณ์ของประเทศที่เกิดขึ้นได้อย่างดีที่สุด


ขอบคุณที่ติดตามอ่านถึงตรงนี้ และหวังว่าเราจะใช้สติในการคิดพิจารณาและการดำเนินชีวิต และหวังลึกไปกว่านั้นอยากให้ผู้นำเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดกาล



วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP17: รู้จัก อดีต ปัจจุบัน อนาคต

#รู้จัก อดีต ปัจจุบัน อนาคต

#Competency #SkillUp




อดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นเรื่องของเวลาแต่ก็มีผลต่อจิตใจของเราด้วยเช่นเดียวกัน


หากเราทำความเข้าใจกับทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้อย่างถ่องแท้ก็จะทำให้สามารถเข้าใจถึงวิธีการวางตัวและการวางแผนชีวิตได้เป็นอย่างดี


สิ่งที่เองมีผลลัพธ์ต่อการพัฒนาของมนุษย์อย่างมาก


อดีต คือเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วเราไม่สามารถไปแก้ไขอดีตได้เพราะมนุษย์และสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ไม่เคยเดินทางย้อนเวลากลับไปและจัดการใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ แต่เราสามารถจะนำอดีตนั้นมาทำการเรียนรู้หาสาเหตุ และผลลัพธ์จากสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อถอดเป็นบทเรียนให้เราในการใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

มีคนกล่าวว่า ในโลกนี้ไม่เคยมีอะไรใหม่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาแล้ว นั่นก็จริงแต่ที่ไม่จริงท่าทีเดียวคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของเวลาและองค์ประกอบรวมไปถึงเรื่องราวที่เอามาต่อเชื่อมเข้าด้วยกันทำให้ผลลัพธ์หลายๆครั้งมีความแตกต่างไปจากเดิมมากแต่เราก็สามารถเรียนรู้ได้จากอดีตนั่นเอง


ปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่สั้นมากสั้นกว่า 1 วินาทีสั้นกว่าเสี้ยววินาทีมันคือจุดเวลาอยู่ตรงนี้ตรงที่เราใช้ชีวิตอยู่มันคือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้เพียงอย่างเดียวในชีวิตโดยแท้จริงเพราะเราเลือกที่จะตัดสินใจเราเลือกที่จะกระทำและเราเลือกที่จะยอมรับผลลัพธ์ของการกระทำนั้นๆเมื่อเราทำเป็นแล้วปัจจุบันก็จะกลายสภาพเป็นอดีตทันที ดังนั้นถ้าหนูต้องการปัจจุบันที่ดีที่สุดเราต้องมีสติที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับปัจจุบัน 

เราเองก็เชื่อว่าถ้าเราทำปัจจุบันตรงนี้ให้ดีที่สุดในทุกๆปัจจุบันผลลัพธ์ระยะยาวในอนาคตย่อมดีขึ้นแน่ๆ


อนาคต คือสิ่งที่ยังมาไม่ถึงคือสิ่งที่ไม่มีใครรู้แต่มีแต่คนอยากได้ มีแต่คนต้องการเข้าไปควบคุมอนาคตซึ่งเราเองไม่เคยใฝ่คว้าอนาคตเอาไว้ได้เลยเนื่องจากอนาคตยังไม่เคยมาถึง แต่อย่างไรก็แล้วแต่เรามีข่าวดีก็คือผลลัพธ์ของปัจจุบันจะเกิดขึ้นในอนาคต


หากเราเรียนรู้อดีตเพื่อนำมาสร้างเป็นตัวเลือกในปัจจุบันที่ดี นั่นย่อมหมายความว่าเราเองก็กำลังสร้างผลลัพธ์ในอนาคตที่ดีเช่นเดียวกัน


หากแต่ถ้าเราไปยึดติดอยู่กับอดีตเราเองจะลืมเลือกปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตเราจะเหลืออะไร


หากเราเลือกแต่จะไปไขว่คว้าอนาคตได้ลืมฐานปัจจุบันแล้วอนาคตจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการได้อย่างไรเล่า


ดังนั้น คนเก่ง คือคนที่รู้จักการใช้ประโยชน์จากอดีต มาสร้างปัจจุบันให้ดี เพื่อให้ได้โอกาสในการได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการในอนาคตให้มากที่สุด แต่ไม่ยึดติดว่าอนาคตจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่เพราะเมื่ออนาคตเดินทางมาถึงปัจจุบันและมันไม่เป็นไปตามที่ต้องการ คนเก่งก็จะเลือกปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นเป็นการปรับตัวเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้อนาคตนั้นเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการต่อไป 


#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

ดร.นารา


วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP16 #จงอยู่กับความสมบูรณ์แบบของปัจจุบัน

จงอยู่กับความสมบูรณ์แบบของปัจจุบัน



#Competency #SkillUp


หากเราไปสังเกตคนที่เก่งส่วนใหญ่ในโลกนี้จะพบว่ามีอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กัน


คือความเข้มงวดกับผลที่ได้รับหรือการกระทำของเขาที่จะต้องพยายามทำให้เกิดความสมบูรณ์ถูกต้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้


การที่ใครคนหนึ่งบอกว่าได้เท่านี้ก็โอเคแล้วนั่นหมายความว่าเขากำลังสะสมความผิดพลาดทีละเล็กทีละน้อย


แล้ววันหนึ่งจะเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่


ลองคิดง่ายๆหากเราเอา 100% x 100% เราก็จะได้ 100%

 แต่ถ้ารอเอา  90 % x 90 % ผลลัพธ์เหลือเพียง 81 % เท่านั้น

แล้วถ้าเราทำซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อยๆล่ะจะเกิดอะไรขึ้น


ผลลัพธ์ในปลายทางก็จะลดลงอย่างรวดเร็วเพราะว่าเราได้อนุญาตให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า


คนเก่งจึงใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่คนทั่วไปไม่ได้ใส่ใจ

ด้วยการคิดมากกว่า ละเอียดมากกว่า รอบคอบมากกว่า ครอบคลุมมากกว่า

ต้องจุดเล็กๆน้อยๆนี่เองทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมหาศาล


หากเราอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นและเก่งขึ้น

ลองหัดเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อยู่รอบตัวไม่ว่าจะเป็นการเดินการยืนการนั่งหรือการกิน

สิ่งเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากมายระหว่างจุดเล็กๆ


และเราลองพัฒนาสิ่งเล็กๆน้อยๆจะเลื่อนการสังเกตเป็นการคิดให้มากขึ้นเป็นการทำให้สมบูรณ์ขึ้นทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าผลลัพธ์ปลายทางเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


เหมือนเราเลี้ยวเพียง 1 องศาแต่ถ้าระยะทางผ่านไป 10-15 กิโลเมตร  ความห่างระหว่างจุดสองจุดที่จุดเริ่มต้นมีเพียง 1 องศานั้นก็จะแตกต่างกันมากมายเช่นเดียวกัน


อย่าหยวนกับเรื่องของการสร้างผลลัพธ์ แม้ว่าแต่ละครั้งจะต้องทำใหม่ทำแล้วทำอีก เราก็สามารถเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆที่ทำให้ผลลัพธ์มันแตกต่างกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ


จริงๆแล้วความแตกต่างเล็กน้อยตรงนี้หลายคนเขาเรียกว่าเคล็ดลับ นั่นคือปัจจัยแห่งความสำเร็จที่คนทั่วไปไม่รู้ และเช่นเดียวกันนั่นคือปัจจัยความสำเร็จของคนเก่ง


#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง


ดร.นารา

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP15 #คนแก่งมีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้

คนแก่งมีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้



#Competency #SkillUp


คำว่าเดี๋ยวนี้คือปัจจุบัน


เป็นการบอกว่าต้องเริ่มลงมือทำไม่ใช่เอาแต่ผลัดไปเรื่อยๆ


การที่ได้ลงมือทำก็เปรียบเสมือนเป็นการฝึกเพิ่มพูนทักษะให้ตัวเองได้มีความชำนาญเพิ่มขึ้น


คนที่ผลัดเอาไว้ก่อน เดี๋ยวก่อน อีกสักหน่อยมันก็จะไม่เกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นเลย


แล้วเมื่อไหร่ล่ะจะได้ฝึกฝีมือจะได้ฝึกทักษะให้ตัวเองเก่งขึ้นเก่งขึ้นและเก่งขึ้น


คนเก่งจริงๆ จะเรียนรู้วิธีการเอาชนะใจตัวเองและลงมือทำเดี๋ยวนี้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทันที


สิ่งที่เกิดขึ้นนั่นหมายความว่าเขาจะเรียนรู้การชนะใจและเรียนรู้จากการลงมือทำด้วยเพราะคนเก่งคือคนที่สามารถสร้างผลงานได้เร็วกว่าได้ดีกว่าและได้มากกว่าคนอื่น


การพัฒนาทักษะของเราเองไม่มีคำว่าเดี๋ยวก่อนมีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้


ใครที่เดี๋ยวนี้ได้มากกว่ากันนั่นหมายความว่าจะมีผลงานได้มากกว่าคนอื่นเช่นเดียวกัน


เพราะสูตรลับของความสำเร็จและความเก่งของคนไม่เคยมีมีแต่อยู่อย่างเดียวคือทำและทำให้มากกว่าคนอื่น


ใครที่อยากเก่ง ต้องฝึกการกลั้นใจและลงมือทำในทันทีเดี๋ยวนี้ไม่มีคำว่าข้ออ้าง


แต่หลายๆคนก็กลับไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคหรือกับดักตรงจุดนี้ได้เพราะมีเหตุผลมากมายในการอธิบายสิ่งที่ตัวเองยังไม่ต้องการจะทำในทางปฏิบัติแม้ว่าในจิตใจอยากจะทำมากเท่าไหร่ก็ตาม


เหตุผลเหล่านั้นเรียกว่าข้ออ้าง


เราจึงต้องจัดการเอาคำว่าข้ออ้างออกจากชีวิตแล้วเปลี่ยนเป็นคำว่าข้อคิดข้อ สังเกต ข้อระมัดระวัง


นี่แหละวิถีของคนเก่ง 


#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

ดร.นารา


วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP14 #10000ชั่วโมงแห่งความสนุกสนาน

10000 ชั่วโมงแห่งความสนุกสนาน



#Competency #SkillUp


การอย่างเป็นมีความโดดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหลายคนก็ได้กล่าวอ้างมาจากหนังสือ “Outliers.” ของ Malcolm Gladwell ว่ากฎ 10,000 ชั่วโมง คือระยะเวลาในการสร้างอัจฉริยะที่เกิดจากการฝึกฝน ใครที่อย่างเก่ง โดดเด่น ต้องทุ่มเทในการฝึกและทำสิ่งเดิมๆ ให้ครบ 10,000 ชั่วโมง


ฟังดูน่าจะเป็นเรื่องยากพอตัวที่เดียวที่จะต้องอยู่กับการสิ่งใดสิ่งหนึ่งครบ 10,000 ชั่วโมง เรียกว่า ต้องอยู่ในระดับหมกมุ่นทีเดียว


การที่เราจะหมกมุ่นในการพัฒนาตัวเองำด้นั้น หากเราอยู่ในความเครียด เราก็จะท้อแท้โดยง่าย


การที่เราจะอยู่ได้กับสิ่งที่เราต้องสร้างความเก่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือการทำให้ตัวเองให้สนุกกับสิ่งที่ทำ สนุกกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เรากำลังสร้างขึ้นเพื่อให้เก่งขึ้น


สภาวะการสนุกกับความท้าทายนี้เรียกว่าสภาวะการลื่นไหลหรือ Flow Stage เป็นช่วงเวลาที่ให้จิตใจเปิดรับการเปลี่ยนแปลงภายในต่อการพัฒนา ยอมรับความท้าทาย และสนุกกับการหาวิธีการรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากภายในจิตใจ


คนเก่งอย่างมีความสุข คือการสนุกกับสิ่งที่ทำ สนุกกับการได้รับผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในแต่ละวัน สนุกกับการค้นหาวิธีการใหม่ๆ ให้กับตัวเองเพื่อการสร้างแนวทางการพัฒนาตัวเอง


การพัฒนา Flow Stage เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบทีละขั้น ทีละน้อย และไม่โฟกัสกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่โฟกัสกับสิ่งที่เผชิญในแต่ละวัน


เราจะเก่ง หากเก่งแบบมีความสุข จะช่วยทำให้เราเก่งขึ้นได้อย่างรวกเร็ว เราจะรักความเก่งของตัวเอง เราจะมีความคิดที่ดีกับความเก่งของเราเอง ซึ่งจะทำให้เราอยากจะส่งมอบความเก่งต่อให้กับคนอื่นได้ เป็นการต่อยอดความเก่งของตัวเองต่อไปได้ดี แบบ…

ยิ่งให้...ยิ่งได้ 


#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง


วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP13 #คนเก่งไม่ต้องทำงานหนักแต่ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ

 EP13 #คนเก่งไม่ต้องทำงานหนักแต่ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ



#Competency #SkillUp


ในการทำงาน ผมชอบเอาเรื่องของมังกรหยกตอนนี้เอี้ยก้วย ไปพบหลุมศพของ ต๊กโกวคิ้วป้าย และพบว่ามีกระบี่ 4 เล่มพร้อมข้อความสลักไว้ดังนี้


เล่มที่ 1 เป็นกระบี่เปล่งประกายสีเขียว เป็นอาวุธที่คมกล้า "เกรี้ยวกราดรุนแรง ทำลายล้างทุกสิ่ง เมื่อวัยหนุ่มฉกรรจ์ ใช้ชิงชัยกับเหล่าผู้กล้าแคว้นฮ่อซวก"

เล่มที่ 2 กระบี่อ่อนกุหลาบม่วง "ใช้ก่อนอายุสามสิบ แต่ทำร้ายคนดี เป็นสิ่งอัปมงคล ทิ้งลงหุบเหว"

เล่มที่ 3 กระบี่หนักเหล็กนิล  "กระบี่หนักไร้คม ใช้ได้คล่องแคล่ว ฝีมือการสร้างไม่ประณีต ใช้ก่อนอายุสี่สิบ พิชิตทั้วแผ่นดิน"

เล่มที่ 4 กระบี่ไม้เปื่อยผุเป็นแค่กระบี่ไม้ธรรมดาเท่านั้น

"ใช้หลังอายุ 40 กิ่งไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน ต่างใช้เป็นกระบี่ได้ นับแต่นี้คร่ำเคร่งฝึกปรือ เข้าสู่ขั้นไร้กระบี่อยู่เหนือมีกระบี่"


ต๊กโกวคิ้วป้าย เป็นจอมยุทธ์ที่สามารถชนะทั้งอธรรมและคุณธรรมทั้งแผ่นดิน แสดงว่าเป็นจอมยุทธ์ที่มีผลงานสูง จึงเอามาเปรียบเทียบกับคนเก่ง หมายความว่า คนเก่งเองก็ต้องมีวิชาในการสร้างผลงานเช่นกัน


กระบี่ 4 เล่ม สอนอะไรกับคนเก่ง

เล่มแรก คนเก่ง ต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือต่างๆ ในการทำงานที่สามารถสร้างผลงานได้รวดเร็ว ให้ได้ความเจริญก้าวหน้าและมีฝีมือที่โดดเด่น


เล่มที่สอง เป็นเล่มที่โยนทิ้งหุบเหว นั่นคือ การสร้างผลงานไม่ใช่การทำร้ายคนอื่น ไม่ใช่การทำให้คนอื่นจมเหวหรือสูญสลายไป คนเก่งจริงจะไม่ทำแบบนั้น


เล่มที่สาม เป็นเล่มที่ทำให้เข้าใจถึงความเรียบง่ายของการทำงาน ไม่ต้องสร้างอะไรที่สวยหรู แต่ตรงๆ ทื่อๆ แต่สามารถพลิกแพลงได้อย่างคล่องแคล่วในการทำงานจนสามารถสร้างผลงานได้จะความสามารถของเราเอง


เล่มที่สี่ ไม่มีกระบี่ก็เหมือนมี เข้าใจถึงสรรพสิ่ง กลไก และแก่นแท้ของงาน สามารถประยุกต์ทุกอย่างมาเป้นกระบี่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน


ดังนั้น กระบี่ 4 เล่ม กำลังบอกว่า คนเก่งคือคนที่เข้าใจแก่นแท้ของตัวเอง และสามารถทำอะไรให้เกิดประสิทธิภาพ ด้วยสติ และปัญญา ไม่ใช่สักแต่ทำ และทำให้หนักขึ้น แต่กลับต้องทำด้วนการคิด การเข้าใจ และการยุกต์ใช้ด้วนเหตุผลที่แท้จริง


คนเก่งจึงไม่ต้องทำงานหนัก แต่ต้องฝึกให้หนัก เพื่อว่า เมื่อเวลาจริงที่ต้องใช้วิชา จะพลิ้วเยาเหมืนขนนกที่ไม่ยึดติดกับกระบวนการเดิมๆ



#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง

ดร.นารา


วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP12 #ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องงานถึงเก่งจริง

ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องงานถึงเก่งจริง




คนเก่งจริง จะไม่พูดเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องยาก หรือไม่พูดเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เพราะคนที่เก่งจริง จะต้องสามารถทำความเข้าใจโครงสร้างที่ซับซ้อน และย่อย สรุป เชื่อมโยง และเปรียบเปรยให้คนอื่นสามารถเข้าใจได้โดยง่าย
.
เมื่อคนอื่นเข้าใจเรื่องยาก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ
.
พวกเขาจะยอมทำตามที่เราต้องการ
พวกเขาจะศรัทธาในตัวเรา
พวกเขาจะได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้เรื่องยากๆ ได้อีกเรื่องหนึ่ง
.
การที่เราจะทำความเข้าใจเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้นั้น ต้องคิดแบบเป็นระบบ โดยรู้จัก
.
แยกแยะเป็นเรื่องๆ แต่ละองค์ประกอบ
รู้จัดกลุ่มองค์ประกอบที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน และต่างกันให้แยกออกจากกัน
รู้จัการเรียงลำดับการเชื่อมโยงของแต่ละเรื่องและการทำงานในการเชื่อมโยงนั้น
หาข้อเปรียบเทียบง่ายๆ ที่มีความคล้ายกันในชีวิตประจำวัน
.
เพียงเท่านี้ การอธิบายเรื่องยากๆ จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และนอกจากนั้น คนที่อธิบาย ยังสามารถสร้างความคิดและความเข้าใจใหม่กับตัวเองด้วย เพราะยิ่งอธิบายมาก สมองก็จะทำงานมากขึ้น และเรียนรู้ทำความเข้าใจกับเรื่องที่อธิบายได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
.
ถ้าเราอยากเก่ง ก็ลองหัดมาอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้คนอื่นฟังกันให้มากขึ้น
เราจะเก่งขึ้น

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP11 #แค่ทำความเข้าใจก็เก่งขึ้นแล้ว

แค่ทำความเข้าใจก็เก่งขึ้นแล้ว

#Competency #SkillUp


แค่ทำความเข้าใจจะเก่งขึ้นได้จริงๆ เหรอ

.

แน่นอน เพราะการทำความเข้าใจคือการเปิดใจเรียนรู้สิ่งที่เป็นไป และจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา การทำความเข้าใจ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มความรู้ใหม่ให้กับตัวเอง

.

การทำความเข้าใจ เริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเอง เข้าใจการกระทำ เข้าใจความต้องการ เข้าใจความคิด เข้าใจความรู้สึก และเริ่มไปทำความเข้าใจคนอื่น

.

การทำความเข้าใจเป็นการไม่รีบตัดสิน เป็นการไม่รีบด่วนสรุป

.

การทำความเข้าใจจะเป็นการทำให้เราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รับมุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้น เนื่องจากการไม่รีบตัดสิน

.

เมื่อเราตัดสินคน เราจะไม่เปิดรับอะไรแล้ว เพราะเราคิดว่ามันจบไปแล้ว และทำให้เราได้รับข้อมูลไม่ครบทุกด้านที่เกิดขึ้น

.

คนเก่ง จะใช้การทำความเข้าใจเป็นจุดเริ่มต้น กลั่นกรองและไตร่ตรองอย่างละเอียด คิดให้รอบคอบ เชื่อมโยงเหตุการณ์ ความคิด และความรู้สึก เป็นความรู้ใหม่ รวมกับความรู้เก่า ที่มีอยู่ พวกเขา จะบอกว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อีก ตัวเองยังต้องทำความเข้าใจ

.

และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ คนที่เข้าใจ จะไม่พลาด คนที่ใส่ใจในลายละเอียดจะมีความแม่นยำมากกว่า ทั้งหมดมาจากความเข้าใจ

.

ความเข้าใจคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เข้าใจให้ถึงแก่นกลางของสิ่งที่เกิดขึ้น

.

แล้วเราจะรู้ว่า เรากำลังทำอะไร คิดอะไร ไปถึงไหน และผลลัพธ์เป็นอย่างไร

.

.


#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง

ดร.นารา




ปั้นคนเก่ง EP10 #สร้างแรงใจให้ตัวเอง

สร้างแรงใจให้ตัวเอง




#Competency #SkillUp


แรงบันดาลใจ เป็นเรื่องที่ใครก็ต้องการเพื่อใช้เป็นแรงผลักกันในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ คนที่มีแรงบันดาลใจสูง จะสามารถทำในสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ แต่บางคนก็บอกว่าไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่สามารถทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่

.

คนเก่งมักจะมีแรงบันดาลให้กับตัวเองได้เสมอ และสามารถรักษาแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

.

แรงบันดาลใจสร้างได้ไง มาจะเล่าให้ฟัง

.

แรงใจมาจากความฝัน ความต้องการในอนาคตที่มีความแรง และความสุขปนกันในเวลาเดียว

.

ดังนั้นคนที่มีแรงใจคือสภาวะในการดื่มด่ำกับความสุขที่ตัวเองคาดว่าจะไดีรับเมื่อได้ทำสิ่งนี้ หรือทำให้มันสำเร็จ

.

ดังนั้น การสร้างแรงใจตัวเอง ต้องสร้างภาพความสำเร็จ และผลลัพธ์จากความสำเร็จนั้น เช่น ภาพความอบอุ่นของครอบครัว ภาพความเป็นอิสระ ภาพความภาคภูมิใจ

.

หากยังไม่สามารถมีแรงใจพอ ให้ใส่ความรู้สึกไปด้วยว่า เมื่อเราอยู่ในเหตุการณ์ของภาพความสำเร็จแล้ว เราจะรู้สึกอะไร

.

เราได้ยินเสียงตัวเอง ได้ยินเสียงคนรอบข้าง พูดคุยกับเราว่าอย่างไร ให้เราดื่มด่ำ สร้างความรู้สึกควบคู่กับภาพนั้นต่อไป

.

เมื่อเรารับความรู้สึกของภาพนั้นมาในตัวแล้ว ให้เก็บและรวบเอาเข้าไว้ที่หัวใจ และหาปัจจุบัน

.

ตอนนั้นเราจะมีแรง มีพลังเต็มเปี่ยมในการสร้างพลังการทำสิ่งยากๆ ให้กับตัวเอง แต่ยังมีข้อห้ามอยู่คือ ห้ามถามว่า เมื่อไหร่จะสำเร็จ ห้ามถามว่า เมื่อไหร่จะผ่านไป เพราะคำถามเหล่านี้อเป็นคำถามทำลายแรงใจ

.

แต่ให้เราถามว่า เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร เพื่อให้เข้าใกล้ความสำเร็จไปเรื่อยๆ



#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง

ดร.นารา