แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเปลี่ยนแปลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเปลี่ยนแปลง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เศรษฐกิจต้นทุนต่ำ

 การต่อสู่ระหว่างเศรษฐกิจต้นทุนต่ำกับ เศรษฐกิจคุณภาพสูง


จากปรากฏการณ์ในสงครามการค้าระหว่างประเทศที่สินค้าจีนได้มีการบุกหนักไปยังประเทศต่างๆในหลากหลายช่องทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของ e-commerce ผ่านทาง Application ชนิดต่างๆจนทำให้ยักษ์ใหญ่ E-commerce ของอเมริกายังต้องสั่นสะเทือน เหตุผลหลักๆเลยที่ประเทศจีนสามารถที่จะทำการผลิตสินค้าให้มีราคาถูกได้เพราะการบริหารต้นทุนซึ่งมีการส่งเสริมมาตั้งแต่นโยบายและการลงทุนของภาครัฐจนถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตของภาคเอกชน ตั้งแต่ระบบพื้นฐานที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบขนส่งถนนท่าเรือมีการสร้างยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งเอาไว้อย่างต่อเนื่องและมีความชัดเจนถึงเป้าหมายของการสร้างยุทธศาสตร์นั้น ประเทศจีนยังเป็นประเทศที่มีแรงงานขนาดใหญ่จนกระทั่งทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตจนถึงจุดต่ำสุดของต้นทุนหรือเรียกว่าการประหยัดต่อขนาดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะเดียวกันเองยังมีการทำวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมต่างๆที่ทำให้สามารถที่จะผลิตสินค้าได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการวิจัยทางด้านอุตสาหกรรมและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่สนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นแล้วประเทศจีนเคยเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นสินค้าด้อยคุณภาพเน้นการผลิตให้ได้จำนวนมากๆซึ่งนั่นเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ก่อให้เกิดการผลิตในระดับมหาศาลและต้นทุนที่ต่ำอย่างน่าเหลือเชื่อและส่งออกไปทั่วโลก ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ถ้าจะกล่าวอีกชื่อหนึ่งคงเรียกได้ไม่ยากว่า ระบบเศรษฐกิจต้นทุนต่ำหรือ Low-cost economy

ซึ่งวิธีการคิดในระบบเศรษฐกิจแบบนี้จะเป็นวิธีการคิดที่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับระบบเศรษฐกิจจากประเทศตะวันตกและญี่ปุ่นเพราะประเทศเหล่านี้จะเน้นถึงการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพมีราคาสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มจนทำให้สินค้าหลายๆชนิดมีราคาที่สูงมากและพยายามที่จะสร้างแบรนด์เพื่อให้สร้างความจงรักภักดีของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ ซึ่งเราสามารถเรียกได้ว่า High-Quality economy

แต่ในขณะที่สินค้าจากประเทศจีนได้เดินทางไปถึง ประเทศต่างๆทั่วโลกผู้บริโภคกลับพบว่าสินค้าหลายชนิดไม่ได้จำเป็นที่จะต้องซื้อในราคาแพงและมีคุณภาพสูงเนื่องจากมีต้นทุนในการเปลี่ยนสินค้าไม่สูงมากนัก จึงเห็นว่าการที่สินค้าราคาถูกซื้อง่ายใช้ง่ายเบื่อก็ทิ้งไปเป็นทางเลือกที่ดีที่จะประหยัดเงินในกระเป๋าและสอดคล้องกับยุคที่มีอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากทำให้หลายคนยอมลดระดับคุณภาพของสินค้าไปซื้อสินค้าราคาถูกได้

ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างอะไรกันกับประเทศต่างๆทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เป็น SME เนื่องจากประเทศไทยได้ใช้เทคโนโลยีในการผลิตจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ประเทศไทยไม่ใช่ผู้ผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่จะสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองได้จะเป็นแต่การนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมต่างๆประเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสินค้าที่ตัวเองต้องการผลิตและส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยอาศัยความได้เปรียบจากการที่มีแรงงานในราคาที่ยังไม่สูงมากและมีคุณภาพของฝีมือแรงงานที่ค่อนข้างดี

แต่เมื่อสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกมากถูกกว่าสินค้าจากประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3 เท่าและฝีมือแรงงานของประเทศจีนก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นเหตุให้ SME ไม่สามารถปรับตัวได้ทันแล้วหันกลับไปนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนมาจำหน่ายแต่ประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ว่าฝันร้ายก็มาถึงเมื่อประเทศจีนกลับเปิดการค้าโดยตรงผ่านระบบ e-commerce และให้สินค้าวิ่งตรงจากโรงงานสู่มือผู้บริโภคโดยที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางในประเทศไทยนั่นหมายความว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากโดยเฉพาะธุรกิจประเภทซื้อมาขายไปโดนคู่แข่งกับยักษ์ใหญ่ทางด้าน e-commerce จากประเทศจีนทันที

แล้วเราจะทำอย่างไร แน่นอนที่สุดลูกค้าย่อมมีหลายประเภทลูกค้าประเภทที่สนใจเรื่องราคาเป็นหลักก็ย่อมพร้อมที่จะรับความเสี่ยงกับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำและพร้อมที่จะซื้อใหม่ได้อยู่ตลอดเวลาสินค้าประเภทนี้ก็จะเป็นสินค้าที่ไม่เน้นความคงทนหรือสินค้าที่ไม่เน้นคุณภาพสูงมากเช่น เสื้อผ้า เครื่องเขียน อุปกรณ์เบ็ดเตล็ดทั่วไป จะสังเกตได้ว่าสินค้าพวกนี้จะอยู่ในร้าน 20 บาทอยู่ในทุกหัวมุมถนนของประเทศไทย
ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเน้นเรื่องคุณภาพ สินค้าเหล่านี้จะเป็นสินค้าที่ต้องนำไปใช้งานต่อหรือสินค้าระดับมืออาชีพที่ต้องอาศัยการมีคุณภาพของเครื่องหมายเครื่องมือหรือของวัตถุดิบหรือของเครื่องใช้ต่างๆเพื่อให้งานออกมาตามที่ต้องการ ดังนั้นธุรกิจ SME ไทยจึงต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าของตนเองเสียก่อนอย่าพยายามไปแข่งในเกมที่เราไม่สามารถสู้ได้ หากสินค้าจากประเทศไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพก็ต้องชัดเจนกับกลุ่มลูกค้าว่ากลุ่มลูกค้าใดที่ต้องการคุณภาพของสินค้าเพื่อเอาไปใช้งานหรือสร้างประโยชน์ มากกว่าการขายสินค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าอีกแล้ว

ในทางตรงกันข้ามหากลูกค้าไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพมากนักและสนใจเรื่องของราคานั่นหมายความว่าสินค้าจากจีนย่อมได้เปรียบสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยอยู่แล้วเราจึงมีหน้าที่ในการที่จะช่วยกันพัฒนาเทคนิคการผลิตเพื่อทำให้เกิดการลดต้นทุนรวมไปถึงการขยายขนาดของการผลิตให้มีความคุ้มค่าในการผลิตมากยิ่งขึ้นเป็นการหาจุดแข็งบางอย่างเพื่อสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ให้ได้มากที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้นการผลิตสินค้าของประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมองถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก จะต้องไม่ผลิตด้วยความเคยชินหรือผลิตด้วยกรอบแนวคิดเดิมๆ ผู้ผลิตต้องมีความพร้อมและศึกษาถึง Pain Point ของผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอเพื่อสามารถที่จะประยุกต์ และประดิษฐ์ คุณลักษณะของสินค้าให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ใช่เน้นแต่สินค้าที่มีแต่รูปลักษณ์สวยงามหรือการดีไซน์เท่านั้น

สงครามการค้าในครั้งนี้ยังคงต้องเดิมพันกันอีกยาวไกลจนกว่าจะมีธุรกิจใดที่ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันในการแข่งขันได้ล้มหายตายจากออกจากกัน เวลานั้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวใหม่ของผู้ผลิตรายใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆแต่หวังว่ายังคงมีพื้นที่ให้กับผู้ผลิตและ SME ของประเทศไทยอยู่ในเวทีโลก

ทั้งนี้ก็คงต้องฝากความหวังเอาไว้ลึกๆกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยชะลอการเข้ามาของสินค้าจากประเทศจีนที่อยู่ในระบบของ ระบบเศรษฐกิจต้นทุนต่ำ และส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศไทยให้สามารถลดต้นทุนได้อย่างเป็นระบบ มีขนาดอย่างเป็นนัยยะสำคัญในระดับประเทศ รวมถึงส่งเสริมวิธีการคิดของอุตสาหกรรมให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วปรับได้เปลี่ยนได้อยู่ตลอดเวลา ไม่ยึดติดต่อความสำเร็จในอดีตที่เคยมีมาและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า หรือเรียกได้ว่าสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้อยู่ตลอดเวลาในทุกๆวัน

ดร.นารา

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง EP#32 ปัญหาเรื่องโครงสร้างต้นทุน

 EP#32 ปัญหาว่าด้วยเรื่องโครงสร้างต้นทุน



ความเดิมจากตอนที่แล้วที่พูดเรื่องปัญหาของต้นทุนที่มองไม่เห็นไว้ สิ่งนี้จะส่งผลมายังปัญหาอีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหาที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว โครงสร้างต้นทุนมีอะไรบ้าง


#อะไรคือโครงสร้างต้นทุน

โครงสร้างต้นทุนหมายถึง สัดส่วนของต้นทุนที่ต้องจ่ายไปยังต้นทุนประเภท หรือ รายการต่างๆ ของสินค้าและบริการ 1 หน่วย มีต้นทุนอะไรบ้าง เหมือนกับตึกสูงหนึ่งตึก มีหลายๆ ชั้น และแบ่งว่าแต่ละชั้นเป็นโซนที่เกี่ยวกับอะไรบ้าง เช่น 3 ชั้นล่างสุด เป็นศูนย์การค้า 3 ชั้นต่อมาเป็นสำนักงาน 2 ชั้น เป็นโรงหนัง อีก 15 ชั้นที่เหลือ เป็นที่อยู่อาศัย

ต้นุทนเองก็เหมือนกัน จะสามารถแบ่งออกเป็นชั้นๆ หลายๆ ประเภทเช่นเดียวกัน


#ปัญหาของโครงสร้างต้นทุน

ปัญหาของโครงสร้างต้นทุนมี 2 เรื่อง

เรื่องแรก ไม่รู้ว่ามีกี่รายการที่อยู่ในโครงสร้างต้นทุน และเรื่องที่ 2 ไม่รู้ว่าโครงสร้างต้นทุนคำนวณอย่างไร


การไม่รู้ว่ามีกี่รายการเกิดจากต้นทุนที่มองไม่เห็นเปรียบเสมือนตึกที่สร้างมาแล้วมีพื้นที่ไม่พอต่อการใช้งาน สุดท้ายต้องไปเบียดบังต้นทุนชนิดอื่นเพื่อเอามาชดเชย เหมือนตึกที่ต้องมีคนมาอยู่กันอย่างหนาแน่น จะขยับตัวอะไรก็กระทบกันไปหมด เหมือนกับต้นที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะกระทบกันไปหมดเช่นกัน แย่ที่สุดก็คือการขาดทุน


การไม่รู้ว่าโครงสร้างต้นทุนคำนวนอย่างไร เหมือกับการออกแบบตึกที่มีวิธีการวางตึกผิดที่ผิดทาง การทำงานก็จะเกิดความสับสนในการทำงาน การเคลื่อนที่ ซึ่งทำให้เราไม่รู้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกำลังอยุ่ในค่าใช้จ่ายส่วนไหนกันแน่ และยังอยู่ในกรอบของต้นทุนที่เราสามารถจัดการได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าของธุรกิจ ต้องสามารถหาต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละหน่วยของสินค้าและบริการให้ได้ ด้วยต้นทุนคงที่เฉลี่ย และต้นทุนผันแปรเฉลี่ยต่อหน่วย (ฟังดูเริ่มยาก) 


การรู้โครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ว่ามีกี่รายการ และแต่ละรายการมีต้นทุนเท่าไหร่ จะช่วยให้เจ้าธุรกิจรู้ว่ามิธีการรับมือกับต้นทุนที่คาดไม่ถึง หรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้น เหมือนกับ ตึกที่ออกแบบดี จะรับแรงแผ่นดินไหวได้ดีกว่าตึกที่ออกแบบไม่ดี 


ดร.นารา

ที่ปรึกษาการแก้ปัญหาทางธุรกิจและการออกแบบระบบการจัดการธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP4 #ขออีกนิดชีวิตจะรุ่งโรจน์

 ขออีกนิดชีวิตจะรุ่งโรจน์

#Competency #SkillUp

ความที่เรียกว่าเป้นคนเก่ง มีความสามารถ เขาทำตัวให้แตกต่างกันคนทั่วไปอย่างไร ความลับตรงนี้ไม่มีอะไรมาก แค่ทำให้มากกว่าคนอื่นอีกนิดในทุกๆ ด้านและตลอดเวลา

.

หมายความว่า เวลาคนเก่งทำงาน พวกเขาจะมอง คิด และลงมือให้ได้ผลลัพธ์มากกว่าคนอื่นอีกเล็กน้อย คิดให้ละเอียดมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย มองให้รอบด้านมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย

.

แต่ความเล็กน้อยนี้ เป็นความเล็กน้อยบ่อยๆ จะกลายเป็นทักษะที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นผลลัพธ์ขนาดใหญ่

.

แค่เล็กน้อยเนี่ยนะทำให้เก่งได้ คำตอบคือใช่ เพราะคนโดยทั่วไปจะมีการจำกัดขีดความสามารถของตัวเอง ด้วยความเคยชิน หรือความเชื่อต่างๆ จนทำให้ไม่มีการสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคนอื่น

.

หากเราสะสมความแตกต่างอยู่เรื่อยๆ และความแตกต่างนั้นมีประโยชน์ ตัวเราจะเกิดการเรียนรู้ และสะสมความเก่งไว้ ดังนั้น เมื่อเราสะสมความเห่งไปเรื่อยๆ แสดงว่า เกิดการพัฒนาตนเอง เก่งขึ้นๆ

.

หากมามองให้ละเอียดอีกนิด ถ้าเราเลือกคามเก่งอย่างน้อย 1 เรื่อง และสะสมความเก่งทีละนิด โดยที่ทำให้มากก่วาคนอื่นเล็กน้อย ดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย มีคุณภาพมากกว่าคนอื่นนิดนึง แต่เพิ่มให้ตัวเองอีกนิดไปเรื่อง จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน 1 ปี 3 ปี

.

คำตอบคือ เราเป็นคนเก่งมากยังไงหละ และชีวิตจะรุ่งโรจน์

#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง

ดร.นารา



วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การปรับตัวของแรงงานไทยในนิวนอร์มอล

 #เผื่อใครจะได้เห็น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย ตอนที่ 2 #บทความนี้ตั้งใจไม่มีรูป

เมื่อภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ สิ่งแรกที่ธุรกิจคิดถึงคือการปรับลดแรงงาน เพราะโดยปกติแล้วค่าแรงเป็นต้นทุนที่มีขนาดใหญ่มากในโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจเกือบทุกประเภท
.
หลายคนก็บอกกันว่า งั้นเรามาพัฒนาฝือมือแรงงานกันเถอะ อันนี้นับว่าเป็นเรื่องดี และเห็นด้วย
.
แต่มองกันลึกๆ แล้วแค่ฝือมือแรงงานอย่างเดียวไม่พอ เพราะฝีมือแรงงานส่วนใหญ่คือแรงงานทำงานได้งานที่มีคุณภาพ
.
แต่ในทางธุรกิจแล้วต้องการ คุณภาพ ผลิตภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล นั่นคือแรงงานที่ต้องการหรือแรงงานในฝันของธุรกิจ
.
อัตราค่าแรงที่ธุรกิจอยากจ่าย จริงๆ แล้วไม่ใช่แรงงานขั้นต่ำ หากแรงงานคนนั้น 1 คนทำงานให้ธุรกิจได้มาก ธุรกิจเองก็อยากจ่ายมากขึ้นเช่นกัน
.
มุมมองคือความคุ้มค่าของธุรกิจว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปนั้น จะได้เงินกลับคืนมาเท่าไหร่ มากกว่าแรงงานมีฝีมือมากขนาดไหน
.
ประเด็นการพัฒนาแรงงานคือ ฝีมือการทำงาน มากกว่าฝีมือแรงงาน หมายถึง แรงงาน 1 คนสร้างมูบค่างานให้ธุรกิจได้ขนาดไหน อันเกิดจากความสามารถในการใช้เครื่องมือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น ความสามารถในการควบคุมงาน
.
มิติของแรงงาน มีหลายมิติมากกว่า ทักษะเชิงช่าง และทักษะการผลิต ในอนาคต แรงงาน 1 คนต้องทำงานแทนหลายๆ คนในปัจจุบันได้
.
หากการจ้างงานยังคงใช้การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำไปเรื่อยๆ นั่นย่อมเป็นการบังคับให้โครงสร้างการจ้างงานบิดเบี้ยว ค่าแรงไม่ได้สะท้อนมูลค่าของงานที่แรงงานทำได้อย่างแท้จริง
.
ยิ่งต่อไปในยุคนิวนอร์มอล การจ้างงานประจำจะลดลง เปลี่ยนเป็นการจ้างตามชิ้นงานมากขึ้น หมายความว่า คน 1 คนต้องทำได้หลายอย่างมากขึ้น และสามารถรับงานได้หลายทางมากขึ้นถ้ามีความสามารถ
.
เนื่องจากธุรกิจมองที่ต้นทุนมากขึ้น ต้นทุนการเงิน ต้นทุนเวลา ต้นทุนการบริหาร ต่างๆ นานาที่ต้องใช้กับการจ้างพนักงงานประจำ 1 คน
.
ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแรงงาน แต่ถ้าเราก้าวข้ามได้ เราจะข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เราจะมีแรงงานที่มีรายได้คุ้มกับรายจ่ายมากกว่าทุกวันนี้
.
เราต้องมาจริงจังกับการพัฒนาฝีมือการทำงาน แทนการพัฒนาฝีมทอแรงงานแต่เะียงอย่างเดียว ซึ่งฝีมือการทำงานนั้น สามารถพัฒนาได้ทุกระดับ ไม่ได้ขึ้นกับระดับการศึกษาแต่อย่างใด แค่ทำให้แรงงานไทย #คิดเป็น #เน้นผลลัพธ์ #ปรับตัวเก่ง #เร่งมือทำงาน #ประสานคนรอบข้าง
.
.
หากท่านที่อ่านถึงตรงนี้คิดว่าบทความนี้มีประโยชน์โปรดช่วยแชร์ช่วยกันส่งต่อให้ถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง
.
หากใครเห็นว่าสามารถช่วยให้ประเทศพัฒนาขึ้น ยินดีร่วมงานทุกอย่าง
.
.
ดร.นารา

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ช่วงว่างของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

#เผื่อใครจะได้เห็น เสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย #บทความนี้ตั้งใจไม่ใส่รูป

.

หลายๆ คนบอกว่าเราต้องใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ มันก็ถูก 

.

หลายคนบอกว่าเราต้องใช้เทคโนโลยีดิจิตัล มาเสริมสร้างความแข็งแกร่ง นั่นก็ใช่

.

หลายคนบอกว่า เราต้องทำภาคการเกษตรให้มีมูลค้าสูง อันนี้ก็ดี

.

แต่จากประสบการณ์ที่มี สิ่งที่เห็นของระบบอุตสาหกรรมไทย ซื้อเป็นภาคใหญ่มากอีกภาคหนึ่งของไทยที่แบบจะไม่ได้ยินคนกล่าวถึงมากนักนอกจากการส่งเสริมการลงทุน

.

ผมได้เห็นประเด็นเรื่องการพัฒนาเครื่องจักร และอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยแทบไม่มีการผลิตของตัวเองเลย เอาใช้เครื่องมือเกือบทุกอย่างจากต่างประเทศ เช่น รถขุด เครื่องปั่นไฟ กล้องสำรวจ เครน เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตอีกจำนวนมากในทุกอุตสหากรรม เครื่องบรรจุอาหาร โรงสีข้าว เครื่องบรรจุขวดน้ำอัดลม เป็นต้น

.

สิ่งที่พอจะเห็นได้บ้างว่าเป็นของไทย จะเป็นพวกอุปกรณ์ต่อพ่วง ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากนัก เช่น รถพ่วงท้าย ยางรถบรรทุก

.

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานของไทย ยังไม่ครบ สายโซ่คุณค่าของการผลิต จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมประเทศไทยผลิตสินค้าคุณภาพดีได้ แต่ผลิตสินค้าล้ำหน้าคนอื่นไม่ได้

.

เพราะว่า เราต้องรอเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศ นั่นหมายความว่า ประเทศอื่นก็ผลิตได้เหมือนกัน เพียงแต่ไทยเราทำได้ดีกว่า

.

ฝากถึงคนที่อ่านถึงจุดนี้

.

ใครที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรมครัวเรือน อุตสาหกรรมเบาอุตสาหกรรมหนัก อะไรก็แล้วแต่ ช่วยหันมาส่งเสริมการสร้างเครื่องมือ เครื่องจักรการผลิตให้มีเทคโนโลยีของตัวเอง

.

อย่างในประเทศจีน ประเทศที่เคยยากจน วันนี้กำลังก้าวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก เพราะเค้าตั้งเป้าว่าต้องผลิตเองได้ทุกอย่าง มีเครื่องจักรของตัวเองที่รองรับการผลิตในทุกเทคโนโลยีที่มี แม้ว่าจะเริ่มจากการเลียนแบบ แต่วันนี้ เค้าไปไกลจนคนอื่นต้องมาใช้สินค้าของเขาแล้ว

.

อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ วันนี้จีนมุ่งไปสู่การเป็นเจ้าของรถ EV ผมเองไม่กล้าที่จะเรียกว่ารถยนต์แล้ว เพราะไม่มีเครื่องยนต์ ตอนนี้จีนมียี่ห้อหลากหลาย ออกแแบได้ล้ำหน้า

.

หากย้อนกลับไป 5 ปี ตอนนั้นยังไม่มี รถไฟฟ้า แต่จีนมุ่งพัฒนาหลอด LED เป็นอย่างมาก จนราคาถูก ผลิตได้เองในประเทศ และผลิตเครื่องจักรได้เองในประเทศ วันนี้หลอด LED กลับเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของรถไฟฟ้า เพราะกินไฟน้อย มีความสว่างสูง ประหยัดพลังงาน

.

มามองประเทศไทย เราเองยังหาทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ชัดเจน และยังไม่เคยเจอแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่พูดถึงการเริ่มจากต้นน้ำ คือวัตถุดิบ และเครื่องจักรการผลิต จนถึงกลางน้ำคือคนที่มีความสามารถสูงในการผลิต และปลายน้ำคือการสร้างตลาดในประเทศ

.

#ฝากไว้เผื่อได้เห็น 

.

หรือถ้าใครเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ช่วยประเทศชาติได้ ช่วนแชร์ส่งต่อ ไปให้ถึงคนที่เกี่ยวข้อง

.

หากประเทศเห็นคุณค่าของผม ผมยินดีเข้าไปช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


ดร.นารา

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หลังวิกฤตินาทีทองแห่งการเปลี่ยนแปลงของผู้นำ

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ส่วนที่เล็กที่สุดของร่างกายในระดับเซลล์ ก็เปลี่ยนแปลงตลอด ส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาก็เป็ร่างกายของเราก็เปลี่ยนแปลงตลอดรวมถึงอายุ โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงตลอดไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ กระแสลม เปลือกโลก หรือการเคลื่อนที่ไปในจักรวาล เราเองไม่อาจจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงได้เลย

องค์กรเองก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เพราะองค์กรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของคน และกิจกรรมต่างๆ ของคน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา ธุรกิจ และคนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

แต่กลับมีหลายองค์กรและหลายคนที่กำลังเกรงและกลัวการเปลี่ยนแปลง โดยคนเหล่านี้ มีรูปแบบการแสดงออกได้หลายวิธี คือ ตั้งแต่การบ่น การตัดพ้อ รวมไปถึงการร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้ช่วยจัดการสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เป้าหมายในจิตใจลึกๆ ของคนเหล่านี้คือพยายามจะไม่เปลี่ยนแปลง หรือพยายามจะเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถึงเวลาที่เราเองจะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ด้งนั้น สิ่งที่เราต้องเรียนรู้คือการสร้างระบบการคิด หรือ Mindset ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นจุดเริ่มต้นก่อน และหากเราสังเกตุให้ดี ในการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ครั้ง คนจำนวนมากจะเกิดสภาวะการณ์ Shock และคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติของตัวเอง เรียกว่าเปล็นช่วงที่สมองกำลังเปิดรับเรื่องใหม่ๆ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่องค์กรต้องการ

ยิ่งการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกมีความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงมาก เราก็เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นภาวะวิกฤติ ดังนั้น ภาวะวิกฤติจึงเป็นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กร โอกาสแบบนี้ หากผู้นำตั้งระบบการคิดของตัวเองให้ถูกต้องต่อสถานการณ์ ก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรได้น่าอัศจรรย์

กระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลง

1. ผู้นำต้องสร้างให้กับตัวของผู้นำได้คือ การสร้างทัศนคติทางบวกให้กับตัวเองต่อการเปลี่ยนแปลง ให้มอว่าการเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤติคือโอกาสที่จะทำให้ทุกคนเปิดรับการเปลี่ยนแปลงได้

2. ผู้นำกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สมาชิกในองค์กรมีเป้าหมายเดียวกัน

3. ผู้นำอธิบายและทำความเข้าใจต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง

4. เปิดโอกาสให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการแสดงออกต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างกรเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

5. เปิดเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เพื่อนำเป็นชุดข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเพื่อการสร้างกระบวนการในขั้นต่อไป

6. ผู้นำต้องทำความเข้าใจกับทุกคนว่า การเปลี่ยนแปลง ไม่อาจจะควบคุมผลลัพธ์ได้ 100% แต่สามารถกำหนดทิศทางได้ ซึ่งจะเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการไว้วางใจกันและกัน

7. ผู้นำไม่หาคนผิดจากการเกิดปัญหา แต่ให้หาวิธีการแก้ไขปัญหา เพราะคนผิดคนแรกที่ต้องรับผิดชอบคือผู้นำ ไม่ใช้ผู้ปฏิบัติ เนื่องจากหน้าที่ของผู้นำคือคนกำหนดทิศทางและตัดสินใจ

8. สร้างบรยากาศของการชื่นชมกันละกันตลอดเวลา แม้ว่ามีผลสำเร็จเพียงเล็กน้อย

9. ผู้นำต้องสร้างวิธีการฟังของตัวเอง ให้หนักแน่น ไม่ตื่นเต้นกับข้อมูลใหม่ๆ จนเกิดไป

10. ยอมรับทุกผลลัพธ์ของการตัดสินใจ พร้อมหากระบวนการแก้ไข ปรับปรุง เรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ดร.นารา กิตติเมธีกุล