วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ปั้นคนเก่ง EP3 #หัวหน้าที่ดีเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาด

หัวหน้าที่ดีเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาด

#Competency #SkillUp

หัวหน้าที่ลูกน้องรัก เป็นใคร??? เป็นคำถามที่สามารถตอบได้หลายอย่าง และยิ่งถามว่าทำยังไงให้ลูกน้องรัก ยิ่งเป็นคำถามที่ตอบ 3  วันก็ไม่หมด แต่เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อนเพื่อช่วยให้ลูกน้องยอมรับในตัวเรามากขึ้น คือเมื่อเวลาที่ลูกน้องทำผิดพลาด

.

เวลาที่คนเราทำผิดพลาดช่วงเป็นช่วงเวลาของความอ่อนแอ หรือที่ทั่วไปเรียกว่า ภาวะจิตตก เป็นภาวะที่ตัวเองรู้สึ่กว่าไม่มีค่า หรือด้วยค่าลง ดังนั้น การที่มีใครสักคน มาช่วยให้เข้ารู้สึกได้ว่าตัวเองมีค่ามากขึ้น ถือว่า เป็นผู้ที่สร้างคุณคุณกันเลยทีเดียว

.

หัวหน้างานที่เข้าใจตรงนี้ สามารถใช้ช่วงเวลาที่เลวร้ายแบบนี้เป็นโอกาสในการสร้างภาวะผู้นำได้ สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือ การได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อใจจากลูกน้อง ได้รับความร่วมมือ และได้รับความรู้สึกดีๆ ต่อกันและกัน

.

หัวหน้าที่ชาญฉลาดในการบริหารคนจะเรียนรู้ในการใช้จัวหว่ะนี้ในการสร้างทีมและสร้างขีดความสามารถของตัวเองได้ เพราะเมื่อลูกน้องทำพลาด นั่นหมายถึงความท้าทายของการเป็นหัวหน้าคือการจัดการสภาวะวิกฤติของลูกน้องทำได้ดังนี้

.

1. ตั้งสติก่อนการใช้อารมณ์ ถามตัวเอกเพอื่หยุดการระเบิดอารมณ์ ว่า “อ้าวเหรอ เกิดอะไรขึ้น” มันเป็นแบบนี้เอง ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหัวหน้าที่มีอารมณ์ จะปิดกั้นการรับรู้และการสื่อสาร ไม่ฟัง  และทุกอย่างจะเกิดขึ้นในมุมมองของตัวเอง หัวหน้าเองบางครั้งยังไม่รู้เรื่งอที่เกิดขึ้นทั้งหมดเลย แต่กลับตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว นั่นก็เป็นประเด็นที่ทำให้การได้รับการยอมรับลดต่ำลงไปอีก

2. แสดงความสามารถออกมาอย่างใจเย็น สุขุม และลุ่มลึกในการแก้ปัญหาให้ลูกน้อง

3. เปิดโอกาสให้ลูกน้องทำตามวิะีการแก้ปัญหาที่เราออกแบบไว้ เพื่อให้เขาได้แก้ตัว เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กลับมา

4. ให้ลูกน้องได้สรุปความผิดพลาด การเรียนรู้แล้วแนวทางป้องกัน พร้อมทั้งให้กำลังใจในการแก้ไขข้อผิดพลาดและการปรับปรุงตัวเอง

5. เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว ไม่ต้องนำมาเป็นประเด็นในการต่อว่าอีก เพราะคนทำผิดก็เสียใจอยู่แล้ว ไม่ควรถูกตอกย้ำ

แค่นี้ หัวหน้าที่น่ารัก และครองใจลูกน้อง ก็เกิดแล้ว

#เก่งคิด #เก่งงาน #เก่งคน

#เพจปั้นคนเก่ง

ดร.นารา




ปั้นคนเก่ง EP2 #ทำงานผิดพลาดแล้วเราควรทำยังไง

 EP2 #ทำงานผิดพลาดแล้วเราควรทำยังไง

#Competency #Skill #Up

เรื่องการทำงานผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน ใครไม่เคยทำผิดแปลว่าคนนั้นไม่เคยทำงาน ใครยิ่งทำงานมาก ยิ่งมีโอกาสผิดมาก เรื่องนี้เป็นสัจจธรรมของการทำงานของทุกคน

.

แต่ทุกคนก็ยังกลัวการทำงานผิดพลาด เพราะด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่ถ้าเราทำงานพลาดแล้วเราต้องรีบแก้ไข แต่เราควรจะต้องทำอย่างไร

.

1. ทำความเข้าใจกับความกลัวการผิดพลาดก่อน เรากำลังกลัวอะไรหากเกิดมีความผิดพลาดขึ้นมา ตรงนี้เราต้องถามลงไปในความรู้สึกข้างในให้ลึกขึ้น เช่นเรากลับความเสียหาย แต่แท้จริงแล้วเรากลัวอะไรจากความเสียหาย ตรงนั้นจะทำให้เราเข้าใจถึงอารมณ์และความคิดของเราเองได้ชัดเจน เมื่อเราเข้าใจแล้ว จะทำให้เรามีสติมากขึ้น

2. ประเมินความเสียหายจากการมีสติและความเข้าใจของการเสียหาย เมื่อทำงานพลาด ให้เรารีบประเมินให้เร็ว การประเมินเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้ว่า เราจะต้องทำอะไรต่อไป หรือต้องให้ใครทำ

3. ยอมรับความจริง งานพลาดคืองานพลาด หลายคนไม่ยอมรับความจริง ซึ่งมีการแสดงออกอยู่ 2 อย่างคือ ปกปิดความผิดพลาด ไม่ยอมบอกใคร และปล่อยให้มันพลาดต่อไปเรื่อยๆ หรือ รีบแก้ไขด้วยตัวเอง โดยการตื่นตระหนก จนในที่สุด มีการผิดพลาดซ้ำอีกเป็นเหตุให้กลายเป็นความผิดพลาดขนาดใหญ่ ดังนั้น รีบยอมรับความจริงให้เร็วเพื่อหยุดความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

4. หลังจากที่ยอมรับความจริงเท่ากับว่าเราเข้าใจความผิดพลาด เราก็เริ่มทำการแก้ปัญหา หรือขอให้คนช่วยแก้ปัญหา จำไว้ว่าปัญหาทุกปัญหาไม่จำเป็นต้องแก้ไขคนเดียว เราสามารถให้คนอื่นช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ โดยเฉพาะหัวหน้าของเรา เพราะหัวหน้าโดยธรรมชาติจะมีหน้าที่แก้ปัญหาให้ลูกน้องอยู่แล้ว ในทางกลับกัน ถ้าหัวหน้าไม่รู้ปัญหาเลย นั่นแสดงว่าระบบบังคับบัญชามีปัญหา กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหาไปอีก

5. ลงมือรับผิดชอบต่อปัญหานั้น ตรงนี้ให้ระวังว่า การรับผิดชอบคือการดำเนินการทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่ใช่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือชดเชยความเสียหายด้วยตัวเอง ทำงานพลาด ไม่จำเป็นตัวพลีชีพทุกครั้งไป แต่เราต้องรับผิดชอบ เช่น ถ้าเราพูดผิด เราก็แค่ขอโทษและพูดใหม่ หรือเริ่มต้นอธิบายใหม่ เพราะจริงๆ แล้ว คนเราพร้อมที่จะให้อภัยอยู่แล้วถ้าเราขอโทษ

6. ในการแก้ไขการผิดพลาดจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่ แต่กรทำผิดซ้ำ ในรูปแบบเดิมๆ กลับเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น หลังจากการแก้ปัญหาแล้ว เราต้องเรียนรู้ไม่ให้ผิดพลาดอีก ผิดครั้งแรกเป็นครู ต่ผิดครั้งต่อไป เป็นความประมาท นั้นแสดงว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากการผิดพลาด

สรุปคือ คนเราผิดพลาดได้ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ให้ยอมรับความจริง ตั้งใจในการทำไม่ให้ผิดพลาดอีก ด้วยวิธีการทำงานแบบใหม่ (ตรงนี้สำคัญ ทำเหมือนเดิม ก็ผิดพลาดเหมือนเดิม) สรุปการเรียรู้จากการผิดพลาด

#เราจะเก่งขึ้น

ดร.นารา






ปั้นคนเก่ง EP1 #ทำงานอย่างไรให้ได้เป้า

ทำงานอย่างไรให้ได้เป้า




หลายคนสงสัยว่าพวกที่ทำงานเร็ว ทำงานได้เป้าโดยดูเหมือนกับว่าไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมากมาย เค้าทำงานกันยังไง

.

เคล็ดลับของคนทำงานเก่งๆ คือคิดงานก่อนลงมือทำ

.

การคิดงานสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ

คิดว่าต้องมีงานอะไรบ้างที่ต้องทำให้สมบูรณ์

คิดว่างานนี้ให้ใครทำถึงจะดีที่สุด

คิดว่างานแต่ละงานต้องติดตามเมื่อไหร่และติดตามอย่างไร

.

ความคิด 3 ด้านนี้เป็นความคิดพื้นฐานของเราในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

จุดที่สำคัญคือการที่เราจะต้องไม่พลาด และไม่กลัวในการทำงานตามความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดก็ตาม

.

การพลาดในการคิดว่า จะต้องทำงานอะไรบ้างนั้นคือ

เราคิดไม่ครบว่าในการทำงานให้สำเร็จ 1  งานนั้น จะต้องมีงานย่อยๆ หรือกิจกรรมอะไรบ้างในการทำงาน อะไรเกิดก่อนเกิดหลัง และทำแต่ละงานไปเพื่ออะไร

.

การพลาดในการมองหมายงาน

คือการไม่กล้าที่จะให้คนอื่นมาช่วยในการทำงาน หรือร้องขอให้คนอื่นมาช่วยในการทำงาน กลัวจะถูกปฏิเสธ คิดไปเอง หรือถูกปฏิเสธมาแล้ว ไม่กล้าไปขออีก กลัวจะถูกปฏิเสธซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หรือหนักกว่านั้น ไม่รู้ว่างานนี้จะต้องให้ใครทำ

เราแค่รวบรวมความกล้าที่จะเข้าไปขอให้เขาทำ โดยการเสนอประโยชน์ที่เขาจะได้รับ หรือร้องขอด้วยวิธีอันชาญฉลาด เราจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้

.

การพลาดในการตามงาน

คือ เราไม่ได้ทำงานที่ควรทำในเวลาที่กำหนด อาจจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุดังนี้ ขี้เกียจ ลืม เกรงใจ หรือ ยุ่งมากจนไม่มีเวลาไปตามให้สำเร็จ แต่ละเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

.

คนที่ต้องการพัฒนาตัวเองในการทำงานให้ได้เป้าหมาย ต้องหัดคิด หัดมอบหมาย และหัดติดตามในรูปแบบของตัวเอง ต้องสร้างความเชื่อและความคิดของตัวเองให้ดี

.

การทำงานให้ได้เป้าหมายต้องเริ่มจากวิธีการคิดให้ดี ไม่ใช่การลุยไปคิดไป เพราะแบบนั้นจะไม่รู้ทิศทางที่จะไป


ดร.นารา

#เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด

#Compentcy #Development #UpSkill


วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564

คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณทางธุรกิจ

 

 


เรื่องการแสดงออกของนักธุรกิจที่มีต่อผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกผลิตภัณฑ์ นโยบาย การดูแลลูกค้า การโฆษณา หรือการปฏิบัติเรื่องส่วนตัวของบุคลากรทั้งหมดที่อยู่ในองค์กรธุรกิจ ย่อมมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ดังนั้นภาคธุรกิจจึงต้องมีแนวทางการการปฏิบัติตัว ซึ่งบางครั้งจะต้องแลกมาด้วยรายได้หรือกำไรที่น้อยเพื่อให้ธุรกิจได้รับความน่าเชื่อถือ ไว้วางใจ เคารพ และเกรงใจจากผู้คน ในที่สุด เป็นการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างยั่งยืน มีภาพปรากฏเป็นแบรนด์ของธุรกิจที่ชัดเจน สิ่งเหล่านั้นจะมีหลายคำที่ใช้เป็นหลัก แต่จะมีความสับสนเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อย จึงอยากมาอธิบายไว้ตรงนี้

คุณธรรม (Moral) ให้พูดกันง่ายๆ คือสิ่งที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ การทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจาก การให้อะไรบางอย่างที่เกินกว่าสิ่งที่รับไว้แต่ทำให้ลูกค้าและสังคมได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำความสะอาดหน้าอาคารสำนักงานและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นต้น การดำเนินการให้ธุรกิจมีคุณธรรมหลายๆ ครั้งอาจไม่ได้เป็นส่วนที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจเลย แต่จะสร้างความประทับใจเล็กๆให้กับผู้คนมากกว่า แต่ที่ดีที่สุด คือได้สร้างความอิ่มเอมใจให้กับธุรกิจ และเมื่อสะสมไปนานเข้าจะกลายเป็นชื่อเสียงของธุรกิจและของคนที่ปฏิบัติ

จริยธรรม (Ethics) หมายถึงสิ่งที่ควรประพฤติในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เรียกว่า เป็นสิ่งที่ต้องหรือควรแสดงออกของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องต่างๆ เช่น การหาสินค้าที่มีคุณภาพดี ไม่เป็นอันตรายต่อลูกค้า การดูแลลูกค้าด้วยความเต็มใจเต็มความสามารถ การใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ได้รับผลดีต่อลูกค้าของตัวเอง การใส่ใจพนักงานในฐานะที่เข้าเป็นมนุษย์ผู้ร่วมกันสร้างธุรกิจ การใส่ใจต่อผู้ถือหุ้นในฐานะเป็นผู้ร่วมความเสี่ยงการก่อตั้งทางธุรกิจ เป็นต้น

จรรยาบรรณ (Conduct) หลายๆ ครั้งจะมีการแปลไว้ว่าเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ดี แต่ถ้ามองลึกๆ ลงไปคือ ข้อห้ามในการปฏิบัติมากกว่า ห้ามกระทำในสิ่งที่จะเป็นผลเสียต่อผู้คน และตัวธุรกิจเอง เช่น การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าในหลักสิทธิมนุษยชน ห้ามรับงานการสร้างกลยุทธ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งกันในเวลาเดียวกัน ห้ามแสดงออกในทางที่ผิดต่อศีลธรรมของสังคม (แต่ละสังคมไม่เหมือนกัน)

กล่าวโดยสรุปก็คือว่า จรรยาบรรณ เป็นข้อห้าม จริยธรรมเป็น สิ่งที่ต้องทำ คุณธรรม เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม แต่เราจะรู้ได้อย่างไรหละว่า ตอนไหนห้ามทำ ตอนไหนต้องทำ และต้อนไหนควรทำมากกว่าปกติ คำตอบมันจะคลุมเคลือเล็กน้อย แต่ที่ใช้ได้ผลมาก คือการใช้คำว่า "ผิด ชอบ ชั่ว ดี" ในมุมมองของลูกค้า ลูกน้อง ตัวเอง ผู้คน และสังคม


  • มองว่า ทำไปแล้วใครจะเดือนร้อน ก็อย่าทำ (จรรยาบรรณ)
  • มองว่า เราต้องทำอะไรในขั้นพื้นฐาน ก็จงทำ (จริยธรรม)
  • มองว่า ทำอะไรแล้ว มันจะดีขึ้นไปอีก ควรส่งเสริม (คุณธรรม)


ไม่ทำได้หรือไม่ เอาจริงๆ ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ทำก็ได้ แต่ชื่อเสียงจะมีหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง การที่ธุรกิจจะได้รับการบอกต่อหรือไม่ ก็เกิดจากทั้ง 3 หลักนี้ คนเราจะบอกต่อ หรือให้คนรู้จักได้รับสิ่งที่เขาได้ ต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกดีๆ ความไว้วางใจ และการได้รับความสุขจากธุรกิจ สุดท้ายจะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรระยะยาวมากกว่ากำไรชั่วครู่ในเวลาสั้นๆ และกำไรที่ได้รับนั้น จะมีกกว่าอีกคือ ความสุขและความภาคภูมิใจในการทำธุรกิจของตัวเอง

ดร.นารา

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

แก่นแท้ของสารพัดเครื่องมือในการปรับตัวในการเปลี่ยนแปลง



ในศาสตร์ของการจัดการที่ผ่านมา มีเครื่องมือมากมายตั้งแต่ การใช้ TQM, KAISEN, Paradam Ship, Adaptation, Change Management, Scrum, และ Agile


เครื่องมือเหล่าได้มีการกล่าวถึงมาหลายปีแล้ว หากจะย้อนลับไปให้ไกลกว่านั้น เราต่างมี คำสอนเอาไว้ที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดีอย่างมรทางศาสนาพุทธได้กว่าวไว้ว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน หรืออย่างทางศาสตนาคริสต์ก็กล่าวว่า จงตื่นเฝ้าระวัง


คำกล่าวคำเตือนต่างๆ ล้วนมีจุดหมายเดียวกันคือ ให้เราต้องเก็บรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ ให้ดี และเชื่อมั่นว่า แต่ละเรื่องนั้นจะไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป


การรับมือกับเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เราเองในโลยุคปัจจุบันต้องตั้งระบบการคิดเอาไว้ 2 เรื่องนั่นคือ การใส่ความเชื่อกับตัวเองว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรเป็นแบบนั้นตลอดไป และประการที่ 2 ยอมให้สมองเปิดหาวิธีการใหม่ๆ ที่ดีขึ้นเสมอ


มนุษย์เราส่วนใหญ่ จะพยายามยึดติดกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่า เราเองต้องการความมั่นใจ และต้องการลดการประหยัดพลังงานในการคิดลง จึงได้พยางมหากรอบการคิดหรือหลักการคิดเพื่อเป็นการช่วยในเรื่องนี้ จริงๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มันไม่ดีตลอดไป


ทุกครั้งที่เราเองพยายามจะคิดหารวิธีการรับมือการเปลี่ยนแปลง ด้วยวิธีการใหม่ๆ สมองของเราก็จะพยายามกลับมาอยู่ในกรอบเดิมเสมอโดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่เราเอง ตั้งใช้การเฝ้าระววังและการสังเกตุให้ดีว่า ตอนนั้นสมองของเรากำลังคิดอะไรอยู่ มีความคิดอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง หากเราสังเกตุเห็นความคิดเหล่านี้แล้ว เราก็สามารถใช้เครื่องมือเพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย


หลักการจริงๆ ของการจัดการการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างความเชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ และทำให้มันชัดเจน นี่เป็น 3 องค์ประกอบที่สำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลง จะขาดองค์ประกอบใดไปไม่ได้เลย


ดร. นารา กิตติเมธีกุล

นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564

การตั้ง Mindset เพื่อรับมือ VUCA World


ช่วงปี 2019 มา โลกเราได้มีการพูดถึง VUCA มาขึ้น โดยที่มานั้นมาจาก U.S Army War College แทนเหตุการที่มีความผันผวนสูงยากต่อการคาดเดา คำว่า VUCA มาจาก คำ 4 คำ คือ Volatility ความผันผัน Uncertainty ความไม่แน่นอน Complexity ความซับซ้อน และ Ambiguity ความคลุมเคลือ และก็มีหลายสำนักได้พยายามจะเสนอแนวทางการจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นความผันผวนสูงขนาดนี้โดยเสนอว่า


Volatility เป็น Vision หรือวิสัยทัศน์

Uncertainty เป็น Understanding หรือ การทำความเข้าใจ

Complexity เป็น Clarity หรือ ความชัดเจน

Ambiguity เป็น Agile หรือ ความคล่องแคล่ว


แต่ว่า เราจะเริ่มตัวไหนก่อนดีหละ เพื่อการปรับตัวของตัวเราเองให้เข้ากับ VUCA World


ขอย้อนกลับไปสู่ประเด็นการเกิด VUCA ก่อนคือว่า โลกเรามีปริมาณข้อมูลที่ไหลไปมาอย่างท่วมท้น เพื่อใครๆ ต่างต้องการความมั่นใจในการตัดสินใจ จึงพยายามหาข้อมูลให้มากมที่สุดจนกลายเป็น Over Flow Infomation 


ในขณะที่เทคโนโลยีการเดินทางขนส่ง ก็พัฒนามากขึ้นไปจนคนในโลกเกิดการเคลื่อนที่ไปมาหากันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาตร์ของมนุษยชาติ จึงทำให้มีความซับซ้อน สับสนวุ่นวายมากขึ้น


มนุษย์กลับดูถาโถมด้วยสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความเคยชิน และสะสมความวั่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในการรับมือกับ VUCA World  ไม่ได้เริ่มจากตัวใดตัวหนึ่งใน  4 ตัวที่กล่าวมาแล้ว แต่กลับเริ่มจากตัวเรา


คือ เราต้องมีความนิ่งเอาตัวออกจากกระแสของ VUCA เสียก่อน จากนั้น มาตั้งความคิดของตัวเองว่า เราเชื่อหรือไม่ เรา สามารถจัดการตัวเองกับกระแสแห่ง VUCA ได้


เพื่อเมื่อจิตเรานิ่ง ต่อให้สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เราจะสามารถจัดการได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แต่ถ้าจิตไหวหวั่น แม้เพียงเงาของใบไม้ก็คิดว่าเป็นสิ่งอันตรายมาทำร้ายเรา


เมื่อจิตนิ่ง ความเชื่อดี จึงมาจัดการระบบความคิด ให้มีเป้าหมายตามวิธีแบบวิสัยทัศน์ ทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหา แยกเป็นส่วนๆ เพื่อทำทุกอย่างให้ชัดเจน ปัญหายิ่งเอาหลายๆ เรื่องมาปนกัน จะแก้ไม่ออก


สุดท้ายตั้ง Mindset ของตัวเองใหม่ ให้เราไม่ยึดติด กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ชื่นชมกับทุกสิ่งทุกอย่าง มองเห็นคุณค่า และปรับเปลี่ยนได้ตามสถาการณ์ 


นี่แหละ คาถา Mindset เพื่อสยบ VUCA World


ดร.นารา กิตติเมธีกุล

นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์และธุรกิจ

ที่ปรึกษา วิทยากร อาจารย์พิเศษ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564

Corporate Culture กับ Branding แท้จริงแล้วเรื่องเดียวกัน

 


ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายองค์กรพยายามจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้องค์กรมีคนที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กันจนกลายเป็นคนที่องค์กรต้องการ และหวังผลออกไปว่าคนเหล่านี้จะสร้างลักษระขององค์กร สร้างกำไร และสร้างการเติบโตในอนาคต นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการปรับตัวในสภาวะของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ข้อมูลข่าวสาร จนกลายเป็น VUCA World โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน (Volatility) โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty) โลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน (Complexity) และโลกที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ (Ambiguity)

.

แต่หลายๆ องค์กรกลับลืมไปว่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรนั้น คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทั้งองค์กรให้มีพฤติกรรมที่คล้ายๆ กัน จนกลายเป็นบุคคลของคนทั้งองค์กร แต่หลายองค์กรเจอปัญหาว่า สร้างพฤติกรรมที่ต้องการไม่ได้ หรือ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เป้นทางเดียวกัน

.

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะต้องมีองค์ประกอบเพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง 2 อย่างคือ


ปัจจัยกระตุ้นในระดับบุคคล หรือ แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พูดง่ายๆ ว่า เปลี่ยนแล้วได้อะไร มนุษย์จะมองกลับมาที่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต่างอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ของตัวเอง เช่นประโยชน์ทางร่างกาย การเงิน หรือประโยชน์ทางอารมณ์ ความสุขจากการได้รับและการให้


ปัจจัยปลายทางของการเปลี่ยนแปลง หรือ เป้าหมายปลายทางหลังจากการเปลี่ยนแปลง พูดอีกมุมคือเปลี่ยนเป็นอะไรแบบที่เข้าใจง่ายๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ต้องการเป้าหมายใหม่มาช่วยกำหนดขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ทุกคนต้องการความมั่นคงความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยืดหยุ่นขนาดไหน ต่างก็ต้องกลับมาหาความมั่นคง การมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้การเปลี่ยนแปลงมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

.

กลับมาที่ Branding คือบุคลิกของสินค้า บริการ และองค์กร นั้นคือสิ่งที่ผู้คนรับรู้ได้ว่าสินค้า บริการ หรือองค์กรนี้หากเปรียบเป็นคนแล้ว จะหมายถึงคนแบบไหนที่มีความโดดเด่น และชัดเจน แล้วการสร้าง Branding ก็ไม่ใช่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว เพราะนั้นเป็นความพยายามในการบอก แต่การรับรู้จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีแค่ปัจจัยในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการแสดงออกในทุกด้าน ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ การจัดแสดงสินค้า พนักงานทุกคน การออกแบบร้าน โดยเฉพาะตัวผู้บริหารที่ต้องแบรนด์ในตัวเองอย่างตลอดเวลาว่าเป็นคนแบบไหน ทำงานอย่างไร ส่งมอบ สื่อสาร แสดงออกอะไรให้กับคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา

.

เห็นหรือไม่ว่า Branding และ วัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องเดียวกัน คือพฤติกรรมของคน ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ต้องควบคู่ไปกับการสร้าง Brand เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ และทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างเกิดจากการกำกับ ส่งเสริม พัฒนาจากผู้บริหารทั้งสิ้น ไม่มีทางเลยที่จะปล่อยให้พนักงานระดับล่างพัฒนากันเองได้ เพราะอำนาจสุงสุด ความเป็นเจ้าของสูงสุด อยู่ที่ผู้บริหารทั้งนั้น องค์กรจะเป็นอย่างไร ผู้บริหารคือคนเลือกและพาไป

.

ดร.นารา กิตติเมธีกุล

นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์และธุรกิจ

ที่ปรึกษา วิทยากร อาจารย์พิเศษ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย


#พัฒนาธุรกิจ #การตลาด #วัฒนธรรมองค์กร #แบรนด์ดิ่ง

#การทำธุรกิจ #การบริหาร

#การเปลี่ยนพฤติกรรม