วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง EP#28 ปัญหาการอยากเป็นที่1

EP#28 ปัญหาว่าด้วยการอยากเป็นที่หนึ่ง


ธุรกิจจำนวนมากต้องการวางตำแหน่งของธุรกิจตัวเองให้เป็นที่ 1 ในธุรกิจของตัวเอง แต่การเป็นที่ 1 นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างยอดขายสูงสุดและจะกลายเป็นที่ 1 อย่างเดียว นอกจากนั้น ยังมีหลายองค์กรพยายามเป็นที่ 1 แต่ก็ไม่ได้เป็นสักที 


หากเรามาวิเคราะ์กันว่า การเป็นที่หนึ่ง เป็นผู้นำ คนเหล่านี้จะต้องมีอะไรบ้าง

แน่นอนที่สุด พวกเขาต้องมีดี มีในสิ่งที่คนอื่นไม่มี ทำให้เป็นที่ 1 ได้ ซึ่งเป็นคำตอบที่รู้อยู่แล้ว แต่ในคำตอบแบบนี้กลับมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่คือ การที่มีดีไม่ใช่เกิดจากาที่ซ้อของดีมาใช้งานแล้วทำให้เป็นที่ 1


ลองคิดดูว่า หากเราต้องการเป็นที่ 1 เราจึงไปซื้อเทคโนโลยีการผลิตใหม่ล่าสุดมา ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก ลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพสินค้าได้อย่างมาก ทำให้กลายเป็นที่หนึ่ง มันก็ถูก แต่หากมีใครสักคนมีทุนมากกพอ ซื้อเทคโนโลยีที่เหมือนกันหรือดีกว่ามาใช้งานความได้เปรียบเหล่านั้นก็หายไป ความเป็นที่ 1 ก็หายไปด้วย


#ความลับข้อแรกของการเป็นที่หนึ่ง คือการที่เราต้องมีอะไรบ้างอย่างที่เป็นความเจ๋งของตัวเองที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ หลายครั้งเราเรียกว่าเทคโนโลยี หากจะเรียกให้ชัดเจนมากกว่านี้อีกหน่อย เราเรียกว่าความรู้ที่เราเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง


ความรู้เหล่านี้หรือเทคโนโลยีเหล่านี้ ต้องเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากผู้จำหน่าย ท้องตลาด หรือผู้ผลิตรายใด แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ ค้นพบ และสร้างสรรขึ้นมาเอง เรียกได้ว่าเป็น Core Compitency ขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ การมีสิ่งนี้จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีความแตกต่างและมีความสามารถในการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้มากขึ้น


#ความสับข้อที่สองของการเป็นที่หนึ่ง คือเป้าหมายของการเป็นที่ 1 กล่าวคือ เราต้องรู้ว่าการเป็นที่ 1 เป็นไปเพื่ออะไร ทำไมเราต้องการสิ่งนี้ ในการสร้างความเป็นที่ 1 นั้น ไม่ยากเท่ากับการรักษาที่ 1 เพราะคนเป็นที่ 1 จะกลายเป็นจัดเปรียบเทียบ Benchmark ให้กับผู้เล่นรายอื่นในตลาด สำหรับคนเป็นที่ 1 ไม่มีคนให้เปรียบเทียบและไม่มีตัวอย่างให้มาพัฒนาตัวเองเพื่อรักษาความเป็นที่ 1 ตลอดไป ดังนั้นการสร้างความโด่ดเด่นนั้นจะต้องเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถหนีห่างจากที่ 2 ได้เรื่อยๆ ต่อไป


การสร้างเป้าหมายของการเป็นที่ 1 ยังช่วยอีกเรื่องคือรู้แนวทางการพัฒนาพร้อมทั้งสร้างพลังที่จะไปพัฒนาให้กับตัวเองต่อไป เป็นการสร้างความชัดเจนให้กับองค์กร แม้ว่าวันหนึ่งจะถูกแซงความเป็นที่ 1 แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่ทำมาได้ความโดเด่นทางด้านใดบ้าง เอาไปพัฒนาต่อด้านไหน


มาถึงตรงนี้ก็จะสรุปสั้นๆ ได้ว่า ผู้นำที่เป็นที่ 1 อย่างแท้จริงนั้น ไม่ได้เกิดจากการครอบครองเทคโนโลยีที่คนอื่นหามาได้ แต่กลับต้องพัฒนาความรู้ความลับอะไรบางอย่าง หากไปซื้อเทคโนโลยีมาก็ต้องมีความรู้หรือความลับว่าจะใช้เทคโนลโยีนี้อย่างไรให้สามารถได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าคนอื่นได้และเลียนแบบได้ยาก นอกจากนั้น เราต้องว่าการเป็นที่ 1 นั้นเป็นไปเพื่ออะไร มิฉะนั้นแล้วการเป็นที่ 1 จะไม่มีความหมายอะไรเลยมีแต่การเสียต้นทุนไปโดยเปล่าประโยชน์


ดร.นารา

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง #EP27 ปัญหาว่าด้วยการประชุม

 #EP27 ปัญหาว่าด้วยการประชุม



การประชุมมีปัญหาด้วยเหรอ เอาจริงๆ เยอะเลยที่มีปัญหา เพราะว่า การประชุมเป็นการเอาคนมารวมกันเพื่อช่วยกันคิด พิจารณา และรับผิดชอบงานร่วมกัน บางครั้งหลายองค์กรอาศัยการประชุมเยอะมาก จนกลายเป็นคำพูดว่า #เขาจ้างมาประชุม


การประชุมถ้ามากเกินไปก็ใช้ว่าจะได้ผลดี เพราะการประชุมทำให้กินเวลาในการทำงาน เนื่องจากทุกคนที่เข้าประชุมต้องเอาสมาธิและเวลามาใส่ในการประชุมทั้งหมด การประชุมจะเกิดผลดีต่อการคิด แต่จะเกิดผลเสียต่อการสร้างผลงานและผลิต ยิ่งเป็นคนที่ต้องปฏิบัติแล้ว ยิ่งมีผลเสียมาก ดังนั้น ก่อนที่เราจะมาจัดการปัญหาในการประชุมเรามารู้จักการประชุมก่อนว่ามีกี่ประเภท


#การประชุมเพื่อการแจ้งให้ทราบ กระประชุมประเภทนี้มักจะใช้กับการประชุมประจำปี การแถลงผลงาน การแถลงนโยบาย ส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารทางเดียว บางครั้งเราเรียกว่า Town Hall ซึ่งอาจจะเปิดโอกาสให้มีคำถามได้บ้างในบางครั้ง หรือ อาจจะมีการลงมติเพื่อทำประชาพิจารณ์ หรือ มิตผู้ถือหุ้นได้ในการประชุม แต่ว่าก็ยังคงเป็นเรื่องการสื่อสารทางเดียวเป็นหลัก


#การประชุมเพื่อขอมติจากคณะกรรมการ เป็นการประชุมเพื่อให้คนที่ลงมติต้องร่วมกันรับผิดชอบในการติดสินใจผ่านมติ อย่างเช่นการประชุมรัฐมนตรี การประชุมกรรมการพิจารณางบประมาณ หรืออะไรก็ตามที่ต้องการการรับผิดชอบจากการมีผลกระทบให้คุณให้โทษกับคนอื่นได้


#ประชุมเพื่อรายงานการทำงาน การประชุมแบบนี้เหมือนกับการการแจ้งให้ทราบและรับคำสั่งใหม่ไปทำงานซึ่งจะเจอกับทีมทำงานอยู่บ่อยๆ บางครั้งเรียกว่าประชุมติดตามความคืบหน้า ซึ่งทางภาคธุรกิจมักใช้การประชุมแบบนี้ในการติดตาม KPI หรือผลประกอบการ


#กระประชุมระดมสมอง เป็นการประชุมที่ไม่มีวาระชัดเจน แต่เน้นการเปิดฮกาสให้ทุกคนมาร่วมกันคิดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การประชุมแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีมติแต่จำเป็นต้องมีการกำหนดงานที่ต้องทำต่อหลังการประชุม


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการประชุมจะมีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ

ใช้การประชุมผิดประเภท เช่น ใช้การประชุมกรรมการเป็น การประชุมแจ้งเพื่อทราบ ทำให้ประธานที่ประชุมพูดอยู่คนเดียว คนอื่นๆ นั่งเงียบกันหมด หรือ แอบเล่นโทรศัพท์ระหว่างการประชุม นั่นแสดงว่า แต่ละคนเริ่มไม่ใส่ใจการประชุมแล้ว ทำให้ประสิทธิภาพในการประชุมลดลง 

ปัญหาการใช้การประชุมผิดประเภทจะมีอีกเรื่องคือ การไม่เตรียมพร้อมในการประชุมให้ถูกต้อง เช่น การเตรียมข้อมูลให้เพียงพอเพื่อพิจารณา หรือ การไม่แจ้งวาระหรือพูดคุยกันก่อนที่จะเอาเข้าประชุมเพื่อพิจราณาจนกลายเป็นการประชุมระดมสมองในการประชุมลงมติ ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสในการเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเกิดจากการเงียบในห้องประชุม หรือการโ้เถียงที่มีเวลาอย่างจำกัดในห้องประชุม ยิ่งในวัฒนธรรมแบบไทยไทยแล้ว ยิ่งเงียบไปกันใหญ่ พูดมากเดี๋ยวเค้าจะผิดแล้วเขาว่าจะเราโง่ คิดไปโน้น

ปัญหาที่ 2 คือ การเอาคนที่ไม่ควรจะเกี่ยวกับการประชุมเข้าที่ประชุม 

การไม่เกี่ยวข้องคือ ไม่กี่ยวในความรับผิดชอบ และไม่เกี่ยวกับความสามารถ คนที่ไม่เกี่ยวในความรับผิดชอบดูได้ง่ายๆ คือ เข้ามาแล้วนั่งเฉยๆ และลงชื่อว่าเข้าร่วมประชุม โดยที่ยังไม่รู้เลยว่า ผลการประชุมนี้เอาไปใช้ประโยชน์อะไร ซึ่งในทางแก้ไขคือ สามารถทำหนังสือแจ้งผลการประชุมไปยังบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาเข้ามานั่งในห้องประชุมให้เสียเวลา และเกิดความน่าเบื่อหน่ายในที่สุด


การไม่เกี่ยวข้องในความสามารถคือ คนคนนี้อาจจะเกี่ยวในหน้าที่รับผิดชอบ แต่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย มีอะไรก็ทำไม่ได้ แบบนี้แสดงว่าความสามารถไม่เข้ากับที่ประชุม ดังนั้น การที่เอาคนนี้เข้าประชุมด้วยจะทำให้เสียเวลา ควรให้เขาไปทำงานในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ดีกว่า


วิธีการแก้ปัญหาการประชุม

1. กำหนดรูปแบบการประชุมให้ชัดเจน เพื่อระบุว่า การประชุมในครั้งนี้ต้องการอะไร ไม่เอารูปแบบการประชุมมาปนกันในครั้งเดียว หากต้องการมีหลายประเด็นที่ต้องการ ให้แยกแยะการประชุมเป็นเรื่องๆ แล้วค่อยประชุมทีละเรื่อง

2. ถ้ามีการประชุมเกิน 7 คน ให้ดูว่า มีใครบ้างที่ไม่มีส่วนร่วมในการประชุมเลย ถ้ามีแสดงว่า การประชุมนั้นกำลังไม่มีประสิทธิภาพแล้ว

3. มีวาระการประชุมที่ชัดเจน หากจะนอกเรื่อง ให้นอกเรื่องหลังที่ประชุม

4. บางเรื่องไม่จำเป็นต้องกระชุมก็ได้ ใช้วิธีการสื่อสารทางอื่นแทน เช่น การโทรศัพท์ การทำหนังสือแจ้ง การส่งข้อความ เป็นต้น แทนการประชุม เพราะการประชุมมีต้นทุนสูงมาก มาจากเงินเดือนของผู้เข้าประชุมทั้งหมดซึ่งอาจจะแพงมากตามตำแหน่ง ยิ่งแพงยิ่งต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น


ถ้าเราจัดการการประชุมให้มีประสิทธิภาพได้ การประชุมจะไม่น่าเบื่อและไม่เยอะจนเกินความจำเป็น จนกลายเป็นคำพูดว่า เค้าจ้างมาประชุม และที่สำคัญ คนที่เข้าประชุมบ่อยๆ โดยเฉพาะเป็นประธานการประชุมทำอย่าง อาจจะบอกได้อีกอย่างนึงว่า เขากำลังพยายามตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่กระจายการทำงาน หรือ ไม่ได้ให้การทำงานเป็นไปแบบมีส่วนร่วมเลย


ดร.นารา

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง #EP26 ปัญหาว่าด้วยการบริหารคนเก่ง

 #ปัญหาว่าด้วยการบริหารคนเก่ง



องค์กรทุกองค์กรต้องการคนเก่ง เพราะคนเหล่านี้จะสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีให้กับองค์กรได้ คนเก่งยังสามารถลดภาระของผู้บริหารได้เป็นอย่างมาก ทำให้ผู้บริหารเบาแรง หรือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการสร้างผลงาน


แต่การมีคนเก่งในองค์กรใช่ว่าจะไม่มีปัญหา เพราะคนเก่งบางคน เน้นว่าบางคน มีลักษณะพิเศษ เช่น ความคิดล้ำหน้ามากกว่าคนอื่นมากคนอื่นทำงานด้วยไม่ได้ ต้องการพื้นที่ในการแสดงความสามารถของตัวเองหากได้พื้นที่น้อยเกินไปก็จะไม่มีความสุข มีแนวทาการทำงานเป็นของตัวเองไม่ค่อยจะยอมโอนอ่อนง่ายๆ เนื่องจากไม่เชื่อว่าระบบปกติจะทำให้งานสำเร็จ


ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการที่องค์กรไม่สามารถควบคุมคนเก่งเหล่านี้ให้เป็นไปตามที่องค์กรต้องการได้สิ่งที่ตามมาจะเกิดได้หลายลักษณะ

  1. สูญเสียคนเก่งไปโดยที่องค์กรหาคนมาแทนไม่ได้
  2. ทำให้ระบบการบริหารคนมีปัญหาเพราะคนเห่งที่จากไปย่อมส่งผลกระทบทางความคิดและจิตใจของคนในองค์กร
  3. เกิดการทำลายคนเก่ง ในกรณีที่คนเก่งคนนั้นไม่ได้ไปไหน แต่กลับไม่ได้แสดงออก นานวันเข้าความเก่งก็จะหายไปเพราะไม่ได้ใช้งานความเก่ง
  4. องค์กรไม่เกิดกรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความเก่งได้


#วิธีการบริการคนเก่ง

ในการบริหารคนเก่ง หลายคนมักจะบอกว่าให้คนเก่งได้แสดงฝีมือให้เต็มที่และมีแนวทางการสร้างความเติบโตในการทำงานของคนเก่งเหล่านี้ เรียกว่าต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ มันก็จริง แต่ยังไม่หมด หากจะสรุปว่าเราจะบริหารคนเก่งยังไงได้บ้าง ก็คงสามารถสรุปออกมาเป็นข้อได้ดังนี้


  1. มีพื้นที่หรือมีเวทีให้คนเก่งเหล่านี้ได้แสดงพลังความเก่งของตัวเองออกมา ซึ่งผู้บิหารต้องเชื่อก้อนว่า พวกเขาเก่ง และรู้ว่าเก่งอะไร
  2. มีวิธีการดูแลคนเก่งแบบที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะคนเก่งมักจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าคนอื่น ซึ่งจะตามมาด้วยความอิจฉาของคนในองค์กร ดังนั้น การดูแลคนเห่งจะต้องมีวิธีการป้องกัน หรือมาตรการที่ใช้แตกต่างจากคนอื่น เช่นการประเมินผลงาน คนเหล่านี้ จะมีวิธีการประเมินผลงานแตกต่างจากคนอื่น และสามารถพิสูจน์ได้ว่า ผลงานกับผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ากันจริงๆ
  3. อย่าใช้คนเก่งในทุกเรื่อง เนื่องจากคนเราเวลาทำงานก็จะทำงานได้ทีละเรื่อง บางคนอาจจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่สามารถทำทุกเรื่องในเวลาเดียวกันได้จนกลายเป็นว่า คนเก่งใช้งานง่ายก็ใช้จัง สุดท้าน งานไม่เสร็จสักอย่าง และจะเป็นการทำลายคนเก่งคนนั้นไปเนื่องจากต้องเจองานหลายหน้าในเวลาเดียวกัน
  4. ทำให้คนเก่งรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรและไม่เก่งอะไร อันนี้สำคัญมาก เนื่องจากคนเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง นั้นเราจะต้องรู้ว่า เราจะใช้คนเก่งเรื่องไหน และห้ามใช้เรื่องไหน ในขณะเดียวกัน การที่เรารู้่าคนเก่งคนนี้ไม่เก่งอะไรแล้ว ผู้บริหารจะต้องเสริมสร้างอะไรให้คนเก่ง สิ่งนี้จะช่วยยึดโยงคนเก่งเอาไว้กับองค์กรได้ เนื่องจาก คนเก่งจะรู้ว่า สิ่งที่เขามีคือทีม ทีมที่จะช่วยให้เขาสามารถแสดงออกความสามารถได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช้ผู้บริารปล่อยคนเก่งไปผจญภัยคนเดียวสุดท้ายก็ตายไปในความยากลำบาก
  5. ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าคนเก่งแต่ต้องมองอนาคตและภาพรวมเก่งกว่าคนเก่ง แต่ต้องมองสถาการณ์อนาคตที่รอบคอบกว่าคนเก่ง จะทำให้คนเก่งยอมรับในตัวผู้บริหารและยอมใช้ความเก่งในการทำงานให้ เพราะถ้าคนเก่งรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าผู้บริหารแล้ว เค้าจะรู้ว่าอยู่องค์กรนี้ไปทำไม ออกไหทำเอดีกว่า เรียกว่า ไม่ต้องพึงพาองค์กรแล้ว
  6. ให้คนเก่งได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นลักษณะงานที่ท้าทาย หรือ เป็นงานที่ต้องการการเรียนรู้ใหม่ๆ ทำให้คนเก่งได้เพิ่มความเก่งของตัวเอง เค้าจะรู้สึกว่ามาคุณค่าในองค์กรมากยิ่งขึ้น


ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นเรื่องของการบริหารคนเก่ง องค์กรใดที่มีคนเก่งอยู่กับตัวจงดีใจและใช้ให้เกิดแระโยชน์อย่างถูกวิธี และที่สำคัญผู้บริหารเอง ก็ต้องไม่หยุดพัฒนาความเก่งของตัวเอง เพื่อให้สามารถบริหารความเก่งของคนรอบข้างได้


ดร.นารา

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง #EP25 ปัญหาว่าด้วยการสร้างแบรนด์

#ปัญหาว่าด้วยการสร้างแบรนด์



หลายธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กขนาดใหญ่ ต่างพยายามสร้างแบรนด์ทั้งนั้น ด้วยเหตุผลหลักอยู่ 2 เหตุผลคือ ต้องการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้ เพราะเชื่อว่า ถ้ามีแบรนด์แล้ว จะทำให้เกิดการจดจำ เกิดการรับรู้ และเป็นที่น่าไว้วางใจ

ถามว่าถูกหรือไม่ ตอบเลยว่าถูกต้องที่สุด แต่ปัญหาอยู่ที่ #เจ้าของธุรกิจกลับไม่เข้าใจว่าแบรด์คืออะไร

ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของแบรนด์ และสิ่งที่คล้ายแบรนด์ก่อน

ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจและเกี่ยวข้องกับแบรนด์ คือ ตราสัญญลักษณ์ โลโก้ ชื่อสินค้าและธุรกิจ เรามาเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนเลย

#แบรนด์ หมายถึง บุคลิกของธุรกิจหรือสินค้าที่ผู้บริโภคและสังคมได้รับรู้ว่าเป็นอย่างไร เป็นความควาดหวังที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้าหรือบริษัท จะเห็นได้ว่า แบรนด์ไม่ได้เกิดจากการที่ธุรกิจบอกผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคให้ความรับรู้ต่อธุรกิจต่างหาก แล้วการโฆษณาหละ ทำไมช่วยสร้างแบรนด์ได้ ก็เพราะการโฆษณาเป็นการบอกให้เชื่อถ้ามีคนเชื่อก็มีคนรับรู้ แต่ก็มีคนไม่เชื่อตามโฆษณาเหมือนกัน

#ตราสัญญลักษณ์ หมายถึง รูปภาพ หรือ สัญลักษณ์บางอย่างที่กำหนดเพื่อให้สื่อถึงแบรนด์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Symbol

#โลโก้ หมายถึง ชื่อที่เป็นอักษร ที่อาจจะมีการออกแบบให้มีความสวยงาม หลายครั้งใช้ โลโก้เป็นตราสัญญลักษณ์ หรือ มีตราสัญลักษณ์คู่กับโลโก้

#ชื่อ เป็นเสียงเรียกที่เราใช้เรียกตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ว่าเราต้องการให้ออกเสียงและสะกดว่าอย่างไร

ที่ผ่านมามีความสับสนกันอยู่พอสมควรว่าการใช้โลโก้ การใช้สัญญลักษณ์ หรือการใช้ชื่อ ให้คนจดจำได้สิ่งนั้นเรียกว่าแบรนด์ ไม่ใช่เลย จริงๆ

แล้วแบรนด์สร้างอย่างไรหละ

แบรนด์จะสร้างได้มีอยู่วิธีการเดียวคือ การสร้างประสบการณ์ที่คงเส้นคงวา มีระยะเวลายาวนานพอที่คนจะเชื่อได้ว่า สิ่งเหล่านี้มีบุคลิกลักษณะอย่างไร เมื่อใช้สินค้าและบริการแล้วจะเกิดความรู้สึกอย่างไร บริการหลักการขายและได้รับอะไรไปบ้าง รวมๆ เข้าด้วยกันแล้วจะกลายเป็นแบรนด์

การถ่ายทอดแบรนด์เริ่มจากจุดไหนดี

แบรนด์สามารถถ่ายทอดได้ 2จุดใหญ่ๆ คือ จากตัวสินค้าและบริการเอง หรือ จากผู้บริหารหรือเจ้าของแบรนด์ 

จากตัวสินค้า หมายถึง สินค้ามีรคุณสมบัติอย่างไร พนักงานแสดงออกต่อลูกค้าอย่างไร นโยบายการทำการตลาดและการดูแลลูกค้าหลังการขายเป็นอย่างไร ลูกค้าได้รับประสบการณ์อะไรบ้างที่เกิดจากตัวของธุรกิจ รวมถึงการสื่อสารทางการตลาดของธุรกิจไปยังลูกค้า

จากตัวเจ้าของธุรกิจเอง หมายถึง ตัวเจ้าของทำให้ตัวเองออกสื่อ แล้วมีคนติดตาม และเข้าไปกำกับดูแลการดำเนินการในธุรกิจอย่างใกล้ชิดจขนผู้คนรับรู้ถึงบุคลิกของเจ้าของและไปเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการที่จะได้รับ

การสร้างแบรนด์จากตัวสินค้าและบริการทำได้ช้ากว่าแต่ยืนยาวมากกว่า เพราะว่า เมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของหรือผู้บริหาร สินค้าและบริการยังคงมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะถ่ายทอดอะไรออกไปยังผู้บริโภค และผู้คนไม่ค่อยจะเชื่อมโยงระหว่างเจ้าของกับธุรกิจมากนัก ยกเว้นพวกที่เป็นนักวิเคราะห์ที่จะเห็นถึงความเชื่อมโยง แต่ก็ไม่ปัจจุบันทันด่วน เช่น สตาร์บักส์ กูเกิ้ล

การสร้างแบรนด์จากเจ้าของ แบบนี้จะสร้างเร็ว เจ้าของออกสื่อเอง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของ ภาพของแบรนด์จะเปลี่ยนแปลงทั้งที ทำให้ความยั่งยืนจะมีน้อยกว่า นอกเสียจากว่า เจ้าของได้มีการถ่ายทอดการรับรู้ไปที่ตัวสินค้าและบริการ โดยการออกสื่อให้น้อยลงและให้ลูกค้าโฟกัสที่สินค้าให้มากขึ้น เช่น แอปเปิ้ล อิชิตัน และเทสล่า

เมื่อเราสร้างแบรนด์แล้วจะสร้างกำไรได้จริงหรือ ต้องมาว่ากันต่อในตอนหน้า


ดร.นารา

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง #EP24 การสร้างแนวทางการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

 การสร้างแนวทางการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน



จากตอนที่แล้ว EP23 เมื่อปัญหายิ่งซ้อบซ้อน ยิ่งต้องปรับให้เรียบ มาว่ากันต่อหลังจากที่ทำปัญหาที่ซับซ้อนเป็นปัญหาเชิงเดี่ยวแล้ว แต่ก็มีคำถามตามมาว่า เมื่อปัญหาเชิงซับซ้อนที่ถูกทำให้เรียบแล้ว สามารถแยกออกมาได้หลายปัญหา แล้วจะเริ่มแก้ไขปัญหาไหนก่อน แล้วจะสร้างแนวทางกรแก้ไขปัญหาได้อย่างไร

วันนี้มาขอยกตัวอย่างการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเพื่อให้เข้าการการสร้างแนวทางจากการปรับให้เรียบ

เอาสถานการณ์ปุ๋ยแพงในตอนนี้อันเนื่องจากปุ๋ยโลกขาดแคลน

ในการปรับให้เรียบคือการแยกแนะว่าปัญหาปุ๋ยแพงยังมีอะไรอีก กระทบอะไรบ้าง

สิ่งมี่ผมเห็นในตอนนี้คือ ราคาปุ๋ยแพงจะทำให้อาหารโลกขาดแคลน เพราะพืชโตช้า ผลผลิตน้อยลง และมีการผลิตน้อยลงด้วยจากการที่ไม่มีเงินทุนในการผลิต

แต่ในขณะเดียวกันมีอีกปัญหาทับซ้อนขึ้นมาคือราคาข้าวถูก เนื่องจากโครงสร้างตลาดในประเทศไทย กับประเทศอื่นส่งออกได้ดีกว่าไทยจึงมากดราคาข้าวเกษตรกร

ปัญหาที่ตามมาคือ ตอนนี้กำลังเตรียมเข้าหน้าเพาะปลูกอีกครั้ง แต่เกษตรกรต้องเจอกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และเงินที่เป็นทุนในการผลิตหายไป

เทคนิคปรับให้เรียบคือ จริงๆ แล้วปัญหามี 3 เรื่อง คือ 1 ต้นทุนแพง 2 ราคาขายต่ำ 3 เงินสดหายไป

ปัญหาต้นทุนแพงมาจากปุ๋ยและน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้นแบบติดจรวด

ดังนั้นความคุ้มค่าในการผลิตมี 2 แนวทางคือลดต้นทุนหรือเพิ่มราคาขายของเกษตรกร

ปัญหาราคาขายต่ำ เพราะความต้องการมีน้อยกว่าผลผลิตที่มี ณ เวลานี้ และลักษณะของโครงสร้างตลาดตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำสู่นายทุนปลายน้ำที่ยังมีช่องอยู่กว้างมาก สังเกตุเรากินข้าวสารแพงมาก ทั้งที่ข้าวเปลือกราคาถูก ช่างไม่สอดคล้องกันเลย

*ดังนั้นถ้ามีใครเอาข้างออกจากระบบไปรักษา ดูแล และจัดระเบียบใหม่ คล้ายๆ แก้หวยแพง ก็จะจัดการปัญหานี้ได้

แนวทางการสร้างการแก้ปัญหาคือ ทำให้เกษตรกรมีเงินสดในมือ ตอนนี้เพื่อให้มีกำลังผลิต แล้วราคาผลิตจะแพงขึ้นในอนาคตจากการที่ทั่วโลกมีปริมาณผลิตผลที่หายไป

*ดังนั้นถ้าทำให้เกษตรกรทีเงินในช่วงเริ่มเพาะปลูกได้ ก็จะแก้ปัญหาหนี้สิน การกู้ยืมและประสิทธิภาพการผลิตได้

เรียกว่าทำยังไงหละ มองดีๆ เราพบว่า

ยังมีอีกปัญหานึงคือ เวลาของผลผลิตที่ออกสู่ตลสดไม่ถูกจังหวะที่แพง

*ดังนั้นแนวทางคือ ถ้าเราทำให้ผลผลิตออกมาในข่วงเวลาที่แพงได้ก็จะแก้ปัญหาราคาตกได้

เอาดังนั้น 3 อันมาผสมกัน ออกมาคืออะไร

มันคือการที่รัฐต้องให้สักหน่วยงานไปเอาข้าวออกจากระบบแล้วอัดฉีดเงินที่จะเป็นราคาข้าวในอนาคต (อาจจะหักมูลค่าคิดลดก็ได้) แล้วได้อะไร

1 เกษตรมีเงินในมือมากขึ้นจากการที่เอาราคาข้าวในอนาคตมาใช้ก่อน

2. หน่วยงาน หรือรัฐบาล มีโอกาสสร้างกำไรได้จากที่ซื้อข้าวตอนนี้ แล้วไปขายตอนแพง

3. ใช้ข้าวเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะอีกไม่นานแต่ละประเทศต้องวิ่งหาข้าวเนื่องจากผลผลิตโลกขาด และเงินเฟ้อแรงมากกกกก

แบบนั้ก็เรียกว่า #จำนำข้าว สิ ก็อย่าเรียกแบบนั้นสิ ให้เรียก #ข้าวประชารัฐ ก็ได้ ประชา (ชน ขายให้) รัฐ แล้วรัฐเอาไปหาประโยชน์ให้ประชา(ชน)

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง #EP23 เมื่อปัญหายิ่งซ้อบซ้อน ยิ่งต้องปรับให้เรียบ

เมื่อปัญหายิ่งซ้อบซ้อน ยิ่งต้องปรับให้เรียบ



การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเป็นประเด็นได้รับความสนใจมากในยุค VUCA เพราะยุคนี้อะไรก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจมีมากยิ่งขึ้น อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อมีการกระจายอไนาจในการตัดสินใจ ปัญหาก็จะยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น


อ้าวแบบนี้ก็เลิกกระจายอำนาจเลยดีมั้ย ตอบเลยด้วยเสียงดังว่า ไม่ดี เพราะการกระจายอำนจ ช่วยให้งานเดินได้เร็วมากยิ่งขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัญหาเชิงซับซ้อนจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร เพื่ออำนวยการให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น เรียบ สะดวก ไม่ใช่การยึดอำนาจมาตัดสินใจไว้เพียงคนเดียว สิ่งนี้เป็นของคู่กัน


และการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน เริ่มอย่างไรหละ คำตอบง่ายๆ  แต่หลายคนบอกว่าทำยาก คือ การทำความเข้าใจ ยากเพราะเราไม่รู้ว่าต้องทำความเข้าใจเรื่องอะไรกันแน่ และเทคนิคการทำความเข้าใจต้องทำอย่างไร


การทำความเข้าใจที่ต้องเริ่มต้นในการจัดการปัญหาเชิงซับซ้อนคือ การทำความเข้าใจว่า เจ้าปัญหาเชิงซับซ้อน มีกี่ปัญหาที่ซ้อนกันอยู่ในนั้น เราแยกแยะปัญหาแต่ละปัญหาออกจากกันได้อย่างไร นั่นคือจุดหัวใจของการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน


การทำความเข้าใจถึงประเด็นของปัญหา ต้องอาศัยทักษะการแยกแยะ กล่าวคือ ความสามารถระบุได้ว่า อะไรเป็นเรื่องเดียวกัน และอะไรเป็นเรื่องที่ต่างๆ กัน ระดับการแยกแยะนั้น ให้พิจารณาในระดับที่เล็กที่สุด ประเด็นเล็กๆ ที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งนยี้จะช่วยให้เข้าใจประเด็นมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ต้องสามารถระบุให้ได้ว่า อะไรเป็ฯคนละเรื่องกัน ยกตัวอย่างเช่น


พนักงานเอารถบริษัทออกไปใช้งานกิจกรรมของบริษัท และเอาออกนอกเส้นทางไปใช้เรื่องส่วนตัว แล้วเกิดอุบัติเหตุรถชน ต้นไม้ ขาขาด บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้มีกี่ประเด็นที่เกิดขึ้น


ประเด็นที่ 1 เรื่องการที่พนักงานเอารถบริษัทไปใช้ในส่วนตัว ทางบริษัทมีนโยบายอนุญาติ หรือ ไม่อนุญาติชัดเจนหรือไม่ ทางบริษัทต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ก่อน ถ้าไม่อนุญาติเลย ถือว่าเป็นการละเมิน ถ้า ไม่อนุญาติ หรือใครๆ ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ เรียกว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ


ประเด็นที่ 2 บริษัทมีนโยบายไว้หรือไม่ว่า ถ้าเอารถไปใช้ในเรื่องส่วนตัวแล้ว การเกิดอุบัติเหตุการต้องรับผิดชอบ หรือไม่


ประเด็นที่ 3 ในการเกิดอุบัติเหตุนี้ อยู่ในการคุ้มครองของบริษัทประกันหรือไม่ เพราะโดยทั่วไป รถของบริษัมจะมีการทำประกันคุ้มครองไว้อยู่แล้ว แต่มีเงื่อนไขเอาไว้ว่าการคุ้มครองจะเป็นอย่างไร


ประเด็นที่ 4 การเกิดอุบัติเหตุ ต้องชดเชยความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และบุคคลภายนอกอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ


ประเด็นที่ 5 การบาดเจ็บ และเสียชีวิต มีค่าใช้จ่าย และการเยียวยา เป็นส่วนของใครที่ต้องเข้าไปช่วยดูแล


ประเด็นที่ 6 บริษัทจะแสดงความมีมนุษย์ธรรมและใช้โอกาสนี้ในการสร้างนโยบายหรือมาตรฐานใหม่อย่างไรในการควรคุมต่อไป พร้อมทั้งจะดูแลขวัญและกำลังใจของพนักงานคนอื่นอย่างไร


จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีประเด็นต่างๆ ถึง 6 ประเด็น เรียกว่ามีปัญหาที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ต้องปรับให้ปัญหาต่างๆ เรียบ เป็นปัญหาเชิงเดี่ยวเสียก่อนที่จะเริ่มต้นแก้ปัญหา 


การเริ่มต้นแก้ปัญหาจะเริ่มต้นจากปัญหาที่เร่งด่วนและมีความคุ้มค่าหรือผลลัพธ์ที่มากที่สุดก่อน จากนั้นจึงแก้ปัญหาอื่นๆ ต่อไปอีกครั้งหนึ่ง


ดร.นารา กิตติเมธีกุล

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2565

ปั้นคนเก่ง #EP21 ปัญหาอดทนตั้งนานยังไม่ได้ผล

 ปัญหาอดทนตั้งนานยังไม่ได้ผล




สิ่งที่เรามักจะพบกันบ่อยๆ ว่า ตอนนี้ชีวิตกำลังมีปัญหา ธุรกิจกำลังมีปัญหา เราต้องอดทนเพื่อก้าวข้ามปัญหา ซึ่งมันก็เป็นวิธีการที่ถูกต้องวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ใช่วิธีการที่ถูกที่สุด


การใช้การอดทนในการแก้ปัญหา จะได้ผลก็ต่อเมื่อเราอดทนจนเวลาผ่านไปแล้วปล่อยให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจนต้นเหตุของปัญหาหายไปกับสภาพแวดล้อมด้วยแบบนี้ทำให้การอดทนในการแก้ปัญหาจะใช้ได้ผล


แต่ทุกปัญหาไม้สามารถทำแบบนี้ได้ด้วย 2 เหตุผลคือ 1) สาเหตุของปัญหาไม่ได้อยู่ที่สภาพแวดล้อม แต่อยู่ที่ตัวของบุคคลหรือตัวของธุรกิจเอง และ 2) ความสามารถในการอดทนมีไม่ยาวพอที่จะรอให้สภาพแวเล้อมเปลี่ยน เราเป็นจะต้องพ่ายแพ้ไปเสียก่อน แบบนี้การอดทนจึงไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา


อ้าวแล้วทำไมใครๆ  ก็ใช้การอดทนหละ ก็เพราะว่า การอดทนคือการไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ใช้วิธีการเดิม ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์เราทุกคนเมื่อเจอปัญหาจะเริ่มต้นด้วยการอดทนก่อน จนกว่าจะเริ่มทนไม่ไหวแล้วถึงจะเริ่มหาวิธีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ต่างกันแต่ว่า ใครจะทนนานกว่ากัน หรือ ทนได้นานกว่ากัน


ดังนั้น การใช้วิธีการแก้ปัญหาการอดทน จึงไม่สามารถใช้ได้กับกรณีดังต่อไปนี้

-สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและจะไม่เปลี่ยนกลับมาอีก

-ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล

-ความสามารถในการทนทานต่อปัญหามีน้อย เช่น เงินไม่พอ 

-ยิ่งทนปัญหายิ่งมาก สถานการณ์ยิ่งแย่


นี่คือสาเหตุที่การใช้การอดทนแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วเราต้องทำยังไงหละ

1 ทำโดยการสังเกตุดูว่า ถ้าอดทนแล้วสถานการณ์แย่ลง แปลว่า การอดทนไม่ใช่คำตอบที่ดี

2 ค้นหาว่าสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงแล้วอยู่ที่ไหน

3 สร้างความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหานั้นๆ ซึ่งอาจจะเป็นอีกเรื่องหรือเปลี่ยนแปลงไปเลยจะสิ่งเดิมที่ทำอยู่

4 ไม่หนีกับปัญหา เพราะหนีไป ปัญหาก็ตามทันอยู่ดี เนื่องจากปัญหาเป็นเรื่องของเรา ดังนั้น เราไปอยู่ที่ไหน ปัญหาก็ตามไปถึงที่นั่น

5 ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง


เมื่อเราฝึกทำแบบนี้บ่อยๆ เราเองจะเป็นคนที่ไวต่อปัญหาและรู้ว่า ปัญหานี้ควรจะอกทนต่อ หรือปัญหานี้ต้องรีบจัดการ เพราะหากเราจัดการเร็วเกินไปในทุกเรื่อง เราจะหลายเป็นคนไม่อยู่กับร่องกับรอบ หากเราจัดการช้าเกินไป ทุกย่างจะสายเกินแก้


ดร.นารา กิตติเมธีกุล