แนวโน้มของการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คือ มีจำนวนคนเข้าเรียนน้อยลง ในขณะที่จำนวนของมหาวิทยาลัยคงเท่าเดิม มีที่นั่งมากขึ้น และมีเหตุการณ์แย่งผู้สมัครเข้าเรียนมากขึ้น หากจะเรียกว่าเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาก็เป็นได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม เมื่อตลาดงานกลับบอกว่า มหาวิทยาลันยผลิตบัณฑิตมาไม่ตรงต่อความต้องการ จบมาแล้วเอามาใช้งานจริงไม่ได้ ต้องทำการฝึกงานต่ออีก 6 เดือน ถึงสามารถเอามาทำงานได้ และไม่แน่ใจด้วยว่า การฝึกงานที่สถานประกอบการด้วยการจ้างเด็กจบใหม่เข้าไปทำงานแล้วเขาจะอยู่กับสถานประกอบการในระยะยาวหรือไม่ ทำให้หลายๆ ไม่อยากรับบัณฑิตจบใหม่เข้ามาทำงาน เพราะอัตราการลาออกสูงจนเป็นคำพูดว่า เด็กจบใหม่ทำงานไม่ทน ฝึกได้พอเป็น ก็ไปทำงานที่อื่น ไม่คุ้มกับการจ้างงาน
ในขณะเดียวกัน กลับเริ่มมีปรากฎการณ์ที่เรียกว่า ไม่มีปริญญาหาหางานทำได้ มีรายได้ตั้งแต่เรียนหนังสือ ขอให้เก่งอะไรสักอย่าง ไม่ต้องไปสนใจว่าจะเรียนมาแบบไหน จบอะไรมา ขอแค่ชัดเจนว่าทำอะไรเป็น ทำอะไรเก่ง และเป็นที่ต้องการของสังคม ก็สามารถหาเงินได้ มีคนจำนวนมากมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นยูทูบเบอร์ อัดวีดีโอออกอากาศด้วยตัวเอง หลายคนบอกว่า ต้องเขียนแอพดีๆ ก็สามารถหาเงินได้ มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องไปเรียนอีกต่อไป
ในความเป็นจริงนั้น เป็นจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ระบบการศึกษาตามระบบการให้ปริญญานั้น จำเป็นต้องมีการปรับตัว เพราะบางหลักสูตรไม่สามารถหางานได้ในสังคมปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายคามว่า วิชานั้นๆ จะไม่มีคุณค่าต่อโลกอีกต่อไป กลับกลายเป็นว่า คนในยุคใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถอยู่รอบด้าน และมีความโดดเด่นอย่างน้อย 1 ด้าน ต่างหาก การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียน แต่กลับเปลี่ยนแปลงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนที่ต้องส่งเสริมให้คนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจวิธีการหาความรู้ใส่ตัวเอง จนไปถึงวิธีการสร้างความรู้ให้กับตัวเองและกับสังคม
มหาวิทยาลัยในบทบาทใหม่ ไม่ใช่แต่เพียงผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงานที่มีคุณภาพ แต่ต้องเป็นผู้ที่ผลิตผู้ใฝ่รู้และกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อสถานการณ์ และยังสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ
มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทในการสร้างความรู้ใหม่ๆ ที่คนในสังคมเข้าถึงได้โดยง่าย เป็นรูปแบบที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม มากกว่างานวิจัยที่เน้นการตีพิมพ์ และเป็นแหล่งที่ถ่ายทอดความรู้เข้ากับสังคม
ในการถ่ายทอดความรู้เข้ากับสังคมนั้น หมายถึงใครก็ได้มีสิทธิที่จะเรียนในสถาบันของมหาวิทยาลัย วิชาอะไรก็ได้ และหัวข้อไหนก็ได้ มหาวิทยาลัยต้องมีการเปิดกว้างมาเพียงพอในการส่งเสริมการยกระดับความรู้ให้กับทุกคนในสังคม ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่สถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับต้องเป็น สถาบันแห่งการเรียนรู้ที่มีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง มีคุณค่า และเข้าถึงได้ง่ายของคนในสังคม
มหาวิทยาลัย จึงมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการเรียนการสอน และการวิจัย แต่เป็นแหล่งที่ความรู้ทั้งมวลจะต้องเข้ามารวมอยู่ในที่แห่งเดียวกันนี้ เพื่อให้โลกเกิดการพัฒนา มหาวิทยาลัย ไม่ควรปล่อยให้แหล่งความรู้ที่อื่น มีบทบาทในการสร้างความรู้แบบที่ไม่ได้ถูกกลั่นกรองด้วยกระบวนการ หรือมโนทรรศที่น่าเชื่อถือ การที่สังคมเกิดเหตุการณ์เยาวชนรุ่นใหม่ ไม่เชื่อถือระบบในมหาวิทยาลัย และไปแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่นๆ จนเกิดความเชื่อว่า ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะคนสมัยนี้ หาเงินได้โดยไม่ต้องจบมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศและการพัฒนาความสามารถของคนในประเทศ
การที่คนออกไปศึกษาเองจากข้างนอกนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะเกิดจากความใฝ่รู้ของคน แต่มีไม่กี่ที่ทำได้ เพราะต้องอาศัยความตั้งใจจริง แต่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายแห่งการเรียนรู้ได้ เพราะเกิดการศึกษาแบบที่ไม่เป็นระบบ หรือแบบแผนของการศึกษา ขาดผู้ชี้แนะที่ถูกต้อง ในท้ายที่สุด จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เกิดการพัฒนาที่ผิดๆ มากกว่า ขณะเดียวกัน การศึกษายังช่วยส่งเสริมที่การวิจัยในทางเทคนิคขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์ วิทยาการ และการทดลอง เนื่องจากการที่บุคคลทั่วไปจะสามารถทำการทดลองขั้นสูงได้ ต้องมีทุนส่วนตัวจำนวนมากเพื่อสร้างห้องทดลองเพื่อการศึกษา นั่นคือข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัย ที่มีทุนทางการสร้างองค์ความรู้อยู่เป็นจำนวนมาก
มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งแต่ระบบ ไปถึงอาจารย์ เปลี่ยนแปลงบทบามการเรียนการสอน การได้อันดับโลก ไปสู่การสร้างคุณค่าแห่งการพัฒนาประเทศ เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เปลี่ยนแปลงวิธีการถ่ายทอดความรู้ เปลี่ยนแปลงทักษะที่จำเป็นของบุคลากรในมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนแปลงผลผลิตของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตหลักสูตร แต่มหาวิทยาลัย เป้นผู้ผลิตความรู้ที่สังคมไม่สามารถผลิตได้ เป็นความรู้ที่มีประโยชน์และบริสุทธิ์
เมื่อมหาวิทยาลัยต้องนิยามตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไป ใน New Normal
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559
เกษตรกร ระเบิดเวลาประเทศไทย
ปัญหาเกษตรไทย
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร หรือเรียกว่า เป็นอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางพืชพรรณอาหารต่างๆ ตั้งแต่อดีที่ผ่านมา ประเทศไทยมุ่งนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิตของเกษตรกรต่อไร่ หรือต่อเนื้อที่เป็นหลัก สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยังขนาดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม หรือการจัดการไร่นาเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น การผลิตทางด้านการเกษตร ยังต้องอาศัยโชคจากธรรมชาติ ที่เรียกว่า ต้องอาศัยฤดูกาลเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรยังเป็นอาชีพที่ต้องเอาแรงกายเข้าแรกเป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้ของตนเอง เหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยังไม่ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพเท่ากับอาชีพอื่นๆ ที่ได้มีการพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของแรงงานในแต่ละอุสาหกรรมมีสวัสดิการที่ดีขึ้น
นอกการที่เกษตรกรยังต้องการการพัฒนาทางด้านการจัดการฟาร์ม เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดการใช้แรงงาน ยังมีประเด็นเรื่องสัดส่วนลูกค้าของเกษตรกร กล่าวคือ เกษตรกรมีฐานพเป็นเจ้าของกิจการประเภทหนึ่งที่มีฟาร์มเป็นสถานที่ผลิต และจำหน่ายสินค้าของตนเอง ดังนั้น การอยู่รอดของเกษตรกรนั้น จะต้องมีสัดส่วนของลูกค้าต่อหนึ่งธุรกิจ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของเกษตรกรต่อลูกค้าแล้วพบว่า เกษตรกรจะมีลูกค้าจำนวน 1.5 ราย ต่อเกษตรกร 1 ราย หมายความว่า ความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกรแทบไม่มีเลย จะต้องเป็นอาชีพที่ง้อลูกค้า ได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นปัญหาข้อที่ 2 ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรจึงถูงมองว่าเป็นอาชีพที่จน ลำบาก ต้อยต่ำ การเข้ามาสู่อาชีพเกษตร จึงมีประเด็นที่น่าสนใจ
การเข้าสู่อาชีพเกษตรกร
เกษตรกรไทย เป็นอาชีพมรดก สาเหตุที่เรียกแบบนั้นเนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกประกอบอาชีพนี้เพราะว่าเห็นพ่อแม่ของตนเองทำ เห็นครอบครัวของตนเองทำ เมื่อโตขึ้นมา ไม่รู้จะไปทำอะไร จึงหันเข้าสู่อาชีพเกษตร จึงเป็นเหตุทำให้ผู้ที่เกษตรกรปัจจุบัน เป็นการทำการเกษตรด้วยความเคยชิน ขาดแรงจุงใจในการพัฒนาในอาชีพมีความมั่นคง ในความรักและศัทธาในอาชีพ และปลูกฝังทางความคิดตลอดมาว่า ต้องเรียนหนังสือสูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาลำบาก ไปทำงานอย่างอื่น จึงทำให้องค์ความรู้ หรือภูมิปัญาของเกษตรกรที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นั้นอยู่ในวงที่จำกัด ขาดการถ่ายทอดซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้ลูกหลานของเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีความศัทธาในอารชีพเกษตรกร และมองว่า เป็นอาชีพที่จะไม่เลือกทำงาน และมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง เพื่อทำงานที่ไม่ใช่การเกษตรเป็นหลัก ไม่ต้องการตากแดด ไม่ต้องการมือแตกเนื่องจากจับจอบ จับคันไถ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ อายุเฉลี่ยของเกษตรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า การเข้าสู่อาชีพเกษตรกรนั้น มีอัตราที่น้อย และคนที่เข้ามาสู่อาชีพนี้ โดยส่วนมากคือคนไม่มีที่ไป หรือทำด้วยความเคยชินดังนั้น เมื่อมองอาชีพเกษตรเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ระดับประเทศ เกษตรกรจะได้บุคคลกรที่มีศักยภาพโดยรวมที่ไม่เท่ากับอาชีพอื่นๆ จึงทำให้การพัฒนายังเป็นที่ตามท้ายต่อไป เป็นปัญหาข้อที่ 3
แนวทางการแก้ปัญหา
ประเด็นที่หนึ่ง การแก้ปัญหาของการเกษตรไทยให้เริ่มต้นด้วย การเปลี่ยนหรือการเพิ่มบุคคลากรยุคใหม่ที่มีใจต้องการเป็นเกษตรกร เพราะเมื่อมีความต้องการประกอบอาชีพนี้โดยสมัครใจแล้ว คนเหล่านี้ จะมีแรงจูงใจในการพัฒนา ปกป้อง และรักษาในอาชีพมีความก้าวหน้า และพัฒนาต่อไป กลุ่มคนที่จะต้องสร้างบันดาลใจการเป็นเกาตรกรนั้น จะต้องเป็นกลุ่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้มีกำลัง และการเรียนรู้ในอนาคตอีกยาวไกล
ประเด็นที่ 2 การสร้างทัศนคติให่ให้กับคนในชาติ ให้ชาวนา เป็นผู้ที่มีเกียรติ และมีคุณต่อคนไทยทุกคน เนื่องจาก เป็นผู้ผลิตอาหารให้คนในชาติ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย ทำให้คนไทยยังมีการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีอาหารให้เลือกกินได้อย่างสมบูรณ์
ประเด็นที่ 3 การพัฒนาองค์ความด้านการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมความสุขของเกษตรกรให้มีชีวิตที่สบายขึ้นที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน หรือการจ้างคนอื่นทำงานแทน แต่เป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการจัดการ เพราะจะเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อการใช้ชีวิตให้มาขึ้น
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร หรือเรียกว่า เป็นอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางพืชพรรณอาหารต่างๆ ตั้งแต่อดีที่ผ่านมา ประเทศไทยมุ่งนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิตของเกษตรกรต่อไร่ หรือต่อเนื้อที่เป็นหลัก สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยังขนาดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม หรือการจัดการไร่นาเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น การผลิตทางด้านการเกษตร ยังต้องอาศัยโชคจากธรรมชาติ ที่เรียกว่า ต้องอาศัยฤดูกาลเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรยังเป็นอาชีพที่ต้องเอาแรงกายเข้าแรกเป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้ของตนเอง เหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยังไม่ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพเท่ากับอาชีพอื่นๆ ที่ได้มีการพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของแรงงานในแต่ละอุสาหกรรมมีสวัสดิการที่ดีขึ้น
นอกการที่เกษตรกรยังต้องการการพัฒนาทางด้านการจัดการฟาร์ม เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดการใช้แรงงาน ยังมีประเด็นเรื่องสัดส่วนลูกค้าของเกษตรกร กล่าวคือ เกษตรกรมีฐานพเป็นเจ้าของกิจการประเภทหนึ่งที่มีฟาร์มเป็นสถานที่ผลิต และจำหน่ายสินค้าของตนเอง ดังนั้น การอยู่รอดของเกษตรกรนั้น จะต้องมีสัดส่วนของลูกค้าต่อหนึ่งธุรกิจ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของเกษตรกรต่อลูกค้าแล้วพบว่า เกษตรกรจะมีลูกค้าจำนวน 1.5 ราย ต่อเกษตรกร 1 ราย หมายความว่า ความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกรแทบไม่มีเลย จะต้องเป็นอาชีพที่ง้อลูกค้า ได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นปัญหาข้อที่ 2 ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรจึงถูงมองว่าเป็นอาชีพที่จน ลำบาก ต้อยต่ำ การเข้ามาสู่อาชีพเกษตร จึงมีประเด็นที่น่าสนใจ
การเข้าสู่อาชีพเกษตรกร
เกษตรกรไทย เป็นอาชีพมรดก สาเหตุที่เรียกแบบนั้นเนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกประกอบอาชีพนี้เพราะว่าเห็นพ่อแม่ของตนเองทำ เห็นครอบครัวของตนเองทำ เมื่อโตขึ้นมา ไม่รู้จะไปทำอะไร จึงหันเข้าสู่อาชีพเกษตร จึงเป็นเหตุทำให้ผู้ที่เกษตรกรปัจจุบัน เป็นการทำการเกษตรด้วยความเคยชิน ขาดแรงจุงใจในการพัฒนาในอาชีพมีความมั่นคง ในความรักและศัทธาในอาชีพ และปลูกฝังทางความคิดตลอดมาว่า ต้องเรียนหนังสือสูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาลำบาก ไปทำงานอย่างอื่น จึงทำให้องค์ความรู้ หรือภูมิปัญาของเกษตรกรที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นั้นอยู่ในวงที่จำกัด ขาดการถ่ายทอดซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้ลูกหลานของเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีความศัทธาในอารชีพเกษตรกร และมองว่า เป็นอาชีพที่จะไม่เลือกทำงาน และมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง เพื่อทำงานที่ไม่ใช่การเกษตรเป็นหลัก ไม่ต้องการตากแดด ไม่ต้องการมือแตกเนื่องจากจับจอบ จับคันไถ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ อายุเฉลี่ยของเกษตรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า การเข้าสู่อาชีพเกษตรกรนั้น มีอัตราที่น้อย และคนที่เข้ามาสู่อาชีพนี้ โดยส่วนมากคือคนไม่มีที่ไป หรือทำด้วยความเคยชินดังนั้น เมื่อมองอาชีพเกษตรเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ระดับประเทศ เกษตรกรจะได้บุคคลกรที่มีศักยภาพโดยรวมที่ไม่เท่ากับอาชีพอื่นๆ จึงทำให้การพัฒนายังเป็นที่ตามท้ายต่อไป เป็นปัญหาข้อที่ 3
แนวทางการแก้ปัญหา
ประเด็นที่หนึ่ง การแก้ปัญหาของการเกษตรไทยให้เริ่มต้นด้วย การเปลี่ยนหรือการเพิ่มบุคคลากรยุคใหม่ที่มีใจต้องการเป็นเกษตรกร เพราะเมื่อมีความต้องการประกอบอาชีพนี้โดยสมัครใจแล้ว คนเหล่านี้ จะมีแรงจูงใจในการพัฒนา ปกป้อง และรักษาในอาชีพมีความก้าวหน้า และพัฒนาต่อไป กลุ่มคนที่จะต้องสร้างบันดาลใจการเป็นเกาตรกรนั้น จะต้องเป็นกลุ่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้มีกำลัง และการเรียนรู้ในอนาคตอีกยาวไกล
ประเด็นที่ 2 การสร้างทัศนคติให่ให้กับคนในชาติ ให้ชาวนา เป็นผู้ที่มีเกียรติ และมีคุณต่อคนไทยทุกคน เนื่องจาก เป็นผู้ผลิตอาหารให้คนในชาติ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย ทำให้คนไทยยังมีการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีอาหารให้เลือกกินได้อย่างสมบูรณ์
ประเด็นที่ 3 การพัฒนาองค์ความด้านการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมความสุขของเกษตรกรให้มีชีวิตที่สบายขึ้นที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน หรือการจ้างคนอื่นทำงานแทน แต่เป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการจัดการ เพราะจะเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อการใช้ชีวิตให้มาขึ้น
วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ปริญญาวิชาชีพ การสร้างศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ
วันนี้ ตลาดงานในประเทศไทยมีปัญหาการขาดแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ!!!
ภาคเอกชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มาจากสายอาชีวะ มันเกิดอะไรขึ้น แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ก่อนอื่น ต้องกลับมาดูที่ตลาดแรงงาน ว่า ได้มีการมอง และทัศนคติต่อแรงงาน และวุฒิการศึกษาอย่างไรวันนี้ยังมีธุรกิจ หรือนายจ้างจำนวนไม่น้อย ที่มองว่า ปริญญาตรี เก่งกว่า ปวส หรือ ปวช จึงสะท้อนออกมาด้วยค่าจ้าง เงินเดือนที่มากกว่า โดยเฉพาะในสายงานที่ทำงานในสำนักงาน ปริญญาตรี 15,000 แต่ ปวส 9,500 ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานาน นานมากๆ แล้ว หรือว่า ในสายโรงงาน วิศวกรปริญญา เงินเดือน 18,000-20,000 ขั้นต่ำ แต่ ปวส. ไม่ถึง 15,000 ด้วยเหตุนี้ ทำให้การเรียนในระดับวิชาชีพ จึงมีน้อย นอกจากนั้น ทัศนคติของประชาชนบอกว่า คนเรียนดี ต้องเรียน มหาวิทยาลัย คนเรียนไม่เก่ง ต้องเรียน อาชีวะ มันเรื่องที่ทำให้ตลาดงานในประเทศไทยบิดเบี้ยวเป็นอย่างมาก เหตุที่ทุกคนต้องการเรียนมหาวิทยาลัย เพราะต้องการเงินเดือนที่มากกว่า อาชีวะ นั่นเอง
แต่ในความเป็นจริง เราต้องกลับมาย้อนดูในหลักปรัชญาของการศึกษา ในการศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาทางสายวิชาการ มุ่งนั้นการผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม และการสร้างสรรงานทางวิชาการ แต่การเรียนในสายวิชาิชีพ มุ่งนั้นการสร้างฝีมือของแรงงาน ให้สามารถเป็นเฟื่องจักรในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคือ ตลาดงานไทย นำคนที่เรียนทางด้านวิชาการ มาเป็นงานวิชาชีพ จะด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ คุณภาพของคน หรืออะไรก็แล้วแต่
ปัญหาอีกประการของการเรียนสายวิชาชีพ คือ ศักดิ์ศรีของวุฒิ วันนี้ การเรียนสายวิชาชีนั้น เริ่มจาก ปวช. ซึ่งเทียบเท่า ม. 6 และ ปวส. เทียบเท่า อนุปริญญา ยังไม่เท่าปริญญาตรีเลย สูงกว่านั้น เป็น ปวท. ซึ่งไม่มีใครสอนแล้ว แล้ววุฒิที่สูงกว่านั้นหละ ไม่มี!!! ทำให้คนที่ต้องการผลักดันตัวเองให้สูงขึ้นไป ก็กลับไปเรียนทางด้านสายวิชาการกันหมด ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี โท หรือเอก นั่นไง ระบบการศึกษาเองก็ยังไม่เอื้ออำนวยในการสร้างความก้าวหน้าของสายวิชาชีพ ทำให้คนจำนวนมากต้องกลับมาเรียนสายวิชาการ และขาดแรงงานฝีมือในปัจจุบันนี้
มาลองพิจารณาสายวิชาการที่สอนแบบวิชาชีพดูบ้าง อย่างวิชาแพทย์ เป็นการสอนแบบวิชาชีพล้วน ๆ แต่ได้รับการยอมรับอย่างสนิทใจจากคนในสังคม เพราะเรื่องคุณภาพของคน คุณภาพของการเรียนการสอน และคุณภาพของงานที่ทำหลังจากเรียนจบ วุฒิที่ได้ ก็สามารถนำไปเทียบเ่ท่าปริญญาโท หรือถ้าเป็นแพทย์เฉพาะทาง ก็เทียบเท่าปริญญาเอก อีกต่างหาก ซึ่งปริญญาแพทย์ ไม่ได้มีการระบุอะไรไว้เลยว่า เป็นปริญญาโท หรือปริญญาเอก เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าถ้ามีการสร้างมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับได้ แรงงานก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และรายได้ให้กับตนเองได้
แนวทางการสร้างมาตรฐานในอนาคต จะต้องเปลี่ยนแปลงการวางมาตรฐานหลักสูตรทั้งหมด ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน สามารถนำมาเปรียบเทียบกับสายวิชาการได้ และให้โอกาสคนที่เรียนในสายวิชาชีพ สามารถพัฒนาตนเองต่อได้เรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ในสายของตนเอง ไม่ต้องข้ามมาเรียนทางสายวิชาการ เป็นการสร้างให้เกิดกระบวนการคิดค้นเทคโนโลยีในทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ซึ่งน่าจะมีการสร้างประกาศนียบัตรวิชาชีพในระดับที่สูงขึ้น หรือ สร้างปริญญาวิชาีชีพ โดยให้สามารถเทียบเท่า ปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ได้เลย เช่นปริญญาวิชาชีพทางด้านการปรุงอาหาร ปริญญาวิชาชีพทางด้านการสร้างสือดิจิตัล ปริญญาวิชาชีพทางด้านการสร้างเครื่องจักร เป็นต้น สำหรับคนที่เรียนในสายวิชาการนั้น ก็มีหน้าที่สร้างงานในสายวิชาการ งานทางทฤษฎี และงานทางแนวคิดเป็นหลัก แบบนี้ จะช่วยให้โครงสร้างของการศึกษา สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดงานได้มากยิ่งขึ้น
ปล. วันนี้ มีโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เริ่มมีการปรับตัวสอนแบบวิชาชีพ โดยการอ้างอิงกับระบบปริญญาอยู่ เช่น การใช้ Work Base Learning หรือ โรงเรียนสอนการเดินเรือ โรงเรียนสอน Sound Engineer โรงเรียนสอนการบินพาณิชย์ เป็นต้นเป็นแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของภาคเอกชน แต่ทางภาครัฐยังไม่มีการดำเนินการอะไรอย่างเป็นรูปธรรม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
การวางแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ งบประมาณเป็นแผนที่ทุกองค์กรต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นแผนที่ควบคุมการรับเงินและการจ่ายเงินขององค...
-
ความลับของคนเก่งคิด #Competency #SkillUp คนคิดเก่งคือคนฉลาด หลายคนว่าแบบนั้น มันก็จริง แต่อะไรหละที่ทำให้คนนั้นฉลาดกว่าคนอื่น . ความฉลาดเกิ...
-
จินตนาการ พลังมหัศจรรย์จากภายใน จินตานาการ แหล่งการสร้างสรรของมนุษย์จากภายใน ความหมายของจินตนาการทุกคนจะเข้าใจดี แต่การมีจินตนาก...
