วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562

หัวใจผู้ประกอบการฉบับวัยรุ่น ตอนที่ 2


วัยรุ่น วัยใส วัยมีพลัง

วัยรุ่นเป็นใคร ทำไมต้องวัยรุ่น เป็นคำถามที่ชวนให้สงสัยแต่แรก และยิ่งสงสัยต่อว่าทำไมไม่ใช่คนทั่วไป  ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจที่ทำธุรกิจอยู่ จริงๆ แล้วทุกคนมีความสำคัญหมด แต่วัยรุ่นนั้นมีความพิเศษอยู่ในตัวเอง เพราะวัยรุ่น เป็นวัยที่คาบเกี่ยวกันระหว่างวัยผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง และคนรอบข้าง วัยรุ่นเป็นวัยที่ผ่านวัยเด็กที่ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนั้น ระดับความคิดของวัยเด็ยยังไม่มีความซับซ้อนมากนัก วัยรุ่นจึงเป็นวัยแห่งการแสวงหา แสวงหาอะไรบ้างหรือ มีเรื่องให้แสวงหาเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอนาคตของตัวเอง ว่าจะเป็นใครในอนาคต แสวงหาความเข้าใจต่อโลก เข้าใจสิ่งต่างๆ เข้าใจความรัก เข้าใจความผิดหวัง เข้าใจความรู้ต่างๆ ที่อยู่ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน วันรุ่นเป็นวัยที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองถึงความสามารถ และอิสระในการตัดสินใจ เพื่อให้รู้ว่า ตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้บ้าง วัยรุ่นจึงเป็นวัยแห่งการทดลอง และกล้าจะทำโดยไม่สนใจเรื่องประสบการณ์ของผู้ใหญ่ มีความคิดของตัวเองและแสวงหาความรู้จริงในเรื่องต่างๆ จากตัวเอง

วัยรุ่นเป็นวันที่มีพลังที่ยังได้รับจากวัยเด็กที่เล่นเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย แต่วัยรุ่นมีพละกำลังมากกว่าเด็กมาก อย่างเวลาเล่นกีฬา วัยรุ่นก็แข็งแรงกว่า และเมื่อเทียบกับวัยผู้ใหญ่ ก็แข็งแรงกว่าเช่นกัน ด้วยเหตุผลคือ วัยรุ่นน้ำหนักตัวน้อย การเคลื่อนไหวร่างกายใช้พลังงานน้อยกว่าวัยผู้ใหญ่ และวัยรุ่นมีร่างกายที่พื้นตัวเร็วเนื่องจากยังมีระบบการสร้างกล้ามเนื้อที่ดีกว่าวัยผู้ใหญ่ วัยรุ่นคนนึงสามารภทำงานต่างๆ ได้อย่างมีพลังมากกว่าวัยผู้ใหญ่ และเมื่อมีพลังแล้ววัยรุ่นจึงต้องการใช้พลังงานที่มีอยู่ในตัวออกมาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเล่น การรวมกลุ่มกับเพื่อน การทำงาน การเล่นเกมส์ เล่นกีฬา เดินห้าง หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ต้องใช้พลังในร่างกาย

มีพลังและแสวงหา เกี่ยวอะไรกับหัวใจผู้ประกอบการ ฟังดูเผินๆ อาจจะไม่เกี่ยวเท่าใด แต่ถ้ายอมสละพลังงานและความคิดสักหน่อย จะพบกว่า การเป็นผู้ประกอบการคือการสร้างอานคตให้กับตัวเอง เป็นการเลือกทางเดินของตัวเอง โดยการใช้พลังของตัวเองสร้างตัวตนขึ้นมา จากพลังที่ไม่หยุดยั้ง การเป็นผู้ประกอบการต้องมีนิสัยขี้เล่น ซึ่งยังสอดคล้องกับวัยรุ่นที่ต้องการเล่น ลอง รู้ ตลอดเวลา เพื่อให้ได้ของใหม่ๆ ยิ่งเป็นวัยรุ่นยุคดิจิตัลแล้ว ความคิด ความต้องการการเปลี่ยนแปลงไปกว่าแต่ก่อนมาก วัยรุ่นยังต้องการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองจากการลองทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ ใครจะบอกก็ไม่เชื่อ ต้องการู้ด้วยตนเอง ไม่กลัวความเสี่ยง ขอแค่ได้รู้ก็พอแล้ว และยังไใ่ยึดติดในกรอบที่มีของสังคม  แต่สิ่งที่วัยรุ่นขาดไปคือการมีประสบการณ์ และข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจในบางเรื่อง

วัยรุ่นหัวใจผู้ประกอบการ

จากธรรมชาติของวัยรุ่น จริงๆ แล้ว มีความเป็นผู้ประกอบการอยูในตัว ไม่ว่าจะเป็นการของลองของใหม่ ความกล้าได้กล้าเสีย การไม่อยู่ในกรอบ แต่หากวัยรุ่นไม่มีเป้าหมาย หรือไม่รู้จักเป้าหมายแล้ว วัยรุ่น จะใช้พลังต่างๆ ของตัวเองไปแบบไร้ทิศทาง ไม่รู้ว่าจพัฒนาตนเองไปเพื่ออะไรจึงทำให้ต้องเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ หรือเรียกได้ว่าใส่หัวใจผู้ประกอบการลงไปในวัยรุ่น จะทำให้วัยรุ่นคนนั้นมีความกระตือรือร้นในการใช้พลังงานเพื่อให้ตัวเองไปในสิ่งที่ต้องการ พลังต่างๆ จะเป็นพลังที่สร้างสรรได้อย่างน่าเหลือเชื่อเมื่อได้ใช้ไปในทางเดียวกันตามเป้าหมายที่ต้องการ

ลองมาจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรหากวัยรุ่นคนหนึ่ง มีความฝันอันแรงกล้า รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร และรู้ว่าจะได้มาได้อย่างไร ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ถอดใจกับอุปสรรค เปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีวิธีการใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อเอาชนะสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้าง เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่รอบตัว เห็นวิธีการได้มาของประโยชน์ต่างๆ สิ่งนี้เป็นภาพที่น่าตื่นเต้นมาก วัยรุ่นคนนี้ จะเป็นอย่างไร น่าสนใจหรือไม่ และถ้าหากวัยรุ่นคนนั้นเป็นคุณหละ? คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร คุณอยากได้ชีวิตแบบนี้หรือไม่ ที่กล่าวถึงทั้งหมด นั้นแหละคือนิสัยของผู้ประกอบการ


วัยรุ่นนักนวัตกรรม

นวัตกรรม เป็นเรื่องที่อยู่ในสายเลือดของวัยรุ่น โดยเฉพาะวัน Gen Y, Gen Milenium และอีกไม่รู้กี่ Gen ที่อยู่ในยุค 4.0 วัยรุ่นยุคนี้โตมาพร้อมกับคำถาม ทำไมต้องทำตาม ทำอีกแบบได้มั้ย บอกไป 5 ข้อ จะถามกลับทันทีเลย “มี 6 ข้อด้วยได้มะ” “อยากทำแบบนี้ ใครว่าอะไรมั้ย” “กฎข้อนี้ไม่เข้าท่าเลย ขอทำแบบฉันนะ” นี่แหละ พวกนักนวัตกรรม จะคิดกันแบบนี้ เรียกว่ากบฏกระแสสังคมเก่า คืออาชีพหลักของวัยรุ่น และวัยรุ่นจะสร้างกระแสของตนเอง เรื่องนี้ผู้ใหญ่บางคนมักจะไม่ค่อยพอใจด้วยความเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นเหล่านี้ก็จะก้าวข้ามความคิดของตนเองมาเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้

แต่น่าเสียดายมากๆ เพราะเมื่อวัยรุ่นเหล่านี้ ก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความเป็นนักนวัตกรรมจะหายไป เหตุผลเพราะสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมบางอย่าง และเอาระเบียบ เอากฎ มาครอบไว้ บางคนบอกว่า ถ้าทำอะไรแปลกๆ จะไม่รับเข้าทำงาน เจ้านายไม่ชอบ จึงต้องยอมที่อยู่ในระเบียบตลอดเวลา จนในที่สุดอยู่ในระเบียบด้วยความเคยชินกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีความเป็นนักนวัตกรรมอีกต่อไป

วันรุ่นบางคน ใช้ความเป็นนักนวัตกรรมมากเกินไป จนได้รับอันตรายจากความคิดของตัวเอง ในที่สุดเลยไม่กล้าที่จะคิดอะไรแปลกใหม่อีก เช่น เสนอความคิดในงานที่ทำแล้วโดนผู้ใหญ่ปฏิเสธ หรือ โดนหาว่าคนนอกคอก ทำให้เสียใจ น้อยใจ แล้วทุกอย่างกลับมาอยู่ในกรอบเหมือนเดิม และกลายเป็นคนธรรมดาในที่สุด เป็นเรื่องน่าเสียดาย ความเป็นนักนวัตกรรม

วัยรุ่นผู้กล้าเสี่ยง

เวลาวัยรุ่น อยากได้อะไร ก็จะลุย ทำ ลงมือทันที ไม่ได้คิดเยอะเหมือนผู้ใหญ่ จริงๆ ก็เป็นเรื่องดีเพราะความสำเร็จจะได้มาเมื่อลงมือทำ ไม่ใช่การวางแผน แต่ผู้ใหญ่หลายคนกลับกลัวที่จะลงมือทำ เพราะสมองบอกตัวเองว่า การทำอะไรมันเสี่ยง เลยกลัว กลัวที่จะเสียหาย จริงๆ แล้วความกลัวนี้คือการกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงสมองมองว่าเป็นการใช้พลังงาน แล้วโดยปกติแล้วสมองของมนุษย์ที่เป็นสมองจอมขี้เกียจ จะตีความว่าเป็นอันตราย ต้องใช้พลังงานเยอะ สมองจะพยายามทำให้ร่างกายเสียพลังงานให้น้อยที่สุด ความกล้าได้กล้าเสียก็จะหายไป

ถ้าวัยรุ่นสามารถเปลี่ยนแปลงความกล้าได้กล้าเสีย ให้เป็นการควบคุมความเสี่ยงได้ ความมั่นใจของวัยรุ่นจะเพิ่มขึ้น แล้วกลายเป็นการปรับทางเดินของชีวิตให้เรียบเพื่อก้าวเข้าสู่ความาสำเร็จของตนเองในที่สุด แต่ถ้าไม่สามารถก้าวข้ามความกลัวได้ วันรุ่นจะกลายเป็นคนที่ขาดความั่นใจในตัวเอง อยู่แต่ในทที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำอะไรใหม่ๆ ตามหัวใจของตัวเองได้

วัยรุ่นแห่งการแสวงหา

วัยรุ่นวัยเรียนวัยใส วัยที่ยังต้องเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในโลก ต้องยอมรับกันว่า วัยรุ่นอยากเป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่วัยผู้ใหญ่อยากกลับเป็นวัยรุ่น เพราะอะไรหรือ เพราะว่า วัยรุ่นต้องการอิสระ และคิดว่าการเป็นผู้ใหญ่จะมีอิสระ ไม่มีใครมาบังคับ ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปเรียน ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบ อยากเป็นอย่างโน้น อยากจะเป็นอย่างนี้ แต่ในขณะที่ผู้ใหญ่อยากกลับเป็นวัยรุ่นเพราะ เมื่อโตขึ้นมาแล้ว ต้องรับผิดชอบชีวิต และพบว่า จริงๆ แล้วไม่ได้มีอิสระตามที่ตัวเองเคยคิดไว้เลย 


วัยรุ่น จึงต้องเรียนรู้ในการจัดการข้อมูลที่เข้ามา และรู้ว่าต้องหาข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นการสร้างแหล่งข้อมูลในสมอง สร้างข้อมูลของทรัพยากร ความสำเร็จของชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวเราคนเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานทรัพยากร ทั้งบุคคล สินทรัพย์ ความรู้ ประสบการณ์ ผ่านการแสวงหาของชีวิตวัยรุ่น ที่วันหนึ่งจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถควบควมตนเอง ออกแบบชีวิตตัวเองได้ ไม่ต้องการมาบ่นว่า เป็นผู้ใหญ่มันเครียด อยากกลับเป็นเด็กวัยรุ่น วัยที่มีความสุขที่สุดของชีวิตอีกครั้ง





วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562

หัวใจผู้ประกอบการฉบับวัยรุ่น ตอนที่ 1


ใครคือผู้ประกอบการ กับ หัวใจการเป็นผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการ คำนี้ฟังดูง่ายๆ ดูเหมือนจะเข้าใจง่าย ใครก็คิดว่าความหมายคือ เจ้าของธุรกิจ หรือผผู้ลงทุนทำธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงและ ไม่ได้มีความตรงตัวได้ขนาดนั้น ลองมาพิจารณาคำของคำว่าผู้ประกอบการ ประกอบด้วยคำว่า ผู้ – ประกอบ – การ แปลว่า คน ที่เอางาน (การ) มาเจอกัน (ประกอบ) ทำให้เกิดความสำเสร็จตามที่ต้องการหรือเป้าหมาย แล้ว ธุรกิจไปไหน??? มีไม่!!!! ใช่แล้ว การเป็นผู้ประกอบการไม่ได้มีความหมายที่เป็นธุรกิจ แต่เป็นคนที่ทำหน้าที่อะไรบ้างอย่างในองค์กร

เพื่อทำความเข้าใจ ลองมาพิจารณาความหมายทีละคำ ระหว่าง นักธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ ผู้ลงทุน ผู้ประกอบการ และการเป็นผู้ประกอบการ คำที่ดูง่ายๆ คล้ายๆ แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว
นักธุรกิจ หมายถึง คน!!! ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ หรือการค้าที่มีระบบ ระเบียบ มีการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์ (วิธีการ) ทำธุรกิจ

เจ้าของธุรกิจ หมายถึง คน!!! ที่เป็นเจ้าของกิจการ ร้านค้า หรือองค์การแสวงหากำไรทุกชนิด
ผู้ลงทุน หมายถึงคนอีกเช่นกัน ที่มีเงิน แล้วนำไปให้ผู้อื่นใช้เพื่อการทำให้เงินนั้นงอกเงยขึ้นมาด้วยการทำธุรกิจ การบริหาร อะไรก็ได้ แต่มุ่งหวังผลตอบแทน

ผู้ประกอบการ คือ คนในองค์การ ตำแหน่งไหนก็ได้ ที่มีทำให้ให้เกิดการสร้างงานใหม่ จากการเอาอะไร 2 อย่างมาต่อกัน ประกอบการ รวมเข้าด้วยกัน

การเป็นผู้ประกอบการ คือ คนที่มีนิสัย ทักษะ และความสามารถ ที่ส่งแสริมให้เป็นผู้ประกอบการ
หัวใจผู้ประกอบการ คือ ความคิด นิสัย ทัศนคติ ที่สร้างให้เกิดเป็นผู้ประกอบการ

หนังสือเล่มนี้ ต้องการสื่อให้เห็นถึงหัวใจผู้ประกอบการ สู่การปฏิบัติให้เป็นผู้ประกอบการ หรือเป็นผู้ลงทุน หรือนักธุรกิจต่อไป มุนษย์จะทำอะไรก็แล้วแต่ มักจะเกิดจากสิ่งที่อยู่ในหัวก่อนเสมอก่อนนำไปสู่การทำจริง ดังนั้น การเรียบเรียงหัวใจการเป็นผู้ประกอบการ ถึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่อยู่ในหัว กับส่วนที่อยู่ในตัว ส่วนที่อยู่ในหัว คือ ความเชื่อ ความคิด ความชอบ นิสัย สิ่งที่จับต้องไม่ได้ สิ่งที่อยู่ในตัว คือวิธีปฏิบัติ แนวทางการดึงของที่อยู่ในหัวมาสู่มือ สู่การปฏิบัติ การจัดการตัวเอง
สิ่งที่อยู่ในหัว มีองค์ประกอบอยู่ 5 ด้าน คือ การตั้งเป้าหมาย (ความฝัน) การมองเห็นโอกาส การมีความเป็นนักนวัตกรรม (ความคิดแบบเจ๋งๆ) การบริหารความเสี่ยง (กล้าได้กล้าเสีย) และ การจัดการทรัพยากร (สิ่งทีมีอยู่ในมือ)

สิ่งที่อยู่ในตัว คือ การดึงความคิดให้เป็นแนวทางปฎิบัติ การสร้างความคิดเชิงบวก การสร้างพลังใจเพื่อยอมรับความไม่สมหวัง แนวทางการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การทบทวนตัวเองเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ และการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายของการเป็นผู้ประกอบการ
ทำไมต้องฉบับวัยรุ่น???? เพราะวันรุ่นคือวัยที่กำลังมีไฟ วัยที่มีฝัน วัยที่มีพลัง อยากรู้อยากลอง อยากเดินตามความฝันของตัวเอง แต่จะเดินอย่างไรหละให้สามารถสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้

หัวใจการเป็นผู้ประกอบการ จึงเป็นหนังสือที่หวังว่า จะเป็นสื่อ เป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่น เป็นผู้สร้างความสำเร็จในชีวิต จากความฝันของตัวเอง และพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชน หน่วยงานของัฐ หรือหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรต่างๆ องค์การใดที่มีคนที่มีความเป็นผู้ประกอบการอยู่ จะมีการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยนิสันของคนในองค์การ จนกลายเป็นนิสัยขององค์การ

ผู้ประกอบการทำให้องค์การเจริญได้อย่างไร?

องค์การ เป็นเพียงสิ่งที่คนสร้างขึ้น ไม่ได้มีตัวตนจริงๆ แต่มีอยู่ด้วยการยอมรับข้อตกลงกัน ยอมรับกติการ่วมกัน ดังนั้น การสร้างคนที่เป็นผู้ที่มีเป้าหมาย เห็นช่องทางของโอกาสในการพัฒนาอยู่เสมอ มีการพัฒนาแนวคิดแบบเจ๋งๆ แบบใหม่ๆ ที่ใช่ที่โดน ในการแสดงหาเงิน กล้าได้กล้าเสีย และรู้จักการใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือให้เกิดความสำเร็จ คนแบบนี้ เป็นที่ต้องการของทุกองค์การ

วัยรุ่น เป็นวัยที่แสวงหาชีวิต ความเป็นตัวเอง การสร้างตัวตน ที่เป้นตัวเอง ทำไงหละ ก็ต้องหาวีการพัฒนาตัวเอง ในแบบของตัวเอง แน่นอนหละ การเป็นผู้ประกอบการเป็นนิสัยที่จะสร้างให้วัยรุ่นเจอช่องทางของตัวเอง เป็นตัวของตัวเองที่พัฒนาด้วยตัวเอง และทำมันด้วยตัวเอง

หัวใจผู้ประกอบการฉบับวัยรุ่น จึงเป็นคู่มือการสร้างตัวตน สำหรับอนาคตของสังคมให้เป็นผู้ที่สร้างประเทศ ในโลก ในสังคมต่อไป

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562

หัวใจผู้ประกอบการ ฉบับวัยรุ่น The Series


Contents
ใครคือผู้ประกอบการ กับ หัวใจการเป็นผู้ประกอบการ
วัยรุ่น วัยใส วัยมีพลัง
เป้าหมาย สิ่งยั่วยวนและทรงพลัง
จินตนาการ พลังมหัศจรรย์จากภายใน
โอกาสทางธุรกิจ และโอกาสของชีวิต
แนวคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ความแตกต่าง
ความเสี่ยงอันน่ารัก
ขุดสมบัติทรัพยากรทางธุรกิจ
ผู้ประกอบการผู้นำ
มองบวก พลังแบบบวกบวก


โปรดติดตาม ที่นี่ เร็วๆ นี้

วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเนื้อคู่

มีผู้คนมากมายที่เฝ้าติดตามหาความรักที่ตนเองพึงปรารถนา และมีผู้คนมากมายที่มีความต้องการความรักจนใช้วิธีว่า ใครก็ได้ที่เข้ามาในชีวิตในจังหวะที่ตนเองเปิดรับ จะรับเป็นคู่ครองของตน แต่ถ้าหากพิจารณาให้ดีแล้ว คนที่เข้ามาในจังหวะนั้น เราใช้ความอยาก หรือารมณ์ความอยากเป็นที่ตั้งจนลืมพิจารณาความเหมาะกับเรา สุดท้ายจะนำมาสู่การเลิกล้างกันไป ดังนั้น คู่ครองที่มีความเหมาะสมกับเรานั้น จึงเรียกว่าเนื้อคู่

ตามหลักพระพุทธศาสนา ว่าด้วยเรื่องเนื้อคู่มีดังนี้


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเหตุปัจจัยไว้ในสมชีวิสูตรที่ 1 พระไตรปิฎก เล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 13 อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ดังนี้ 

"ดูกร คฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพไซร้ ทั้งสองพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ"

อธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้

1. รักษาศีลให้เสมอกัน
บุคคลที่มีศีลเสมอกันย่อมอยู่ร่วมกันได้ในปัจจุบัน เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็สามารถไปเสวยกรรมดีร่วมกัน แต่หากฝ่ายหนึ่งทรงศีล แต่อีกฝ่ายทุศีล ฝ่ายหนึ่งย่อมไปสู่สุคติภูมิ ส่วนอีกฝ่ายต้องไปสู่อบายภูมิ โอกาสที่จะได้กลับมาพบกันนั้นยากยิ่งนัก

2. ให้ทานและยินดีในการบริจาคเสมอกัน
หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้ทานและบริจาค แต่อีกฝ่ายไม่ชอบใจ ก็จะเกิดความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกัน นำไปสู่ความบาดหมาง และเอาใจออกห่างกันในที่สุด

3. ทำปัญญาให้เสมอกัน 
การทำปัญญาให้เสมอกัน มีการปฏิบัติสมาธิภาวนา จะทำให้ทั้งสองมีความเข้าใจในโลกธรรมเสมอกัน มีความเข้าใจในสุขและทุกข์จากการอยู่ร่วมกัน และยอมรับกันได้

4. ตั้งจิตอธิษฐานศัทธา
อธิษฐานนั้นมีผล ทั้งอธิษฐานที่เป็นกุศลและอกุศล การอธิษฐานเป็นเหมือนการตั้งหางเสือเรือ ทำให้เรือมุ่งหน้าสู่จุดหมายที่กำหนดไว้ ในการครองคู่ก็เช่นกัน อธิษฐานจะเป็นตัวชักนำให้หญิงชายได้กลับมาพบกัน และได้ครองคู่กันได้ในที่สุด ดังเช่น อธิษฐานของสุมิตตาพราหมณี ซึ่งอธิษฐานเป็นคู่บารมีให้พระโพธิสัตว์ จากนั้นมาอีกหลายชาติ ทั้งสองก็ต้องใช้เวลาปรับศีล ทาน และปัญญา ให้มาเสมอกัน และได้เป็นคู่บารมีกันสมคำอธิษฐานนั้น



ที่มาแหล่งอ้างอิง

ดังนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ การเสมอกันจึงหมายถึงดุลยภาพของอุปสงค์และอุปทานระหว่างคน 2 คน หรือหมายความว่าคน 2 คนนั้น หากจะเป็นเนื้อคู่กันแล้วจะต้องมีการให้ (ความรักคือการให้) และการรับที่สมดุลกันตลอดเวลาทั้ง 4 มิติ หรือ 4 ตลาดของการใช้ชีวิตร่วมกัน คือ ศีล ศรัทธา จาคะ และปัญญา บทความนี้จึงขออธิบายความสมดุลของพฤติกรรม อยู่ในรูปแบบของตลาดทั้ง 4 โดยมีความต้องการของแต่ละด้านเป็นอุปสงค์ และการให้ของคู่ครองของเราเป็นอุปทาน ในทางกลับกัน การให้ของเราจะต้องไปสอดคล้องกับอุปสงค์ของคู่ครอง และการรับของเราจึงไปสอดคล้องกับอุปทานของคู่ครองด้วย ด้งนั้น การเกิดเนื้อคู่จะต้องเกิดดุลยภาพพร้อมๆ กันใน 8 ตลาด หรือเป็นตลาดคู่ คือตลาดเกี่ยวกับศีล (ของทั้ง 2 คน) ตลาดเกี่ยวกับศรัทธา (ของทั้ง 2 คน)

ภาพที่ 1 ดุลยภาพของตลาดฝ่ายชาย

ภาพที่ 2 ดุลยภาพของตลาดฝ่ายหญิง


จากภาพเป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการรับและการให้ของความเหมาะสมเนื้อคู่ทั้ง 4 ด้าน ทั้งฝ่ายชายและภายใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็น 8 ตลาดในเวลาเดียวกัน เป็นตลาดที่มีความซับซ้อน สาเหตุของการเกิดตลาดคู่ เพราะคนเรามีความรัก ที่มักจะแสดงออกด้วยการให้ โดยไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ดังที่เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า ความรักที่บริสุทธิ์ คือการให้แม้กระทั่งชีวิต หรือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ขอเพียงได้รักก็เพียงพอแล้ว ในขณะที่โดยธรรมชาติของมนุษย์จะมีความต้องการเป็นพื้นฐาน สิ่งนี้เรียกความใคร่ หมายถึง ความต้องการได้รับและครอบครองเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สิ่งนั้นจะอยู่กับเราตลอดเวลา ในการใช้ชีวิตคู่ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างความรักและความใคร่เข้าด้วยกัน จึงเป็นสาเหตุของการเกิดตลาดคู่แฝด

พฤติกรรมการแลกเปลี่ยนอุปสงค์ (ความต้องการ) และอุปทาน (การให้)

ในการใช้ชีวิตคู่ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการใช้ชีวิตและกิจกรรมร่วมกันกัน ดังนั้น รูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านศีล คือ สิ่งที่ตนเองไม่กระทำ เพราะศีลเป็นข้อห้าม จึงเป็นความต้องการที่จะไม่กระทำ หากมีคนใดคนหนึ่งทำในสิ่งที่อีกคนไม่ชอบ ไม่กระทำ จะเกิดความอึดอัด เช่น ฝ่ายชายชอบดื่มสุรา แต่อีกฝ่ายไม่ชอบดื่มเลย และรู้สึกไม่ดีต่อสุรา จะเกิดความอึดอัดเกิดขึ้น หรืออีกหนึ่งตัวอย่างคือ ฝ่ายหนึ่งชอบหยิบของเล็กๆ น้อยติดมือ โดยที่อีกฝ่ายรู้สึกผิดที่จะอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ สุดท้ายจะทะเลาะกันในที่สุด

ความศรัทธา เป็นเรื่องการนับถือสิ่งเหนือชีวิต ดังนั้น หากความเชื่อความศัทธาไม่เหมาะสมกัน ไปกันคนละทาง ทำให้เกิดกรอึดอัด เพราะความศรัทธา เป็นเรื่องที่กระตุ้นให้มนุษย์สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอ เช่น ทัชมาฮาล คือผลงานความศัทธาในคามรัก มหาวิหารนักบุญเปรโตร พุทธคยา สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานถึงความยิ่งใหญ่ของความศรัทธา เมื่อมีศัทธาที่แรงกล้า จะเกิดพลังอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้น การใช้ชีวิตคู่ที่สมกัน จะต้องมีพลังที่ยิ่งใหญ่ไปในทางเดียวกันสร้างสิ่งที่ทรงพลังไปด้วยกัน เกิดการรับพลังและส่งพลังหากันเป็นอีกดุลยภาพของตลาด

จาคะ เป็นเรื่องการให้ การบริจาค และการยินดีที่เหมือนกัน มนุษย์มีความต้องการเป็นผู้ให้ แต่การให้ของแต่ละคน มีรับรู้คุณค่าที่ต่างกัน ประเด็นที่สำคัญของจาคะ คือการเสียสละเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเสียสละเวลา การเสียสละกำลังกาย ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และในแต่ละคนเห็นคุณค่าทั้งการรับและการให้ไม่เหมือนกัน เช่น ฝ่ายชายคิดว่าเงินคือเรื่องใหญ่ จึงพยายามซื้อของราคาแพงให้ แต่ฝ่ายหญิงกลัต้องการเพียงเวลา ไม่ได้ต้องการของราคาแพง ดังนั้น การเห็นคุณค่าในการให้ของคนอื่นจึงไม่เหมือนกัน แต่การที่จะยินดีร่วมกัน จะต้องมีส่วนที่คล้ายคลึงกัน จึงสร้างความพึงพอใจ หรือความสุขร่วมกันได้

ปัญญา เป็นเรื่องทางความคิดของคน เป็นเรื่องของความสามารถในการทำความเข้าใจในแต่ละคน การที่มีปัญญาสมกันนั้น ไม่ใช่เรื่องของการศึกษา แต่เป็นเรื่องของการให้และรับ หรือการแลกเปลี่ยนทางความคิดได้เท่ากัน หากใครคนหนึ่งจะต้องคอยคิดให้อีกฝ่ายหนึ่งตลอดเวลา ในช่วงที่รักกันใหม่ๆ อาจจะยังไม่เห็นความอึดอัดคับข้องใจ ดังคำกล่าวว่า น้ำต้มผักที่ว่าขมก็ยังหวาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังงาน ความอดทนหมดไป จะรู้สึกถึงความแตกต่างกัน และเกิดความไม่สมดุลกันในที่สุด

ภาพที่ 3 ความไม่สมดุลกันของการให้และการรับทั้ง 4 ด้าน

เมื่อคน 2 คนไม่สมกัน จะเกิดการบิดเบี้ยวของตลาดทั้ง 4 ยิ่งบิดเบี้ยวมากเท่าไหร่ จะยิ่งก่อให้เกิดความอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ในการพิจารณาเนื้อคู่ ให้ใช้ประเด็นทั้ง 4 ประกอบกันว่า คน 2 คนนั้น มีความสมดุลกันอย่างไร ความรัก เป็นการให้ แต่เนื้อคู่จะต้องเป็นผู้รับด้วยเช่นเดียวกัน จึงจะเกิดความสุขร่วมกัน มนุษย์ จะมีความสุขได้ ต้องเกิดจากการรับ และการให้ เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในตนเอง

เมื่อเราพบใครสักคนที่สามารถสร้างให้เรามีคุณค่าจากการรับและการให้ได้แล้ว นับว่าเราเป็นคนโชคดีที่พบสิ่งที่ใช้ สำหรับเรา เพราะการเข้ากันได้ของคน 2 คนนั้น เป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่งในชีวิตของคนคนหนึ่ง ในคำกล่าวของคนดบราญจึงมักมีคำ 2 คน คือ คู่บุญ แปลว่า บุคคลที่เป็นเนื้อคู่หรือตลาดทั้ง 8 สมดุลกันกันมาใช้ชีวิตร่วมกัน และคู่กรรม คือบุคคลที่ ตลาดทั้ง 8 ยังไม่สมดุลกันมาใช้ชีวิตร่วมกัน จะเกิดความไม่สบายใจกันตลอดเวลา สุดท้ายนำไปสู่การแยกตลาดหรือเลิกล้างกันในที่สุด

ขอให้ทุกคนมีตลาดของเนื้อคู่ที่สมดุลเสมอกัน



วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ธุรกิจพอพียง ไม่ใช่แค่เพียงพอ

ในยุคแห่งความท้าทายทางเศรษฐกิจในกระแสหลักของทุนนิยม ที่สร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ให้กับทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำความมั่งคั่ง ระหว่างคนรวยและคนจน เกิดช่องว่างของการแสวงหาโอกาสระหว่างนายทุนและแรงงาน การสร้างมูลค่าทางการเงินด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้า ที่ไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการบริโภค จนกลายเป็นเงินเฟ้อ การถ่ายโอนความเสี่ยงให้คนอื่นโดยการ Out Source จนเหลือการผลิตหลักเพียงอย่างเดียวที่กลายเป็นความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หรือการสร้างเศรษฐกิจจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่นการใช้เทคโนโลยีดิจิตัล หรือการใช้การบริการเป็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จนลืมรากเหง้าแห่งการมีชีวิตของมนุษย์

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ กลายเป็นปัญหาที่สะสมมานาน จนกลายเป็นปัญหาของระบบโลก ที่เกิดขึ้นใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นที่ 1 ความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกันของประชากรโลก ทำให้ผู้ที่ถือเอาทรัพยากรจำนวนมาก เป็นผู้ที่ได้เปรียบในการสร้างความมั่งคั่งยิ่งๆ ขึ้น และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร จึงกลายเป็นผู้ต้องทำตามกติกาของผู้ถือครองทรัพยากร และถูกเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ประการที่ 2 การสร้างเศรษฐกิจด้วยโลกที่ไม่มีตัวตน หรือ สินทรัพย์คงตัว หมายถึง การสร้างรายได้ด้วยสิ่งที่ไม่ใช้สิ่งพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ สลายตัวไปเมื่อสิ้นสุดการผลิตและบริโภค เช่น การบริการ จะสิ้นสุดสภาพทรัพย์สินทันทีเมื่อบริการเสร็จ หรือ ระบบดิจิตัล จะหายไปเมื่อหยุดการทำงานของเครื่องมือ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของทุนนิยม ผลที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนพยายามหาความเป็นเลิศ สร้างความพึงพอใจ และสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นการสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากขึ้น (อ่านเรื่อง จากมายาคติ "มูลค่าเพิ่ม" สู่อุดมคติ "มูลค่าสูง)

แนวทางหนึ่งคือการใช้เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง เป็นทางออกของการอยู่รอดเพื่อให้หลุดออกจากกระแสของทุนนิยมและการสร้างมูลค่าที่ไม่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ โดยในทางปฎิบัติแล้ว สามารถถ่ายทอดสู่คำว่า ธุรกิจพอเพียง เป็นแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรของหน่วยธุรกิจที่จำเป็นต้องมี เพื่อยืนหยัดในกระแสแห่งทุนนิยม และต่อสู้กับทุนใหญ่ ในคำว่าธุรกิจพอเพียงในที่นี้ ไม่ได้มีความหมายเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้หลัด พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยมีเงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
  • เงื่อนไขความรู้: ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ 
  • เงื่อนไขคุณธรรม: ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 
แต่ในความหมายของธุรกิจพอเพียงนั้น เป็นการมองในมุมองที่แตกต่างออกไป คือ การมีทรัพยากรขั้นต่ำที่จะอยู่รอดได้โดยไม่พึงพาใคร ซึ่งทรัพยากการนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ประการคือ
  • ทรัพย์สิน เอาไว้สำหรับใช้ในการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตที่ธุรกิจหนึ่งๆ ซึ่งจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของทรัพย์สินนั้น ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์หลัก (Core Asset) และทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินเสริมในการทำธุรกิจ ทรัพย์สินหลัก จะต้องให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของทันทีที่ทำธุรกิจ ส่วนทรัพย์สินเสริม ให้ได้มาซึ่งความความเป็นเจ้าของหลังดำเนินการธุรกิจได้ แต่ต้องมีการดำเนินการให้ได้มาในภายหลัง
  • ความรู้และทักษะ การดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ตนเองทำ ละมีทักษะอันเป็นเลิศที่สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทั้ง 2 อย่างมารวมตัวกัน จะเกิดประสิทธิผล ผลิตผลที่ีมีมูลค่าสูง เพราะการใช้มูลค่าเพิ่ม จะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ง่าย แต่การสร้างมูลค่าสูง จะก่อให้เกิดการพัฒนาทางความรู้และทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
  • เครือข่าย ในการสร้างธุรกิจใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องมีเครือข่ายเพื่อแบ่งปันทรัพยากร สร้างความเข้มแข็ง และสร้างช่องทางการค้า อันเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจทั้งมีขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ดังนั้น ธูรกิจพอเพียง จึงเป็นการดำเนินธุรกิจที่มีสินทรัพย์พอเพียง และสมดุล มีความรู้และทักษะที่พอเพียงในการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับระบบเศรษฐกิจ และมีเครือข่ายที่พอเพียงในการช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนด้านต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ โดยหัวใจหลักคือการจัดสรรทรัพยากรให้สมดุลอย่างพิเพียงในทุกๆ ด้าน ดังนั้น การสร้างธุรกิจพอเพียง จะต้องเรียนรู้การพัฒนาตนเองของผู้ประกอบการ ให้มีความรู้ ข้อมูล และความเข้าใจสถานการณ์ที่ีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถนำความรู้นั้นมาบริหารทรัพย์สินและเครือข่ายได้อย่างเหมาะสม

ประเด็นที่สำคัญของแนวคิดธุรกิจพอเพียง คือความสามารถในการอยู่รอด ไม่ใช่แนวคิดการทำกำไรสูงสุด ธุรกิจพอเพียงมุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องแบบระยะยาว ที่มีความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งอย่างแท้จริง ไม่เน้นการสร้างธุรกิจฉาบฉวย ที่แสวงหากำไรแล้วจากไป โดยทิ้งภาระทางเศรษฐกิจให้กับสังคม


วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทบาทของสถานศึกษากับเขตเศรษฐกิจพิเศษในสหัสวรรษที่ 21

          ในยุคแห่งศตวรรษที่ 21 คือยุคที่เข้าสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์และการลงทุนข้ามเขตแดนของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดนโยบายการดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มทั้งต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศของตนเอง เช่น นโยบายส่งเสริมการลงทุน นโยบายการค้าเสรี และนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประเทศต่างๆ ที่ต้องการเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จึงต่างเร่งระดมการออกนโยบายต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่เห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจเข้ามามีส่วนในการลงทุนในพื้นที่ที่กำหนดไว้ และกับการได้รับสิทธิพิเศษเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข็งขัน แนวคิดลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ประเทศไทย สปป.ลาว สหภาพเมียร์ม่าร์ และ กัมพูชา

          การเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากเป็นการเชิญชวนการลงทุนจากภายนอก ซึ่งในการประกอบธุรกิจ จะประกอบด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ 4 ประการคือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ในปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้ง 4 ปัจจัย จะเป็นทรัพยากรมนุษย์ถึง 2 ปัจจัย ซึ่งแหล่งของทรัพยากรมนุษย์นั้น คือ ท้องถิ่นและจากภายนอกท้องถิ่นของที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังนั้น สถาบันการศึกษา จึงมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากในการเตรียมความพร้อมของประชาชนในการเข้าสู่ตลาดงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งในแง่ของแรงงาน ผู้ประกอบการ การสร้างภูมิคุ้มกันทางจริยธรรมและอาชญากรรม ที่มีความยั่งยืน

          การเตรียมความพร้อมนั้น ต้องเริ่มจากสร้างระบบการเรียนการสอนตามความถนัดและการสร้างความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตของนักเรียน การสร้างระบบที่มีความสมดุลระหว่างทักษะทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ  หมายความว่า เส้นทางการศึกษาจริงๆ แล้ว ไม่ใช่จะสูงสุดได้ที่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่จะต้องเน้นเรื่องความเป็นเลิศทางวิชาชีพด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจกิจในระยะยาวนั้น จะต้องใส่ความเป็นผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมเข้าไปในตัวนักเรียนทุกระดับ การเป็นผู้ประกอบการหมายถึง การสร้างบุคคลที่รู้จักแสวงหาโอกาส การยอมรับความเสี่ยง การคาดการณ์อนาคต ด้วยวิธีที่มีความแตกต่างอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง นักเรียนจะต้องรู้จักการสร้างเป้าหมายของตัวเองในชีวิต เพื่อการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและอนาคตอาชีพของตนเอง

          การสร้างความเป็นเลิศเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาทางด้านองค์ความรู้ซึ่งมีการพัฒนาในการศึกษาระดับปริญญาในระบบการศึกษาปกติ แต่การพัฒนาทางด้านวิชาชีพ ยังขาดเรื่องการพัฒนามาตรของความเป็นเลิศที่สามารถใช้อ้างอิงหรือมีความเชื่อถือในวงกว้างได้ ดังนั้น การสร้างระบบการเรียนการสอนที่เป็นปริญญาวิชาชีพ จึงเป็นแนวทางการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในการนักเรียน เพราะโครงสร้างตลาดงาน ต้องการคนทำงานมากกว่าคนคิด ดังนั้น สายอาชีพจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาความยั่งยืนของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้น ระบบการศึกษา จะต้องออกแบบให้นักเรียนสามารถให้นักเรียนได้เลือกตามความสามารถของตนเองที่จะมุ่งสู่ความเป็นเลิศได้ในอนาคต พร้อมทั้งการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่เชิงนวัตกรรมได้


การสร้างความเป็นนักนวัตกรรม จะเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ และยังเป็นการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว นวัตกรรมสร้างสร้างได้ 3 แนวทางคือ ผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ ทั้ง 3 รูปแบบจะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ วิธีการใหญ่ ความคิดใหม่ ที่สร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจหรือธุรกิจได้ สิ่งนี้ จะทำให้มูลค้าทางเศรษฐกิจของการผลิตและการบริการจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น แต่การสร้างนวัตกรรมนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานการผลิตที่มีมูลค่าสูงในตัวเอง หาใช่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มาซึ่งกำไรมากที่สุด เพราะหากเน้นเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ หรือเรียกว่า การสร้างขยะทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก และเป็นการเร่งการใช้มูลค่าที่แท้จริงในอนาคตมาเร็วเกินไป

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

เกษตรกร ระเบิดเวลาประเทศไทย

ปัญหาเกษตรไทย

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร หรือเรียกว่า เป็นอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางพืชพรรณอาหารต่างๆ ตั้งแต่อดีที่ผ่านมา ประเทศไทยมุ่งนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิตของเกษตรกรต่อไร่ หรือต่อเนื้อที่เป็นหลัก สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยังขนาดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม หรือการจัดการไร่นาเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น การผลิตทางด้านการเกษตร ยังต้องอาศัยโชคจากธรรมชาติ ที่เรียกว่า ต้องอาศัยฤดูกาลเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรยังเป็นอาชีพที่ต้องเอาแรงกายเข้าแรกเป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้ของตนเอง เหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยังไม่ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพเท่ากับอาชีพอื่นๆ ที่ได้มีการพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของแรงงานในแต่ละอุสาหกรรมมีสวัสดิการที่ดีขึ้น

นอกการที่เกษตรกรยังต้องการการพัฒนาทางด้านการจัดการฟาร์ม เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดการใช้แรงงาน ยังมีประเด็นเรื่องสัดส่วนลูกค้าของเกษตรกร กล่าวคือ เกษตรกรมีฐานพเป็นเจ้าของกิจการประเภทหนึ่งที่มีฟาร์มเป็นสถานที่ผลิต และจำหน่ายสินค้าของตนเอง ดังนั้น การอยู่รอดของเกษตรกรนั้น จะต้องมีสัดส่วนของลูกค้าต่อหนึ่งธุรกิจ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของเกษตรกรต่อลูกค้าแล้วพบว่า เกษตรกรจะมีลูกค้าจำนวน 1.5 ราย ต่อเกษตรกร 1 ราย หมายความว่า ความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกรแทบไม่มีเลย จะต้องเป็นอาชีพที่ง้อลูกค้า ได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เป็นปัญหาข้อที่ 2 ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรจึงถูงมองว่าเป็นอาชีพที่จน ลำบาก ต้อยต่ำ การเข้ามาสู่อาชีพเกษตร จึงมีประเด็นที่น่าสนใจ

การเข้าสู่อาชีพเกษตรกร

เกษตรกรไทย เป็นอาชีพมรดก สาเหตุที่เรียกแบบนั้นเนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกประกอบอาชีพนี้เพราะว่าเห็นพ่อแม่ของตนเองทำ เห็นครอบครัวของตนเองทำ เมื่อโตขึ้นมา ไม่รู้จะไปทำอะไร จึงหันเข้าสู่อาชีพเกษตร จึงเป็นเหตุทำให้ผู้ที่เกษตรกรปัจจุบัน เป็นการทำการเกษตรด้วยความเคยชิน ขาดแรงจุงใจในการพัฒนาในอาชีพมีความมั่นคง ในความรักและศัทธาในอาชีพ และปลูกฝังทางความคิดตลอดมาว่า ต้องเรียนหนังสือสูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาลำบาก ไปทำงานอย่างอื่น จึงทำให้องค์ความรู้ หรือภูมิปัญาของเกษตรกรที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นั้นอยู่ในวงที่จำกัด ขาดการถ่ายทอดซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้ลูกหลานของเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีความศัทธาในอารชีพเกษตรกร และมองว่า เป็นอาชีพที่จะไม่เลือกทำงาน และมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง เพื่อทำงานที่ไม่ใช่การเกษตรเป็นหลัก ไม่ต้องการตากแดด ไม่ต้องการมือแตกเนื่องจากจับจอบ จับคันไถ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ อายุเฉลี่ยของเกษตรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า การเข้าสู่อาชีพเกษตรกรนั้น มีอัตราที่น้อย และคนที่เข้ามาสู่อาชีพนี้ โดยส่วนมากคือคนไม่มีที่ไป หรือทำด้วยความเคยชินดังนั้น เมื่อมองอาชีพเกษตรเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ระดับประเทศ เกษตรกรจะได้บุคคลกรที่มีศักยภาพโดยรวมที่ไม่เท่ากับอาชีพอื่นๆ จึงทำให้การพัฒนายังเป็นที่ตามท้ายต่อไป เป็นปัญหาข้อที่ 3

แนวทางการแก้ปัญหา

ประเด็นที่หนึ่ง การแก้ปัญหาของการเกษตรไทยให้เริ่มต้นด้วย การเปลี่ยนหรือการเพิ่มบุคคลากรยุคใหม่ที่มีใจต้องการเป็นเกษตรกร เพราะเมื่อมีความต้องการประกอบอาชีพนี้โดยสมัครใจแล้ว คนเหล่านี้ จะมีแรงจูงใจในการพัฒนา ปกป้อง และรักษาในอาชีพมีความก้าวหน้า และพัฒนาต่อไป กลุ่มคนที่จะต้องสร้างบันดาลใจการเป็นเกาตรกรนั้น จะต้องเป็นกลุ่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้มีกำลัง และการเรียนรู้ในอนาคตอีกยาวไกล

ประเด็นที่ 2 การสร้างทัศนคติให่ให้กับคนในชาติ ให้ชาวนา เป็นผู้ที่มีเกียรติ และมีคุณต่อคนไทยทุกคน เนื่องจาก เป็นผู้ผลิตอาหารให้คนในชาติ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย ทำให้คนไทยยังมีการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีอาหารให้เลือกกินได้อย่างสมบูรณ์

ประเด็นที่ 3 การพัฒนาองค์ความด้านการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมความสุขของเกษตรกรให้มีชีวิตที่สบายขึ้นที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน หรือการจ้างคนอื่นทำงานแทน แต่เป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการจัดการ เพราะจะเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อการใช้ชีวิตให้มาขึ้น