การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ
ในจักรวาลนี้เราต่างรู้ดีว่าทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแสดงว่าสิ่งนั้นไม่คงอยู่ในจักรวาลนี้แล้ว เวลาก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที เซลล์ในร่างกายก็เปลี่ยนตลอดเวลา ความคิดไม่เคยหยุดนิ่ง (ใครบังคับให้ความคิดหยุดนิ่งได้บ้าง) โลกก็ยังหมุนตลอดเวลา อะไร อะไร ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจึงเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า สัจธรรม
ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงทำให้สิ่งมีอยู่ เป็นอยู่ หรือคงอยู่ ไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปมากหรือน้อย ก็นับว่าไม่เหมือนเดิม ทำให้มีผลกระทบต่อสิ่งที่อยู่รอบๆ ด้วย เช่น การรับน้ำหนัก การรับมือ การรักษาสภาพสมดุล ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย สถานการณ์แบบนี้ เรียกว่า พลวัตร หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า Dynamic ซึ่ง ทุกอย่างในในจักรวาลนี้ มีความพยายามอย่างหนึ่งคือการรักษาสภาพสมดุลเอาไว้เข้าด้วยกัน ถ้าอะไรที่ไม่สมดุล สิ่งนั้นก็จะแตกสลายหายไปในที่สุด ยกตัวอย่าง ถ้าเซลล์ในร่างกายไม่สมดุล เซลล์ต่างๆ จะเสื่อมสภาพลงไป ถ้าระบบนิเวศไม่สมดุล ระบบนั้น จะพังลง ถ้าบ้านไม่สมดุล บ้านจะทลายลงมา ทุกอย่างต้องสมดุล
การรักษาสภาสมดุล
ในการรักษาสภาสมดุลต้องอาศัยสิ่งหนึ่งคือ แรง หรือพลังงานที่เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อให้รักษาสภาพไว้ได้ แรงหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ เพราะไม่เคยเห็น แต่รับรู้ได้ สัมผัสได้ วัดค่าได้ สร้างขึ้นได้ และทำลายลงได้ สิ่งต่างๆ ยิ่งมีแรงระหว่างกัน แรงที่เรารู้จักมาตั้งแต่เกิดคือแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูด ทำให้เราสามารถยืนอยู่บนโลกนี้ได้ ใครหละที่เป็นเจ้าของแรง คำตอบคือ ทำสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ต่างเป็นเจ้าของแรงและต่างออกแรกอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาสภาพให้สมดุล
แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะเมื่อมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งอื่นๆ ต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อพยายามให้กลับมาสมดุล ตรงนั้นเอง เรียกการออกแรงที่เพิ่มขึ้นว่า ความพยายาม ในทางธุรกิจ หรือทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าต้นทุน เป็นการกระทำที่ไม่รู้ตัวว่า ต้องทำอะไร ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติแบบธรรมชาติ ถ้าไม่เป็นธรรมชาติ ระบบต่างๆ ในโลกนี้ ก็ย่อมอยู่ไม่ได้ แต่กสลายไปหมดแล้ว
ทุกคนกลัวการเปลี่ยนแปลง
อะไรทำให้เราต้องกลัว ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ จริงๆ แล้ว ความกลัวตรงนี้เป็นความกลัวระดับเล็กๆ ไล่ไปถึงระดับใหญ่ๆ เป็นการแสดงออกถึงการปกป้องตัวเอง ความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สมองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายของเราได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหรือเรียกว่าปฏิกริยา Reaction ปฏิกริยาสะท้อนกลับ
ปฏิกริยาสะท้อนกลับ เป็นการสื่อสารระหว่างตัวเองและการสื่อสารระหว่างสิ่งที่อยู่รอบข้างว่า มีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปแล้วนะ ร่างกายไม่อยากได้การเปลี่ยนแปลงนั้น มิฉะนั้นแล้วร่างกาย (ของฉัน) จะต้องเสียต้นทุน หรือแรง หรือพลังงานในการรักษาสมดุลในสภาพแวเล้อมใหม่ การแสดงออก สมองเราทำแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว เพื่อบอกว่า แรงที่ต้องลงไป ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้กลับคืนมา
ทำอย่างไรถึงจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง
มนุษย์เราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง หรือยอมเสียต้นทุนของชีวิตได้เมื่อ การใช้ต้นทุนนั้น ได้รับประโยชน์คืนกลับมาในขนาดที่มีกำไรมากกว่า หรือเรียกว่า คุ้มค่าที่จะเสียพลังงานในการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น คนที่ยอดลดน้ำหนัก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ในการลดน้ำหนัก ร่างกายต้องเสียพลังงานสะสมที่ร่างกายคิดว่าเป็นการสะสมต้นทุนของชีวิคเพื่อให้ชีวิตมีพลังงานมากพอในการเอาชีวิตรอด ด้วยการ ออกกำลังกาย ลดอาหาร ถ้าคนที่ลงน้ำหนักต้องการลดน้ำหนักไขมันลง 1 กิโลกรัม ต้องใช้พลังงานมากกว่ารับเอาพลังงานเข้าร่างกายประมาณ 7,000 Kcal หรือคิดเป็น ข้าวขาหมูประมาณ 10 จาน!!!
คนที่ยอมตัดสินใจ ลงมือเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองต้องอาศัยการใช้พลังงานแบบมหาศาล การวิ่ง 1 กิโลเมตร จะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 90 Kcal สำหรับคนน้ำหนัก 80 กิโลกรัม และจะมีการเผาพลาญต่อหลักการออกกำลังกาย นั่นหมายความว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงการรับประทานเลย จะต้องวิ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 70 กิโลเมตร เพื่อลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็นอย่างไรบ้าง คนที่ต้องการลดน้ำหนักต้องเสียต้นทุนมหาศาลขนาดไหนในการลดน้ำหนักแต่ละกิโลกรัม ดังนั้น สูตรการลดน้ำหนักจำนวนมาก จึงใช้การควบคุมอาหารเข้รร่วมด้วยเพื่อลดปริมาณของพลังงานที่เข้าไป นั้นหมายถึง ต้องต่อสู้กับความหิว ความอยาก นิสัยเดิมๆ ที่สมองจะสร้างความเครียดจากความกลัวมามากมาย
แต่เบื้องหลังความต้องการในการเปลี่ยนแปลงคือ ทุกคนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยความเต็มใจ นั้น เชื่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง จะได้ประโยชน์มากกว่าแรง ต้นทุน ที่ลงไป ซึ่งในการบริหารคน ก็มีขั้นตอนหลายเทคนิค เช่น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบมีส่วนร่วม การสื่อสารให้เข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในกรเปลี่ยนแปลงนั้น และจะได้อะไรในการเปลี่ยนแปลง
ที่สำคัญ การที่ทำให้มนุษย์ยอมรับการเปลี่ยนแปลงคือการทำให้คนมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น มากำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง กำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะนั้นหมายถึง การแสดงความเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้น มนุษย์จะมีความหวงแหนวิธีการของตนเอง เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิด
บทสรุป
การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แย่ แต่การเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง ต้องชัดเจนว่าสร้างประโยชน์อะไรให้กับชีวิตของคนที่จะถูกเปลี่ยนแปลง ให้เขาเหล่านั้น สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีเป้าหมายร่วมกัน และไปด้วยกัน ซึ่งเป็นศิลปะแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ต่างๆ รอบด้าน
วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
หัวใจผู้ประกอบการฉบับวัยรุ่นตอนที่ 8
ขุดสมบัติทรัพยากรทางธุรกิจ
ในการทำธุรกิจ อยู่จะเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย นั้นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยจะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นแหละเรียกว่าขุมสมบัติในการทำธุรกิจ แต่เรายังถือว่าโชคดี เพราะเราเกิดมานั้น ย่อมมีอะไรบางอย่างที่ิติดตัวมา สิ่งเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่เราเองอาจจะยังไม่รู้ตัวว่า เรามีอะไรที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ เพื่อการสร้างชีวิตให้เสร็จตามเป้าหมาย หรือสร้างธุรกิจให้สำเร็จตามเป้าหมาย พร้อมหรือยังที่เราจะมาขุดสมบัติกัน
รูปแบบของทรัพยากร
เราต้องมาเริ่มทำความรู้จักทรัพยากรกันเสียก่อนว่า ทรัพยากรคืออะไร มีอะไรบ้าง และอยู่ตรงไหน ทรัพยากร หรือในที่นี้ขอเรียกว่าขุมทรัพย์ สามารถแบ่งออกได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบที่จับต้องได้ กับแบบที่จับต้องไม่ได้
ในแบบที่จับต้องได้ อันนี้ไม่ยาก ใครๆ ก็เห็นได้ ตั้งแต่ เงิน ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร กรรมสิทธิ์ สัญญา สินทรัพย์ต่างๆ ที่มี สิง่เหล่านี้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราเห็นวิธีการใช้ประโยชน์แล้วหรือยังเท่านั้นเอง แล้วทรัพยากรเหล่านี้มาจากไหน ก็มาจากการทำงานของเราโดยการหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เพื่อนำไปซื้อสิ่งต่างๆ ที่ต้องการ
การรับมรดก เป็นการสะสมทรัพยากรจากญาติของเรา และส่งต่อให้เราโดยที่เราไม่ต้องออกแรงมา
การได้รับมาจากการให้โดยคนอื่น เป็นการที่ได้รับจากใครสักคน หรือหลายคน การแลกเปลี่ยนจากสินทรัพย์อย่างหนึ่งเป็นสินทรัพย์อีกอย่างหนึ่ง การที่สินทรัพย์เปลี่ยนแปลงสภาพ เช่นที่ดินจากที่รกร้าง แล้วมีคนมาขุดหน้าดิน กลายเป็นบ่อ เราอาจจะนำบ่อนี้เป็นบ่เลี้ยงปลา สร้างเป็นธุรกิจอีกแบบขึ้นมาก็ได้ เห็นหรือไม่ว่าทุกอย่างเป็นทรัพยากรได้ทั้งหมดอยู่ที่เราจะใช้ประโยชน์จากอะไร
เทคนิคการมองหาทรัพยากร
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนสงสัย บางคน ก็เก่งในการหาสิ่งต่างๆ มาใช้ประโยชน์ แต่บางคน กลับคิดอะไรไม่ออกเลย ความลับอยู่ที่ เราสามารถจดจำ จัดกลุ่ม แยกหมวดหมู่ของสิ่งที่เรามีได้มากน้อยแค่ไหน เราต้องเชื่อว่า เรามีสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มากมายเข้ามาในชีวิต
เราลองมาใช้จินตนาการกันดู ในแต่ละวันตั้งแต่เราตื่นเช้าขึ้นมา เราพบเจออะไรบ้าง หลายๆ คนก็บอกว่า เรื่ีองเดิมๆ ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย งั้น ลองถามตัวเองต่อว่า เราต้องการซื้อกระดุม 1 เม็ด ในบริเวณใกล้ๆ บ้านของเรา มีขายอยู่ที่ไหน...ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก คิดออกหรือไม่ บางคน อาจจะคิดออก บางคนอาจจะคิดไม่ออก นั่นสิ บ้านเราแท้ๆ อะไรทำให้เราคิดไม่ออก
เหตุผลคือ เราคิดว่า พื้นที่ใกล้บ้าน เป็นเรื่องที่เราเคยชิน เราจึงไม่สนใจเพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็จริง เนื่องจากว่า การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ร้านค้า ผู้คนรอบๆ บ้าน จะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เราจึงไม่สนใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ทำให้เรามองข้ามเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัวไปเป็นจำนวนมาก
วิธีการง่ายๆ แต่ต้องใช้ใจ คือใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้มากขึ้น สนใจสิ่งรอบข้างหน่อย ทำชีวิตให้ช้าลงนิดนึง และเราจะเห็นรายละเอียดต่างๆ มากขึ้น เวลาที่ได้พบปะผู้คน ให้ความสำคัญกับคนที่เราได้พบเจอนิดหน่อย ว่าเขาเป็นใคร เขาทำอะไรได้บ้าง สังเกตุความรู้สึกของตัวเองว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากนั้น ลองคิดต่อว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ถึงจะต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราพบเจอในครั้งนี้ จินตนาการไว้ และเก็บความทรงจำนี้ไว้
ลักษณะแบบนี้คล้ายๆ กับ เราอยากได้ลวดมัดของเส้นเล็กๆ สมองของเราจะคิดขึ้นมาทันทีเลยว่า ลวดมัดของอยู่ไหน เคยเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เราก็จะรีบเดินไปหาที่ที่เราคิดว่าจะอยู่ตรงนั้น กระบวนการนี้เป็นกระบวนการเข้าถึงทรัพยากรแบบอัตโนมัติของมนุษย์ เทคนิคแบบนี้เป็นเทคนิคขั้นเดียว ที่เราสามารถฝึกได้และพบเจอได้ทุกวัน
เทคนิคขั้นที่ 2 เป็นเทคนิคที่มีความซับซ้อนขึ้นมาอีกหน่อย เพราะทรัพยากรหนึ่งๆ อาจจะนำพามาซึ่งทรัพยากรอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง ยังไงเหรอ เช่น การที่เรารู้จักคนมากๆ (Connection) เท่ากับว่าเป็นช่องทางที่เราได้สามารถเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ อีกมากมายที่มีอยู่ในตัวของคนอื่น ทำให้เราได้ทรัพยากรมาอีกหลายอย่างในการดำเนินธุรกิจหรือการสร้างชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
การเข้าถึงทรัพยากรนี้ ต้องใช้การพิจารณาด้วยพลังของสมองเพิ่มขึ้น ใช้คำถามกับตัวเองว่า หากเราต้องการสิ่งนี้แล้ว เราต้องใช้อะไรในตัวเราบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ แล้วเราต้องใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างไรเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ
ทรัพยากรพื้นฐานของผู้ประกอบการ
หลายคนสงสัยมากๆ ว่า อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วเราจะต้องมีอะไรบ้าง ซึ่งในที่นี้ของแบ่งตามระยะของธุรกิจก่อนว่า ในระยะตั้งต้น ระยะเติบโต และระยะยั่งยืน จะต้องมีทรัพยากรอะไรบ้างที่ต้องมีแบบเพิ่มขึ้นในการก้าวเข้าสู่ระยะต่อไปของธุรกิจ
ระยะตั้งต้น
การที่คนเราจะเริ่มต้นทำธุรกิจได้ จะต้องใช้ทรัพยากรอยู่ 3 อย่างคือ มีของ มีเงิน และมีใจ
“มีของ” หมายถึง มีสินค้า หรือบริการ ที่ถูกใจ ถูกต้อง หรือผู้บริโภคเห็นว่าดี อยากใช้ ใช่เลย เจ๋งมาก ยอดเยี่ยม ฉันรอสิ่งนี้มานานแล้ว มันว้าว อะไรแบบนี้ นั่นคือ สินค้าและบริการของเรา ต้องสามารถแก้ปัญหา หรือส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ มีของนี้ จริงๆ แล้วไม่ต้องมีเยอะ ขอให้มีเพียงอย่างเดียวก่อนในตอนเริ่มต้นก็พอแล้ว เราเองสามารถพัฒนาเป็นสินค้าอื่นๆ ได้ในภายหลัง ยกตัวอย่าง ร้านอาหารดังๆ จะมีรายการอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ที่เหลือเป็นส่วนเติมเต็มให้กับร้าน (ในแบบที่มีมาตรฐานใกล้กัน)
“มีเงิน” หมายถึง มีเงินทุนหรือแหล่งเงินทุน หรือสินทรัพย์ที่พร้อมในการดำเนินงานได้ ไม่ระบุว่าจะต้องมีจำนวนเท่าไหร่ การที่มีเงินเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเองนั้นมีความพร้อมในการจัดหาอุปกรณ์ ทรัพย์สินต่างๆ เพื่อการดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างไร จำนวนเงิน จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราทำธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กเพียงใด บางธุรกิจ ใช้เงินไม่ถึงร้อย บางธุรกิจใช้เงินหลายพันล้าน แล้วอะไรหละที่เป็นตัวกำหนดขนาดการใช้เงินที่แท้จริงของธุรกิจ คำตอบคือ ความอยาก อยากที่จะทำให้เล็กหรือให้ใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรที่จะอยาก เพราะความอยากเป็นที่มาของเป้าหมายของชีวิตเรา (กลับไปดูเรื่อง เป้าหมาย สิ่งยั่วยวนและทรงพลัง) แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือ เราเอาเงินและทรัพย์มาจากไหนได้บ้างต่างหาก???
“มีใจ” หมายถึง การทำมุมมอง ความรู้สึก อารมณ์ของเราที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ หลายคนอยากทำเพราะคิดว่า อยากมีเงิน จริงๆ แล้วการทำธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ธุรกิจเป็นชีวิตจิตใจ หรือเรียกได้ว่าการมีใจ ต้องมี 4 ใจ คือ ใจรัก ใจใส่ ใจกล้า และ จริงใจ ต้องมีใจ 4 ใจนี้ถึงจะทำให้ธุรกิจกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสามารถเริ่มต้นได้อย่างมุ่งมั่น เพราะโดยปกติแล้ว การทำธุรกิจ หรือการทำงานอะไร ต้องมีอุปสรรคมากมาย ใครทำงานแล้วไม่มีอุปสรรค ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เหมือนกับใครเกิดมาแล้วไม่เจอเรื่องที่ต้องจัดการ ถือว่าชีวิตขาดการเรียนรู้ เพราะอุปสรรค คือบทเรียนที่ทำให้เรามีประสบการณ์ในการทำงาน ตั้งนั้นเครื่องมือต้านทานอุปสรรคที่สามารถพิชิตได้อย่างหมดจดคือการใช้ 4 ใจ
ใจรัก คือ การที่เราเอาหัวใจของเราไปผูกพันกับงานที่ทำอย่างมีคามสุขเมื่อได้ทำงานนี้ เรียกได้ว่า ใจรักคือการให้งานที่เราทำ เป็นชีวิตจิตใจของเราเอง มีแรงปรารถณา เป็นอะไรที่สามารถอยู่กับสิ่งนี้ทั้งวัน ทุกวัน เป็นระยะเวลาหลายๆ ปี เพราะเมื่อเรามีใจรักอะไรแล้ว เราจะมีความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งนั้น และอยากที่ทำให้สิ่งนั้นมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ใจรัก มาได้จากการตั้งเป้าหมายของชีวิต เป็นความต้องการอันแรงกล้างของชีวิตของเรา
ใจใส่ คือ การเอาใจใส่ดูแล เหมือนธุรกิจนั้นเป็นลูกอ่อน ที่ต้องสนใจในทุกๆ รายละเอียด การตั้งธุรกิจเราต้องหมกมุ่นในการทำธุรกิจ เพราะหากเราทำแบบง่ายๆ ธุรกิจของเราจะไม่มีการพัฒนา คงที่ และเสื่อมถอยในที่สุด การเอาใจใส่ จึงจ้องอาศัยการสังเกตุในเรื่องลายละเอียดเล็กๆ น้อย แน่นอนเรื่องนี้ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก ใครๆ อาจจะรู้สึกเหนื่อยได้ พลังงานที่จะส่งเสริมให้เราสามารถเอาใจใส่ได้อย่างต่อเนื่องนั้นคือ พลังจากใจรัก ลองคิดดูง่ายๆ หากเรารักใคร เราเองก็อยากเอาตัวของเราไปอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะต้องลำบากสักเท่าใดก็ตาม เราก็ไม่เคยรู้สึกเหนื่อย จริงไหม
ใจกล้า คือ การที่เรารู้ว่า การทำธุรกิจ มีความเสี่ยง ซึ่งอาจจะดี หรืออาจจะเสีย ก็ได้ คนจำนวนมาก ไม่กล้าที่ลงมือทำอะไร เพราะมองแต่ทางด้านผลเสีย หรือ ความเสี่ยงทางจิตวิทยา การตั้งธุรกิจต้องก้าวข้ามเรื่องการกลัวความเสี่ยงไปก่อน เทคนิคหรือ ไม่ยาก ให้เรามองที่ความสุข เมื่อเราได้ในสิ่งที่เราต้องการมา
เราได้อะไรบ้าง?
เรามีความสุขอย่างไร?
ชีวิตเราดีขึ้นขนาดไหน?
คนรักของเราจะบอกกับเราว่าอย่างไร?
เรามีความภาคภูมิใจอะไรบ้าง?
แล้วจดจำความรู้สึกต่างๆ เอาไว้ หายใจเข้าลึกๆ หันมามองในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้ในสิ่งที่เราตั้งเป้าตามแรงปรารถณา เราจะเป็นอย่างไร
อะไรบ้างที่เราต้องสูญเสียไป
ชีวิตของเราไปอยู่ตรงจุดไหน
ความสุขของเราจะมีแค่ไหน
คนรอบข้างที่เรารักจะเป็นอย่างไร
ความภาคภูมิใจในชีวิของเราจะมีขนาดไหน
ให้เรารับรู้ความรู้สึกทั้งสองด้าน แล้วชั่งน้ำหนักดูว่า เราควรทำเป้าหมายให้สำเร็จอย่างไร แล้วควากลัวของเรา ทำให้เราสูญเสียมากกว่าสิ่งที่ได้รับมาขนาดไหน คุ้มค่าหรือไม่ที่เราก้าวข้ามความกลัวของเราเพื่อเดินตามความฝัน ถ้ารู้สึกว่าคุ้ม บอดตัวเองดังๆ ว่า รออะไรอีกหละ ลุยเลย!!!! แล้วถ้ารู้สึกว่าไม่คุ้มหละ ทำไงดี ก่อนอื่นต้องหายใจลึกๆ ก่อน แล้วถามใจตัวเองดูว่า ยังอยากได้ความฝันที่เป็นธุรกิจของเราหรือไม่ ถ้ายังอยากได้ เรากำลังกลัวอะไร ปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง เราต้องเริ่มเปลี่ยนแลปงตัวเองตรงไหน เพื่อให้ความกลัวหายไป หรือลดลงจนกว่าจะคุ้ม ตั้งเป้าหมายหมาย หาโอกาสใหม่ วิเคราะห์ความเสี่ยงใหม่ และมาพิจารณาทรัพยากรใหม่ แล้วมาสู่การใช้ใจอีกครั้งหนึ่ง
ใจสุดท้ายของระยะเริ่มต้นในการก่อตั้งธุรกิจ คือ จริงใจ เพราะอะไรหน่ะหรือที่เราต้องจริงใจ เพราะว่าความจริงใจเป็นพื้นฐานของความยั่งยืน เป็นพื้นฐานของการเติบโต หากเราไม่จริงใจต่อทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของเรา พนักงานของเรา ผู้ขายของให้เรา หรือแม้แต่ตัวเราเอง คนที่อยู่รอบข้างของเรานั้นสามารถรับรู้ได้ว่า เรานั้นไม่จริงใจ วันที่เริ่มต้นอาจจะทำธุรกิจได้ แต่ไม่นาน ใครๆ ก็จะรู้ว่า ธุรกิจของเราไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เขาเหล่านั้นมีทางเลือกอื่นๆ มากมาย และพร้อมการจากไปในที่สุด
ลูกค้าสามารถรับรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เรามอบให้นั้น มีความจริงใจมากแค่ไหน การทำธุรกิจแน่นอนว่าใครๆ ก็อยากได้เงิน แต่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จโดยส่วนมากจะคิดเรื่องเงินทีหลัง สิ่งที่คิดก่อนคือ ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากสินค้าและบริการของเราแล้วหรือยัง เมื่อลูกค้าได้รับสิง่ที่ดีที่สุดแล้ว ลูกค้าจะเกิดความสุขความพึงพอใจ และกลับมาใช้บริการของเราอีกในอนาคต
ระยะเติบโต เมื่อเราสามารถตั้งธุรกิจได้แล้ว ใครๆ ก็ต้องหวังที่ให้ธุรกิจของเราเองนั้นเติบโตขึ้นไป ทรัพยาการที่ต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นสิ่งที่มีความแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ บางธุรกิจต้องการมาก บางธุรกจต้องการน้อย ทรัพยากรเหล่านี้ มาทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะคลุมเคลือ บางคนอาจจะรู้สึกขัดใจ ทำไมไม่รีบบอกให้รู้ไปเลย คำถามคือ บอกไม่ได้ แต่ใช้คำถามเพื่อการตรวจสอบได้ โดยใช้ชุดคำถามที่เรียงกันทีละข้อ ค่อยคิดพิจารณา เพื่อแสวงหาคำตอบ ถามหาเจอ เราก็สามารถดำเนินการแสวงหาทรัพยากรที่จำเป็นมาใช้ได้
ตอนนี้ธุรกิจของเรากำลังเป็นอย่างไร?
ธุรกิจของเราทำอะไรได้ดีแล้ว?
ธุรกิจของเรายังทำอะไรได้ไม่ได้?
ถ้าต้องการให้ดีกว่านี้อีก เราต้องการอะไรมาส่งเสริมธุรกิจของเรา?
สิ่งที่ต้องการนั้น อยู่ที่ไหน?
เราต้องลงมือทำอะไรเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการในธุรกิจของเรา?
ใช้คำถามเหล่านี้ทบทวนธุรกิจของเราอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อให้เรามั่นใจว่า ธุรกิจของเรากำลังไม่พลาดในสิ่งที่ต้องทำ
ธุรกิจเหมือนลูกอ่อน ตราบเท่าที่เรายังต้องลงมือทำ ลูกอ่อนคนนี้จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อเราสร้างระบบให้ธุรกิจสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง มีคนสามารถทำงานแทนเราได้ แต่เราเองก็ต้องดูอยู่เรื่อยๆ เพื่อเป็นการควบคุมระบบในการทำงานเท่านั้น ตัวอย่างในการใช้คำถาม (เหตุการณ์สมมติ)
ธุรกิจของเราตอนนี้กำลังเติบโตไปได้ดี มียอดขายเพิ่มขึ้นทุกวัน
ธุรกิจของเราสร้างสรรค์สินค้าที่ลูกค้ามีความพึงพอใจ อย่างเต็มที่ ลูกค้ามีความพึงพอใจจนกลับมาทานซ้ำหลายๆ ครั้ง เป็นจำนวนมาก
ธุรกิจต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำให้รู้สึกว่าเหนื่อนจนไม่มีแรงที่จะสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ออกมาอีก
อยากได้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ทำให้เสียเวลาน้อยลงในการเตรียมวัตถุดิบ เพื่อจะได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
ลองไปคุยกับธนาคารดู เพื่อจะได้เงินสักก้อนไปหาเครื่องมือที่มีระสิทธิภาพในการมาช่วยทำงานของธุรกิจเรา
สรุปทรัพยากรที่ต้องการโดยส่วนใหญ่แล้ว ใครๆ ก็คิดว่าเป็นเงินแน่นอน แต่ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว จริงๆ แล้วต้องการเวลา ไม่ใช่เงิน แต่เงิน จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจรายนี้สามารถทำงานได้เร็วขึ้นเพื่อมีเวลามากขึ้นในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น อันนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ ในการพิจารณาว่าโดยแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร
แต่สิ่งที่ต้องพึงระมัดระวังในการพิจารณาแบบนี้คือ พิจารณาอยู่ปลายเหตุ โดยข้ามแก่นแท้หรือความต้องการที่แท้จริงเช่น เราบอกว่าเราต้องการเงิน ทำทุกอย่างเพื่อเงิน และเราลืมพิจารณาว่า เราต้องการเงินไปเพื่ออะไร บางครั้งเราเองต้องการทรัพยากรที่อยู่ในรูปแบบจับต้องได้ คือเอาเงินไปซื้อเครื่องจักร เครื่องมือ วัตถุดิบ บางครั้งอาจจะอยู่ในรูปแบบที่จับต้องไม่ได้ คือเราต้องการเงินไปเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆ เพื่อให้มีการพัฒนาทางความรู้ หรือเราต้องการเงินไปเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการพบปะผู้คน เพื่อเป็นแหละในการติดต่อค้าขาย เป็นต้น
ระยะยั่งยืน การที่ธุรกิจสามารถดำเนินอยู่ได้ และดำเนินต่อไป เจ้าของธุรกิจส่วนมากมีความหวังว่า จะให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่หยุด เป็นช่องทางการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ซึ่งนั่นหมายถึงการทำธุรกิจให้ยั่งยืน แต่เราต้องมาทำความเข้าความยั่งยืนก่อน ความยั่งยืนในความหมายทางอุดมคติ หมายถึงมีอยู่ตลอดไป แต่นั้นในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอยู่จริงในโลกใบนี้ และในจักรวาลนี้ เพราะว่า ไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดไป!!!! แล้วเราหาความยั่งยืนไปเพื่ออะไรกันหล่ะ
คำตอบข้อนี้ไม่ยาก เพราะเราแสวงหาความยั่งยืนเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่เราทำจะอยู่กับเราไปนานที่สุด แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ในความยั่งยืนนั้น อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีของโลก ของสังคม ของลูกค้า หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง ไม่มีอะไรเหมือนเดิมในทุกๆ วินาที ตัวเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงในทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ หรือ ร่างกาย ที่สำคัญกว่านั้น ในสมองของเราก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกวินาทีเรามีข้อมูลใหม่เข้ามาในสมองของเราตลอดเวลา ทำให้ความคิดอะไรก็เปลี่ยนไป เรารับรู้เรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาในตัวเรา สมองของเราตลอดเวลา แล้วเราจะเป็นคนเดิมเมื่อ 20 นาทีที่แล้วได้อย่างไร แต่มีคนจำนวนมาก ยังอยากให้ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ เป็นการฝืนธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้ เราเองต้องอย่าเข้าใจผิดว่า ความยั่งยืนคือการไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความยั่งยืนจึงเป็นเหมือนความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สามารถปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อม และคงความสามารถในการหารายได้ กำไร ได้อย่างต่อเนื่อง นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ องค์ประกอบของความยั่งยืนมีด้วยกัน 3 ด้านคือ ทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม นั่นคือสิ่งแวดล้อมที่เราต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา และส่งผลต่อธุรกิจของเราเป็นอย่างมากอีกทั้งไม่สามารถข้ามตัวใดตัวหนึ่งไปได้
สิ่งแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่งผลโดยตรงมากที่สุดการทำธุรกิจ เพราะเรื่องนี้ หมายถึง เศรษฐกิจของเราเอง เรียกอีกอย่างว่า รายได้และกำไร การทำธุรกิจ และการดำเนินการใดๆ ต้องมีกำไร ไม่ว่าจะเป็นห้างร้าน บริษัท รวมถึง มูลนิธิ วัด ชมรม สมาคมต่างๆ ที่ไม่แสวงหากำไร เพราะทุกหน่วยงานและทุกคน ตราบใดที่ยังต้องอาศัยอยู่ในสังคม ต้องใช้เงิน (เคยมีคนพิสูจน์ว่า มนุษย์อาศัยอยู่ได้โดยไม่ใช้เงิน อันนั้นก็จริง แต่ไม่ทุกคนที่สามารถทำได้ด้วยเงื่อนไขของสังคมปัจจุบัน) ดังนั้น การสร้างความมั่นคงทางรายได้ หมายถึง การที่มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอในระดับที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีกำไร แล้วรายได้มาจากไหน แน่นอนสำคัญที่สุด คือลูกค้าที่แท้จริง หรือคนที่จ่ายเงินให้เรา ตรงนี้ เราต้องปรับตัวตลอดเวลาเพื่อให้ลูกค้าของเรา เต็มใจที่จ่ายเงินให้เรา
การสร้างความเต็มใจจ่ายของเราที่มีต่อลูกค้า คือ การส่งมอบคุณค่าของเราให้ลูกค้า เมื่อลูกค้าได้รับคุณค่านั้น ก็จะพร้อมที่จ่ายเงินให้เรา ฟังดูยากใช่ไหม งั้นเอาใหม่ คุณค่า คือ ประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ มีอยู่ใน 2 ลักษณะคือ ลักษณะที่ 1 การแก้ปัญหาของลูกค้า หรือการช่วยทำให้ลูกค้าลดความอึดอัดลงได้ หรือเรียกว่าเป็นการลดชีวิตทางด้านลบ เรื่องนี้สามารถเห็นได้โดยการสังเกตุพฤติกรรมของคน ความต้องการของคนว่ากำลังเผชิญหน้าอะไรอยู่ ลักษณะที่ 2 เป็นการส่งเสริม ผลักดันให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น เรียกว่าเป็นผลทางด้านการเสริมสร้างชีวิตทางบวก รูปแบบนี้เป็นต้องอาศัยการจินตนาการเพื่อทำการพยากรณ์สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะประโยชน์ที่ได้รับเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น การคิดค้นเครื่องบินครั้งแรกใช้โลก การประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ การสร้างระบบอินเตอร์เน็ตครั้งแรก การมีโทรศัทพ์มือถือขึ้นเป็ฯครั้งแรก ไม่มีใครเคยคิดหรอดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งต่างๆ ที่มีนั้น กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกทำให้ผู้คนมีชิวติที่ดีขึ้นโดยไม่ได้คาดหวังมาก่อน
ความสำคัญของทั้ง 2 ลักษณะคือ เราสามารถมองเห็นโอกาสในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่ ความต้องการนี้เมื่อได้รับการพิจรณาแล้วว่าได้รับการตอบสนอง ลูกค้าจะชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าที่จะจ่ายหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ เพราะลูกค้ามีเงินที่จำกัด ดังนั้นลูกจึงต้องคิดมากหน่อย เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนตัวเรา เวลาจะจ่ายเงินอะไร เราต้องคิดว่าคุ้ม หรือไม่คุ้ม แต่ว่าความคุ้มของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนมองที่เงิน บางคนมองที่ความสะดวก บางคนมองที่ความโก้เก๋ บางคนมองที่ความสุขของคนรอบข้้างที่ได้ให้จากการจ่ายเงินในครั้งนี้ หน้าที่ของเราคือ มองให้ออกว่า ลูกค้าโดยส่วนใหญ่ จ่ายเงินเพื่ออะไร นั้นแหละคือความหมายของคุณค่าที่แท้จริง
สิ่งแวดล้อมทางด้านสังคม เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกึ่งทางตรง กึ่งทางอ้อมกับธุรกิจ เพราะสังคมคือที่อยู่ของคน ซึ่งในนั้นมีทั้งคนที่เป็นลูกค้า และคนที่ไม่เป็นลูกค้า แต่คนในสังคมมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด สังคมคือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกัน มีความสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางนึง อย่างน้อยที่สุด ก็ใช้กติกา และกฎหมายร่วมกัน ประเพณีร่วมกัน ดังนั้น ลูกค้าของเรา ที่เป็นผลทางตรงต่อธุรกิจ ต้องไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ หากเราทำดีกับใครสักสน ความดีนั้นจะต้องได้รับการถ่ายทอดจากคนที่เราทำดีด้วย ไปสู่คนอื่นๆ ในที่สุด เมื่อเราทำดีต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะกลายเป็นชื่อเสียงของเรา เป็นชื่อเสียงของธุรกิจ เมื่อธุรกิจมีชื่อเสียง ก็จะกลายเป็นการส่งผลทางตรงต่อลูกค้าและกลับมาเป็นกำไรของธุรกิจ
การทำดีของธุรกิจ คือ ทำธุรกิจด้วยความจริงใจ ไม่เอาเปรียบหรือเรียกว่า มีกำไรแต่พอสมควร แล้วดูยังไง เรื่องนี้ ให้ใช้วิธีการวัดด้วยเงินที่จ่าย กับความสุขที่ได้ ถ้าความสุขมากกว่าเงินที่จ่าย แบบนี้ถือว่าไม่เอาเปรียบคนอื่นทางด้านราคา ซึ่งไม่ได้หมายถึงการขายต้องเป็นการขายราคาถูกเสมอไป แต่มีราคาที่คุ้มค่าในการจ่าย ดังนั้น หลายธุรกิจที่ดี ได้พยายามใช้แต่ของดีๆ ในการดำเนินธุรกิจ ใช้ความจริงใจในการดำเนินธุรกิจ ในเรื่องที่ 2 คือเรื่ีองการบอกแต่ความจริง ดีก็ดี ไม่ดีก็ไม่ดี ไม่เน้นการขายที่ลูกค้าไม่ได้รับความจริงใจ เพราะลูกค้าจะรู้ความจริงในที่สุด
สิ่งแวดล้อมทางด้านสภาพแวดล้อม ความหมายทางตรงหมายถึง ผลการของทำธุรกิจที่มีต่อธรรมชาติ ป่าไม้ แม่น้ำ ลำคลอง อากาศ เป็นผลกระทบกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่คน เรื่องนี้เป็นผลกระทบแบบอ้อมๆ แต่สุดท้ายก็กลับมาหาธุรกิจอยู่ดี เพราะถ้าเราสร้างผลกระทบทางลบ ผลยี้จะกลายเป็นการสร้างความเดือดร้อยให้สังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มากมาก จะน้อยก็ขึ้นอยู่กับ ว่าเป็นเรื่องอะไร สังคมทนได้หรือไม่ ถ้าทนไม่ได้ คนที่เดือนร้อนก็จะออกมาโวยวายในที่สุด แล้วผลนี้จะอ้อมกลับมาหาตัวของธุรกิจเองในที่สุด
ผลกระทบอีกรูปแบบหนึ่งของ สิ่งแวดล้อมคือ ธุรกิจอาจจะเจอสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ รูปแบบนี้ อาจจะเจอจาก การขุดเจาะน้ำบาดาล ทำให้ปริมาณน้ำใต้ดินลดลง เกิดเป็นแผ่นดินทรุด สร้างความเสียหายให้กับตัวเอง เรียกว่าแพ้ภัยตัวเอง หรืออาจจะไปกระทบกับคนอื่นโดยตรงเลย
ดังนั้น จะทำอะไร ต้องคิดหน้าคิดหลังดีๆ คิดยาวๆ คิดไกล ทำให้ใครเดือนร้อนหรือไม่ และที่นำกังวลที่สุดคือ การทำไปแบบรู้เท่าไม่ถึงกาล คิดว่าไม่มีอะไร แต่สุดท้ายกลับมีอะไร เพราะอะไรหน่ะหรือ เพราะการคิดยังไม่ครบถ้วนดีไง หาเรารู้จักการคิดให้ครบถ้วน รอบด้าน คิดถึงหลายๆ คน เราจะลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคมลงไปได้ และในที่สุด จะกลับมาในรูปของรายได้ และกำไร
ทรัพยากรลักษณะพิเศษ
ในการเข้าถึงทรัพยากร นั้น มีด้วยกันหลายรูปแบบ แต่มีทรัพยากรแบบหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษจนต้องนำมาพิจารณาเฉพาะ ทรัพยากรนี้เรียกว่า คนรู้จัก (Connection) หรือบางคนเรียกว่าความสัมพันธ์ การเชื่อมต่อ หรืออะไรก็แล้วแต่ ความหมายในทางธุรกิจจึงหมายถึง คนที่รอบข้างเราที่เราสามารถได้รับประโยชน์จากพวกเขาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว จะต้องเป็นเป็นคนที่รู้จักกันถึงจะยอมช่วยเหลือกัน เป็นเรื่องดูเหมือนธรรมดาที่มนุษย์ไม่ยอมทำอะไรให้คนที่ไม่รู้จัก เพราะโดยปกติแล้วมนุษย์มักจะไม่ติดต่อกับคนที่ตนเองไม่รู้จัก เพราะเป็นการป้องกันอันตรายที่ไม่รู้วจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ดังนั้น การสร้าง Connection จึงต้องอาศัยการดำเนินการที่เป็นลักษณะเฉพาะ เนื่องจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับบุคคลอื่น หรือเรียกได้ว่าเป็นการบริหารคนให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน
เริ่มต้นอย่างไรกับการสร้าง Connection? เป็นคำถามที่พบได้บ่อย และงงกับคำถามนี้ กลับมาดูตัวเราเอง เวลาเราพบใครแล้วรู้สึกว่า อยากทำความรู้จักคนคนนี้เอาไว้บ้าง เป็นความรู้สึกจากการที่เราคิดว่าเราน่าจะได้ประโยชน์อะไรบางอย่างจากคนนี้ เช่น
คนนี้เป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี น่าจะช่วยเราในเรื่องการทำงานได้ในอนาคต
คนนี้เป็นคนที่พูดคุยด้วยแล้วถูกชตา อยากคุยต่ออีกถ้ามีโอกาส
คนนี้เป็นคนที่รอยยิ้มที่สดใส รู้ว่าอยากอยู่ใกล้ๆ ไปอีกนานๆ
คนคนนี้เป็นคนที่แนวคิดดี อยากเรียนรู้และพัฒนาตนเองจากคนนี้
คนนี้เป็นคนมีน้ำใจ น่าจะสามารถของความช่วยเหลือได้ในเวลายากลำบาก
ความรู้สึกแบบนี้ถูกประเมินแบบอัตโนมัติสมองของเรา เพราะสมองของเราจะมองหาผลที่ได้ก่อนเสมอ ในทางตรงกันข้าม เราต้องทำอย่างไรถึงจะมัดใจคนอื่นๆ หลักการมีอยู่ง่ายๆ คือ Give and Take
1. ให้ความรู้สึกมั่นคงกับคนอื่น สนองความต้องการทางร่างกายได้ เช่น เงินทอง ของใช้ หรือสามารถเป็นที่แก้ปัญหาให้กับคนอื่นได้
2. ให้ความรู้สึกสนุนสนาน การไม่เป็นที่น่าเบื่อซ้ำซากกับคนอื่น เรียกว่าเป็นความประทับใจแรกพบ ไม่มีใครอยากอยู่กับคนที่อารมณ์เสียตลอดเวลา ไม่มีใครอยากอยู่กับคนที่ทำตัวน่าเบื่อ ใครๆ ก็ต้องการคนที่ร่าเริงสนุกสนานและรู้กาลเทศะ
3. ให้ความรู้สึกสำคัญกับคนอื่น คนในโลกนี้ต่างต้องการมีตัวตน เราให้ความสนใจว่าคนอื่นมีตัวตนในโลกใบน้ี รับฟัง และเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น ให้อิสระในการตัดสินใจ และให้เขาได้ภาคภูมิใจในความเป็นตัวของเขา ความคิดของเขา
4. ให้ความรู้สึกดูแล เอาใจใส่ มนุษย์ต่างต้องการมีคนที่เข้าใจ คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ช่วยเหลือกันในยามที่ยากลำบาก มีปัญหา ความรู้สึกแบบนี้จะเกิดกับบางคนที่รู้สึกพิเศษด้วยเท่านั้น
5. ให้ความรู้สึกถึงการเติบโต เป็ฯความรู้สึกว่า ชีวิตได้มีการพัฒนามากขึ้น มีอะไรดีๆ เพิ่มขึ้นในชีวิต ไม่อยู่กับที่ มีการเพิ่มพูนมากขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในชีวิต
การให้ทั้ง 5 อย่างนี้ เป็นการให้ของคนมีเสน่ห์ มีแรงดึงดูดกับบุคคลอื่น ซึ่งไม่จำเป็นที่ต้องให้ทั้ง 5 อย่าง เพียง 1-2 อย่างก็สามารถสร้าง Connection ได้แล้ว
ในทางตรงกันข้าม เมื่อมนุษย์เราได้รับแล้ว ก็ต้องการให้บ้าง คนที่สามารถสร้าง Connection ต้องเรียนรู้ในการรับด้วย เพราะเมื่อคนเราได้รับแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่อยากตอบแทนคืนบ้าง อยากเป็นผู้ให้บ้าง และเราต้องรับอะไรบ้างหละ รับในความรู้สึกทั้ง 5 อย่างที่ได้ให้ไป
เมื่อเราเรียนรู้ในการรับและให้แล้ว เราจะสามารถสร้างความสำพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องหัดสังเกตุด้วยว่า คนที่อยู่รอบข้างเราแต่ละคนต้องการอะไรบ้าง เพราะ ถ้าเราให้ความรู้สึกไม่ตรงกับที่เขาต้องการ เขาจะถือว่าเขาไม่ได้รับอะไรเลย ทำให้การให้ของเราเป็นการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖
วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
หวู แกลเลอรี่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ที่เป็นมากกว่า แกลเลอรี่
จากการที่ได้อยากไปเมืองเก่าภูเก็ต เลยลองหาที่พักในกลางเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรม ชิโน-โปรตุกีส จริงๆ น่าจะใช้คำว่า ชิโน-ยูโรเปี้ยนมากกว่า ชิโน คือ ไชน่า ยูโเปี้ยน คือ ยุโรป สรุปว่า เลือกมาพักที่ แกลเลอรี่ แอนด์ บูติกโฮเทล (Woo Gallery & Boutique Hotel) เอะชื่อก็แปลกหละ ปกติจะเป็นแต่ บูติกโฮเต็ล แต่คราวนี้มี แกลเลอรี่ด้วย จนเดินมาถึงที่หมาย ซึ่งผิดทาง เพราะโรงแรมแห่งนี้เป็นห้องแถว 1 ห้องกว้าง 7 เมตรกว่าๆ ยาวๆ ยาวขนาดเชื่อมจากถนนหนึ่งไปอีกถนนหนึ่งได้ ระหว่างถนนถลาง กับถนนพังงา ทำให้ครั้งแรก เข้าผิดทาง ไปเข้าทางแกลเลอรี่ ที่อยู่ด้านถนนถลาง ตรงข้ามกับซอยรมณ์มณี และปิดประตูเงียบไว้เลย ก็งงๆ ว่านี่คือโรงแรมเหรอ เขียนไว้ด้านหน้าเป็นพิพิธภัณฑ์
| ประตูด้านแกลเลอรี่ |
จนเดินอ้อมไปเรื่อยๆ เลาะไปทางถนนเยาวราช เลี้ยวเข้าถนนพังงา ถึงได้เจอว่า มีทางเข้าที่เป็นโรงแรมอีกทาง ขอแนะนำก่อนว่า ถ้ามาพักที่นี่ ให้หาธนาคารกสิกรไทย โรงแรมนี้จะอยู่เยื้องๆ กัน ติดกับร้านราดหน้าคุณจื๊ด
| ธนาคารกสิกรไทย สาขาภูเก็ต |
เมื่อแรกเข้าโรงแรม จะได้พบกับคนต้องรับ ต้องย้ำว่าไม่ใช่พนักงาน เพราะเจ้าของจะมาดูและเอง มีกัน 2 คน พี่ผู้ชายคือ คุณเผด็จ วุฒิชาญ และพี่ผู้หญิง คือ คุณนวพร วุฒิชาญ จุดเริ่มต้นจึงเริ่มจากตรงนี้ เพราะสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ในการใส่ใจกับผู้เข้าพัก และการคิดเผื่อแขกผู้เข้าพัก ตัวอยากที่เห็นได้ชัดคือ แจกหน้ากากอนามัยให้แขกทุกคนฟรี ในสถานการณ์ที่ทุกคนกลัวเชื้อโคโรน่า และหน้ากากอนามัยราคาพุ่งไปอันละ 10-20 บาท
เมื่อเช็คอินแล้ว ก็ถามว่า อยากเข้าชมแกลเลอรี่ ได้มั้ย ทางคุณเผด็จก็บอกว่า ไม่มีปัญหาจะเปิดให้พรุ่งนี้เช้า ก่อนเวลาเปิดทำการเล็กน้อย ปกติจะเปิด 10.00 น แต่ผมต้องเดินทางไปสนามบินตอน 10.30 น. จึงได้รับความอนุเคราะห์เปิดให้เข้าเป็นกรณีพิเศษตอน 8.30 น. (ขณะนั้นเวลา 22.00 น. แล้ว) แต่ก่อนที่จะไปนอน คุณเผด็จชวนไปเดินดูด้านหลังของแกลเลอรี่ ที่เชื่อมกับด้านหลังของโรงแรม และเล่าให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับประวัติของบ้านที่อายุนานกว่า 130 ปี และมีการบูรณะโดยการรักษาของเดิมให้มากที่สุด ตรงนี้เองสัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจในบ้านหลังนี้ จนผมรู้สึกว่า ไม่เล่าต่อไม่ได้แล้ว ตั้งใจว่า วันรุ่งขึ้น จะต้องมีอะไรดีๆ ให้ได้เจอแน่นอน
| ภาพห้องพักที่ได้เตรียมไว้รอผู้มาเยือน |
ในห้องพักมีความเก๋ น่ารัก มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอ่าวล้างหน้า เป็นเครื่องเบญจรงค์ ที่สอบถามได้ว่านำเข้าจากจีน ลายฉลุต่างๆ ต้องหาช่างมาทำให้ อย่างเนี้ยบและสวยงาม ที่ประทับใจ คือ มีของต้อนรับเอาไว้เป็นกาแฟสดของภูเก็ต พร้อมให้เครื่องชงอเมริกันเพรสในห้องทุกห้องด้วย โอ้วววว โรงแรมแห่งนี้มีห้องเพียง 12 ห้อง รับแขกได้ไม่เยอะ แต่เต็มตลอด
| อ่างล้างหน้าในห้องพัก |
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับคำแนะนำจากคุณนวพรให้ไปทานติ่มซำ ที่ร้านบุญรัตน์ ร้านดัง อร่อยของท้องถิ่น อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ดินไปได้ แล้วก็กลับมาที่โรงแรมเวลา 9.00 น. พบว่าคุณเผด็จ เปิดบ้านรอเอาไว้แล้ว เริ่มต้นจากห้องชั้นล่าง ที่คุณเผด็จเล่าเรื่องเกี่ยวกับประตู ว่าทำไมต้องมี ช่องแสงเหนือหน้าต่าง เป็นรูปผีเสื้อ จริงๆ เข้าใจผิดหมด ตรงนั้นคือคิ้วมังกร หน้าต่างเป็นตา มังกร และประตูเป็นปาก พอมองกว้างๆ แล้วใช่เลย แล้วพาออกไปดูหน้าบ้าน ให้ดูกระเบื้องลายนกยูง ที่ต้องสั่งจากสิงคโปร์ แสดงถึงบ้านนี้เป็นปราชญ์ จากนั้นจึงค่อยๆ แนะนำ เรื่องกำแพงแบบดินพอก ไม่มีเสา วิธีการสร้างแบบโบราญ ไม่ใช่ซีเมนต์ พร้อมถึงเล่าถึงวิธีการบูรณะ บ้าน เครื่องใช้แต่ละชึ้น ว่า ต้องทำกำแพง 2 ชั้น ใส่เหล็กเสียบข้างใน รับน้ำหนักข้างบน เฟอร์นิเจอร์แต่ละตัว หน้าต่างทีละบาน ต้องถอดทีละชิ้น เขียนเบอร์ไว้ เพื่อกลับมาประกอบได้
| กระเบื้องลายนกยูงที่แสดงถึงความเป็นปราชญ์ |
คุณเผด็จเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ และภูมิใจ คุณเผด็จเป็นคนที่รู้อะไรรู้จริงใจสิ่งที่ทำ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนที่คิดเรื่องการบูรณะทั้งหมดนี้ เรียนจบนิติศาสตร์ คุณเผด็จ ได้ใช้ประสบการในการทำวานที่เคยคุมงานก่อสร้างโครงการต่างๆ มาประยุกต์ในการวางแผนการบูรณะที่ไม่ได้ใช้สถาปนิกในการดำเนินการ เหตุผลคือสถาปนิก พยายามออกแบบใหม่ และไม่ได้รักษาความเป็นจิตวิญญาณของอาคารหลังนี้เอาไว้เลย
| คุณเผด็จ วุฒิชาญ |
คุณเผด็จยังเล่าต่อเรื่องของความเป็นมาของบ้านและการรักษาความดั่งเดิมเอาไว้ อย่าง ฉิ่มแจ้ หรือบ่อน้ำกลางบ้าน แต่เดิมเอาไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งบ้านโดยทั่วไปจะมีแค่ 1 บ่อ บ้านคนรวยจะมี 2 บ่อ ตามขนาดที่ต้องขยายออกไป แต่บ้านนี้มี 3 บ่อ เรียกว่าเป็นมหาเศรษฐีกันเลย
| ฉิมแจ้ ที่ปรับสภาพมาเป็นสวนและช่องแสงกลางบ้าน |
ในการพาชม คุณเผด็จยังเล่าเรื่องราวของของเก่าแต่ละชิ้น ซึ่งเก็บไว้ในสภาพดีมาก ยังใช้งานได้อยู่ถึงปัจจุบัน ลานละเอียด และความพิเศษของแต่ชิ้นที่ไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นความรักในสิ่งที่ทำ และความเอาใจใส่ในรานละเอียด ละเอียดแค่ไหน ยกตัวอย่างในการบูรณะ ได้ถ่ายภาพบ้านสภาพเดิมเอาไว้มากกว่า 10,000 รูป เพื่อเก็บรายละเอียด แล้วจึงเอามาวางแผนการบูรณะ ใช้เวลาว่า 5 ปี พร้อมด้วยการเลือกเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนแล้วเสร็จในปี 2018 นี้เอง ตัวอย่างที่ 2 เรื่องความสะอาด อาคารแห่งนี้ ไม่มีฝุ่นเลย ไม่ว่าเอามือลูบไปตรงไหนก็ไม่เจอ ทุกซอก ทุกมุม คุณเผด็จตรวจสอบการทำความสะอาดด้วยตัวเอง และขอบอกว่า เป็นอาคารหน้าต่างเปิดโล่งให้ลมภายนอกเข้ามาได้ เรียกว่า เนี๊ยบแค่ไหน
| ภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการบูรณะ |
| ภาพบรรพบุรุษผู้บุกเบิกร้านหม่อเส็งแอนด์โก |
ด้วยความที่ผมเป็นคนที่สนใจธุรกิจ สิ่งที่ข้ามไม่ได้คือเรื่องเงิน จากการสอบถามว่า เงินที่ใช้ไปในการบูรณะประมาณเท่าไหร่ ก็ได้ตัวเลขที่ไม่รสมของสะสมว่า มากกว่า 10 ล้านบาท ใช้เงินส่วนตัวทั้งหมด จริงๆ มากกว่านี้เยอะ เลยคิดต่อไปว่า ถ้าเป็นนักลงทุนจะคุ้มมั้ย แล้วทุกวันนี้อยู่ได้ยังไง
การตัดสินใจของคุณเผด็จคือ ต้องมีแหล่งกระแสเงินสด เข้ามา จึงไปนำที่ดินเดิมของคุณปู่ด้านหลังบ้านเพื่อทำเป็นโรงแรม 3 ชั้น + ดาดฟ้า ขนาด 12 ห้อง ที่แต่ละห้องออกแบบไว้ไม่เหมือนกัน แต่ทำให้กลมกลืนกับบ้าน หรือ หวู แกลเลอรี่ หรือแต่เดิมคือ ร้านหม่อเส็ง แอนด์ โค (ห้างสรรสินค้าในอดีตที่ขายสินค้าทุกอย่าง นาฬิกา เตียง เครื่องเสียง แจกัน และอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า) การออกแบบ ใช้เครื่องใช้แบบโบราญ กระเบื้องลายโบราญ การฉลุไม้ ใช้ไม้เนื้อแข็ง การจัดแสดงที่บ่งบอกถึงความลุ่มรวยทางวัฒนธรรม ของเมืองภูเก็ตที่ร่ำรวยจากเหมืองแร่ดีบุก
| แจกันแก้วจากยุโรป ใช้ในโอกาสงานแต่งงานของบาบ๋า มีความสวยงามมาก |
| พัดลมโบราญที่สะสมไว้ |
ราคาห้องของโรงแรม มีตั้งแต่ 2,000-3,500 บาท แขกที่มาพัก จะไม่รับแขก Walk-in จะเป็นแขกที่รู้จักและจองมาล่วงหน้าทั้งนั้น และปกติ เต็มตลอด ขนาดมีไวรัสโคโลน่า คนจีนหายหมด โรงแรมแห่งนี้ก็เต็ม เพราะเรื่องของความใส่ใจ ความกระตือรือร้นในการส่งมอบความจริงใจให้กับผู้มาเยือน ความโดดเด่น ไม่อยากบอกว่าการบริการเพราะจับต้องไม่ได้
| ผ้าปักลูกปัด ส่วนหนึ่งของชุดแต่งงาน |
หลักจากที่ได้พาชมอยู่ 1 ชั่วโมงเศษ
สิ่งที่สามารถสรุปได้ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ นอกจากความสวยงามแล้ว ได้พบความสำเร็จ ความสุข และความภาคภูมิใจของการสืบทอดจิตวิญญาญของชาวจีนในภูเก็ต ซึ่งจจริงๆ แล้ว คุณเผด็จ มีรายละเอียดอีกมากที่ได้เล่าให้ฟัง แต่ในตอนนี้อยากสรุปเรื่องคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการที่สามารถสังเกตุเห็นได้ดังนี้
- มีความรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทำ ทุ่มเททุกอย่างในชีวิต ด้วยความตั้งใจ มั่นใจ เต็มใจ และสุดหัวใจ จนรวบรวมในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้มาไว้ด้วยกัน
- มีความละเอียดละออในทุกรายละเอียด ใส่ใจในทุกเรื่องด้วยความรัก อันนี้เห็นได้จากการทำความสะอาด การดูแล การวางแผน
- มีการประยุกต์สิ่งที่มีอยู่สร้าวเป็นสิ่งใหม่ที่ลงตัวกับของเก่า แบบแนบเนียนมาก อาศัยการเรียนรู้ศึกษาค้นคว้า จนกลายเป็นนักนวัตกรรมไปในตัว
- มีกำลังใจยอดเยี่ยม เพราะในการสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เวลา 5 ปี ลำพังตัวเอง ถ้ากำลังใจไม่ดีแล้ว จะล้มเลิกไปนานแล้ว ยิ่งการซ่อมแซม ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจริงๆ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ จบตรงไหน ในตอนแรก
- มีการวาวแผนที่ดีมีมาก ทั้งเรื่องการเงิน การดำเนินการ ทุกอย่าวเป็นระบบ สอดคล้องกันเป็นขั้นเป็นตอน
- มีการคิดอย่างเป็นระบบ จากวิธีการพาเข้าชม ถ้ามาเยอะ จะต้องมีระบบการพาชม เพื่อดูแลทรัพย์สิน ไม่ให้เสียหายและสูญหาย
- มีความกล้าได้กล้าเสีย การเอาเงินลงทุนกว่า 10 ล้านบาท โดยยังคาดการณ์ไม่ได้ นับว่ามีความกล้าในหัวใจสูงมาก
- เมื่อตั้งใจแล้ว ลงมือทำ คำไหนคำนั้น อะไรที่สัญญาไว้กับลูกค้าต้องไม่มีพลาด
คนที่ต้องการสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้กับโลกใบนี้ ต้องเรียนรู้วิธีการคิดและวิธีการดำเนินชีวิต เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเองให้เหมาะกับตัวเองอย่างลงตัว
![]() |
| บรรยากาศทางเดินของโรงแรม |
ใครสนใจเข้าพักที่โรงแรมแห่งนี้ พร้อมเข้าชม แกลเลรี่ ติดต่อได้ที่
076353719
หรือค้นหาในเฟสบุค WOO Gallery & Boutique Hotel, The Old Town Phuket
เรื่อง และ ภาพ ดร.นารา กิตติเมธีกุล 04 Feb 2020
วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
หัวใจผู้ประกอบการฉบับวัยรุ่น ตอนที่ 7
ความเสี่ยงอันน่ารัก
ความเสี่ยง ความเสี่ยง ความเสี่ยง ใครๆ ก็ไม่ชอบความเสี่ยง แม้แต่นักธุรกิจ ก็ไม่ชอบความเสี่ยง เพราะอะไรหรือ ปกติแล้ว เรามักจะให้ความหมายของความเสี่ยงว่าเป็นความเสียหาย เป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง เป็นอะไรที่ไม่ควรจะมี เพราะพื้นฐานมนุษย์นั้น มักจะต้องการความมั่นคง หรือความมั่นใจ ทำอะไรแล้วได้แน่ๆ แต่อันนี้อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับใครบางคนที่ชอบเสี่ยงโชค
มนุษย์ โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อความอยู่รอด จึงพยายามตีความหมายทุกอย่างเป็นเชิงลบทั้งหมด เพื่อให้ตัวเองมั่นใจว่า ตนเองนั้นจะต้องรอดแน่ๆ จึงตีความหมายทุกอย่างในทางลบ เป็นการสร้างสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของตนเอง และสมองจะเริ่มสั่งการตัวเราเพื่อแสดงพฤติกรรมต่างๆ ให้รอดปลอดภัย การคิดเชิงลบเป็นการคิดเพื่อระวังตัวเอง อย่างเช่นเวลาเดินไปในที่มืด เราจะเริ่มกลัว เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะมาปรากฎตัวให้เห็นในที่มืด ทั้งแบบมีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ตาม สมองก็จะเริ่มมโนไปต่างๆ นานา เริ่มใส่เรื่องราวจนเราเรียกว่า ผีบ้าง ทางเปลี่ยวบ้าง หรือคิดว่ามีคนดักทำร้ายเราบ้าง
จากเรื่องราวอันตรายต่างๆ ที่มนุษย์กลัว เราเลยเรียกสิ่งนี้ว่าความเสี่ยง ในความเสี่ยง สามารถแปลความหมายได้ 2 ความหมาย ความหมายแรกเป็นความหมายทางวิชาการ หรือทางทฤษฎี คือ
“โอกาสของเหตุการณ์ที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้”
ในความหมายที่ 2 ตามความรู้สึกของมนุษย์ คือ
“อันตรายที่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง”
สิ่งที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ความหมายนั้นคือ ในความหมายทางฤษฎี ความเสี่ยงนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทาง “บวก” และทาง “ลบ” ดังนั้น อาจจะดีกว่าปกติก็ได้ เช่น ยอดขายสูงผิดปกติ หรือ มีลูกค้าเพิ่มขึ้นแบบผิดปกติ แต่ในความหมายของความสู้สึก มนุษย์ ไม่เคยมองทางด้านบวก มองแต่ทางด้านลบเพียงอย่างเดียว และเวลาพูดถึงความเสี่ยงสมองของเรา จะบอกว่าความเสียหายต้องเกิดขึ้นแน่ๆ
ผลพวงจากความรู้สึกว่าเสี่ยง
จริงๆ แล้วความเสี่ยงที่มีนั้น เป็นเรื่องอนาคต ผลของความเสี่ยงยังไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราเรียกสิ่งนั้นว่า ความเสียหาย อันเกิดจากต้นเหตุต่างๆ ที่เราเรียกว่า ภัย เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจกความเสี่ยง เป็นเรื่องของอนาคตเท่านั้น สมองเราจะมโน จินตนาการ คิดไปเอง ทั้งสิ้น แล้วสร้างเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
ผลพวงที่เกิดขึ้นนั้นคือ ความคิดของเราจะส่งผลมาถึงพฤติกรรมของเรา และการตัดสินใจของเรา ลองจินตนาการตามสถานการ์ณนี้ดู
เมื่อเราเดินไปในซอยแคบๆ ที่เราไม่เคยเดินมาก่อน เราเดินไปทางนี้เพื่อไปหาที่พัก ที่ไม่มีคนเดินผ่าน ไม่มีบ้านคนสักหลังเดียว รอบๆ ข้างมีแต่พงหญ้าหนาสูง ทั้ง 2 ข้างทาง เวลานั้น ก็กำลังจะมืด และได้เสียงหมาเห่าอยู่ไกลๆ ข้างหน้า เรายังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ทันใด้นั้น เราได้ยินเสียง ซวบๆๆๆๆๆๆๆ อยู่ทางด้านซ้ายมือของเรา .....
ทั้งหมดนี้ เรากำลังคิดถึงอะไร สมองของเราสั่งการอะไรเราบ้าง และเรากำลังรู้สึกอะไร????
แน่นอน หลายคนกำลังรู้สึกคล้ายๆ กันว่า มันน่ากลัว กลับเถอะ ไม่ไปแล้ว อะไรก็ไม่รู้ มีคนมาทำร้ายมั้ย หรือ อยากกลับบ้าน หรือ อยากจะไปให้พ้นๆ จากตรงนี้ซะที ไม่เอาแล้ว
ทีนี้ลองมาคิดดูว่า ถ้าถนนเส้นนั้น เป็นทางที่เราจะสามารถไปถึงเป้าหมายชีวิต ของเรา โดยปกติแล้ว ถนนที่พาเราไปสู่เป้าหมายมักจะเป็นถนนที่เราไม่เคยผ่านมาก่อน เป็นเส้นทางที่เราไม่สามารถบอกได้ว่ามีอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า ซึ่งกลายเป็นภาพเดียวกันกับถนนที่ได้กำหนดมาในตอนต้น
ในชีวิตคนเรา มักจะเอาเรื่องราวต่างๆ มาผูกเข้าด้วยกันแบบเข้าข้างตัวเอง หรือ เรียกง่ายๆ ว่าสร้างเรื่องใหม่จากประสบการณ์ในอดีต โดยการบิดเบือนเรื่องราวให้เป็นสิ่งที่เราชอบ และรู้สึกปลอดภัย ดังนั้น การที่เราเดินเข้าไปในทางเปลี่ยว ทางใหม่ เราก็สร้างมโนเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาตามประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านการบิดเบือน ปรุงแต่ง ให้เป็นไปตามที่เราเองนั้นรู้สึกปลอดภัย
เรื่องราวเหล่านั้น จึงออกมาในรูปแบบของเรื่องที่น่ากลัว เพื่อให้เราตระหนักและให้ความาสำคัญกับเรื่องนั้น เช่น เรื่องผี เรื่องอาชญากรรม ที่จะเกิดขึ้นในทางเปลี่ยวเป็นต้น แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ จริงๆ แล้วเรากลัวอะไรจากสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น เรามาเข้าใจเรื่องธรรมชาติของความเสี่ยง และธรรมชาติของความกลัวก่อนหละกัน
ความเสี่ยง กับ ความกลัว
มนุษย์เรานั้น ความเสี่ยง เรามักตีความหมายเป็นความกลัวอยู่แล้ว แต่แท้จริงแล้ว ความเสี่ยงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือความเสี่ยงที่สามารถตรวจสอบได้ หรือ เป็นความเสี่ยงที่ชัดเจน ความเสี่ยงเหล่านี้ สามารถนำมาคำนวณเป็นค่าคะแนนความเสี่ยงต่างๆ ได้ สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ หรือเรียกได้ว่าเป็นความเสี่ยงทางกายภาพ ความเสี่ยงเหล่านี้ มักจะมีทฤษฎีรองรับเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยง
วิธีการจัดการความเสี่ยง เรามักจะมองใน 2 มิติ คือ ความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นความความเสี่ยง และความถี่หรือโอกาสในการเปิดความเสี่ยง เมื่อเอาทั้ง 2 อย่างมารวมกันสามารถสร้างเป็นตารางความเสี่ยง (Risk Matrix)
ตารางนี้แสดงถึงความจำเป็นในการจัดการกับความเสี่ยงที่เราสามารถกำหนดโอกาสที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์ต่างๆ ได้ สีเขียว แสดงถึงความจำเป็นในการจัดการน้อย และสีส้มเข้ม แสดงถึงความสำคัญในการจัดการมากหรือเร่งด่วน ตารางนี้ เป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแยกแยะความเสี่ยงออกเป็นส่วนๆ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา แต่วิธีการนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เคยเกิดขึ้น และมีการรวบรวมอย่างเป็นระบบที่เราเรียกว่า สถิติ
แต่อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของเรา เรามักจะมีข้อมูลไม่ครบในทุกเรื่อง เราจึงใช้การจัดการเกี่ยวกับความเสี่ยงด้วยความกลัว กลัวเพราะเราไม่รู้ว่า มีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง สิ่งนี้ เรียกว่า ความเสี่ยงเชิงจิตวิทยา อันที่จริงคือความกลัวผลลัพธ์ ที่เราไม่ต้องการให้เกิดนั้นเอง
ความเสี่ยงทางจิตวิทยาเป็นความเสี่ยงที่เรามักจะไม่รู้ว่าต้นเหตุของความกลัวนั้น เกิดจากอะไร แต่เรายังโชคดีที่มีเครื่องมือตัวหนึ่งช่วยให้เราสามารถระลึกได้ว่า ความกลัวของเรานั้น เกิดจากอะไร โดยการตั้งคำถาม และใช้ สติ ในการตรวจจับความรู้สึกของตัวเอง
คำถามที่เราใช้กัน เมื่อเรารู้สึกว่า กลัว เสี่ยง ให้ใช้ชุดคำถามคือ
“เรากำลังกลัวอะไร?”
“อะไรทำให้เรากลัวสิ่งนั้น?”
“ถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว เราจะเป็นอย่างไร?”
“และจริงๆ แล้ว เรากังวลอะไรจากความรู้สึกกลัวนั้นกันแน่?”
คำถามเหล่านี้ ทำให้เราเข้าใจจริงๆ ว่า เรากำลังกลัวอะไร หรือกังวลเรื่องอะไร และเข้าใจต้นเหตุของความกลัว เช่น บางคนคิดว่าอยากลงทุนในการทำธุรกิจ แต่ไม่ต้องการขาดทุน เพราะกลัวว่าถ้าขาดทุนแล้ว เงินที่มีอยู่นั้นจะหมดไปทำให้ความมั่งคั่งในชีวิตจะลดลง จึงเกิดความกลัวเกิดขึ้น แต่เรามักจะกล่าวว่า สิ่งนั้นเป็นความเสี่ยง แต่เป็นความเสี่ยงที่มองเพียงด้านเดียวคือด้านที่มีผลกระทบทางลบ เราจึงเรียกสิ่งนี้ว่าความกลัว
ความกลัวเป็นกลไกทางธรรมชาติของมนุษย์ในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดเพราะถ้าเราไม่กลัวแล้วเราจะใช้ชีวิตในความอันตราย เรากลัวไฟเพราะเราเรียนรู้ว่า ไฟนั้นร้อน สามารถที่จะทำอันตรายได้ เรากลัวงูเพราะเรารู้ว่า งู (บางตัว) มีพิษ ทำให้เราถึงตายได้ ซึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว งู มีจำนวนน้อยมากมีพิษ และส่วนใหญ่เป็นงูไม่มีพิษ และอะไรหละที่ทำให้เรารู้สึกกลัวงูทันทีที่เห็น และไม่รู้ว่างูตัวนั้นมีพิษหรือไม่ สิ่งนี้เป็นกลไกการเอาตัวรอด โดยเฉพาะเมื่อเราไม่รู้ สมองของเราจะตีความไว้ก่อนว่าอันตราย
เช่นเดียวกัน ในความมืด คนจำนวนมากกลัวความมืด และบอกว่าในความมืดมีผี โดยที่เราเองไม่เคยรู้เลยด้วยว่า ผีหน้าตาเป็นอย่างไร และทำไมผีต้องมาเฉพาะในความมืด กลางวันไม่มีผีหรือ ผีต้องอยู่ในห้องมืดๆ แล้วผีทะลุกำแพงออกมาได้มั้ย เราเองอาจจะเคยหาคำตอบ บ้างก็อธิบายว่า ผีเป็นความไม่ดี จึงกลัวแสงอาทิตย์ บ้างก็บอกว่า ดวงอาทิตย์เป็นพลัง มีอำนาจการขจัดสิ่งชั่วร้าย แต่คนจำนวนมากบอกว่า ไม่รู้ แต่กลัว ลองมาสำรวจความคิดกันดูว่า จริงๆ แล้ว เรากำลังกลัวอะไร ใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ พิจารณา
คราวนี้ลองกลับมาที่จินตนาการของเราอีกครั้ง ให้เราคิดว่าเรากำลังอยู่ในห้องสักแห่งที่เราไม่คุ้นเคยไม่รู้จัก ห้องนั้น มันมืดมาก ทันใดนั้น จมูกของเราเริ่มทำงานพร้อมๆ กับหูของเรา เราได้ยินเสียงกอกๆ แก็กๆ อะไรบางอย่างอยู่รอบตัวเรา มีกลิ่นสาบๆ ลอยมา เป็นกลิ่นเหม็นอับน่าคลื่นไส้...
เรากำลังรู้สึกอะไร?
เรากำลังคิดว่า เรากำลังมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
แล้วเราอยากทำอะไรต่อไป?
เหตุการณ์ยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น เราเริ่มเห็นแสงไฟลางๆ ลอยไปลอยมา พอจะให้เห็นเงาอยู่รอบๆ ได้บ้าง สิ่งที่เห็น มีรูปร่างคล้ายคน ยื่นนิ่งๆ อยู่ที่หลืบที่ไม่ไกลจากเรานัก ในแสงไฟนั้น กระพริบๆ ทำให้สามารถเห็นเงานั้น เป็นระยะ แต่รู้สึกว่าเงานั้น เคลื่อนที่ได้ เคลื่อนไหวได้... กลับมาที่คำถามเดิม
เรากำลังรู้สึกอะไร?
เรากำลังคิดว่า เรากำลังมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
แล้วเราอยากทำอะไรต่อไป?
ให้เรากลับมาที่สมองของเรา ความคิดของเรา จริงๆ แล้ว เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ หลายคน ถ้าคิดแบบผิวเผิน ก็บอกว่ารู้สึกกลัว แล้วเรากลัวอะไรหละ บองคนบอกว่า กลัวผี บอกคนบอกว่า กลัวอะไรไม่รู้ มันจะโผล่ออกมา นั้นสินะ เรากลัวอะไรก็ไม่รู่ที่จะโผล่ออกมา น่าสนใจมาก คือ คนมักจะคิดว่า เรากลัวว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมา เอามาจากไหนหละ ค่อยๆ คนหาความคิดตัวเอง เราเคยเห็นมันที่ไหนนะ คนจำนวนมาก เจออยู่ในโทรทัศน์ บางคนเจอจากเรื่องเล่าของคนอื่น นี่ไง เราคิดไปเองทั้งนั้นเลย
สาเหตุลึกๆ ของความกลัว คือเรากลัวว่า เราจะขาดความมั่นคงทางร่ายกายและทรัพย์สิน เพราะเรามองไม่เห็น เราได้ยินไม่ชัด เราไม่รู้ว่า กลิ่นนั้นมาจากไหน เราจึงกลัวไว้ก่อน
กลับมาที่ห้องความืดของเรา ถ้าเราเปิดไฟให้สว่าง ในห้องนั้น เราจะพบว่า เป็นห้องแสดงเสื้อผ้าเก่า และไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว จึงทำให้มีหุ่นโชว์เสื้ออยู่ในห้อง เสียงที่ได้ยิน เป็นเสียงจากหนูที่เข้ามาหาอาหาร กลิ่นอับนั้นเนื่องจากหลายวันก่อน มีคนมาดักหนูด้วยอาหารคลุกยาเบื่อ ทำให้หนูตาย และกำลังส่งกลิ่นเห็นพอดี ส่วนไฟที่เห็น เป็นหลอดไฟที่ต่อขั้วไม่ดี จึงทำให้มีการเรืองแสงออกมา แต่ก็จะติดๆ ดับ เป็นระยะ เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผยออกมาแล้ว เรายังกลัวอะไรอีก
ถึงตรงนี้ เราก็จะบอกกับตัวเองว่า โธ่ ไม่เห็นมีอะไรเลย กลัวไปได้!!! ใช่แล้ว ความเสี่ยงจำนวนมาก เรากลัวจากสิ่งที่เราไม่รู้ เลยไม่กล้าที่ลงมือทำ เพราะเราไม่รู้ว่า ลงมือแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ย้อนกลับมาสู่การเป็นผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการคือผู้ที่ริเริ่มแนวทางใหม่ๆ ในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายของตนเองที่ตั้งไว้ และแนวทางใหม่ๆ นี้ ไม่มีอดีตให้เรียนรู้แบบสุตรสำเร็จ หากแต่ราต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานของเรา ยิ่งเป็นแนวทาใหม่มาก หรือแปลกกว่าแต่ก่อนมากเท่าใด ยิ่งเหมือนกับห้องที่มืดมากขึ้นเท่านั้น แล้วเราหละกลัวอะไร
ความเสี่ยงที่เห็นตัวได้
ในวิชาการจัดการความเสี่ยงนั้น จะมีขั้นตอนง่ายๆ คือ ระบุความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจดำเนินการกับความเสี่ยง ความเสี่ยงในที่นี้มีความหมายว่า โอกาสในการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ ทั้งในทางบวก (ขายดีเกินไป) ทางลบ (ขาดทุน)
หลายคนสงสัยว่า ขายดีเกินไปเป็นความเสี่ยงได้อย่างไร ในเมื่อได้เงินเพิ่มขึ้น เป็นแน่นอน เพราะในความเป็นจริงแล้ว อะไรที่มากเกินไป ก็จะมีผลกระทบทางอ้อมกับเราในอนาคต เพราะเราเองไม่ได้เตรียมการรองรับเอาไว้ เช่น ร้านอาหาร ขายดีเกินไป ทำให้เกิดการรอคิว และต้องจัดการอารมณ์ของลูกค้า ในขณะที่การทำอาหารจะต้องมีการควบคุมคุณภาพของการผลิต ถ้าเร่งเกินไป อาหารที่ปรุงนั้น อาจจะไม่สุก หรือรสชาติไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น หรืออาจจะกระทบต่อความสะอาดของร้าน ตั้งแต่การการล้างจาน การเก็บทำความสะอาด การให้บริการต่างๆ
การจัดการความเสี่ยงแบบที่เห็นตัวได้นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สถานการณ์คือ ความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคตคด ความเสี่ยงที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น อาจปรากฎอยู่ในรู้ของความเสียหาย หรือสัญญาณแห่งความเสียหายก็ได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรหละว่าตอนนี้เรากำลังมีความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ อันนี้ไม่ยาก ให้เราพิจารณาดูว่า งานที่เรากำลังทำนั้น มีปัญหาหรือความอึดอัดเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีก็นั่นแหละความเสี่ยง จริงไม่ควรเรียกว่าความเสี่ยง แต่ต้องเรียกว่าภัย (Peril) หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว การจัดการความเสี่ยง ก็สามารถใช้คำถามดังต่อไปนี้ในการวิเคราะห์ต้นต่อแห่งความเสี่ยงที่แท้จริงคือ
ตอนนี้ จริงๆ เรากำลังเผชิญอะไรอยู่?
ในความเป็นจริง เราอยากได้อะไร?
แล้วเราต้องทำอะไรเพื่อให้ปัญหานั้นหมดไป?
ในความเป็นจริง ปัญหาที่เราเจออยู่นั้น ส่วนใหญ่ คนเราไม่สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงได้ และการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ ทำโดยการกำหนดเงื่อนไข หรือระเบียบเพื่อเอามาควบคุมพฤติกรรม การกระทำของคน และคิดว่าสิ่งนั้นเป็นการควบคุมปัญหา แต่ในความเป็นจริงนั้น ปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ เพียงแค่เป็นการควบคุมปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องการทุจริต คนทั่วไปมักจะมองว่าเป็นความเสี่ยง จึงต้องการจัดการปัญหาการทุจริต วิธีการที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ การออกกฎระเบียบเพื่อมาควบคุมไม่ให้คนทุจริต พร้อมทั้งต้องหน่วยงานการตรวจสอบการทุจริตอีกต่างหาก แล้วจริงๆ แล้วการทุจริตนั้น ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ระหว่าง กฎระเบียบที่หละหลวม หรือ คนที่มีความเห็นแก่ตัว
การทุจริต ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่เป็นเฉพาะคนบางคน แต่วิธีการของการจัดการปัญหาเรื่องนี้ โดยส่วนใหญ่กับการใช้การออกกฎระเบียบที่ต้องบังคับกับคนทุกคน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่ไม่ทุจริต กลับต้องทำงานลำบากขึ้น แต่คนที่ทุจริต ก็สามารถหาช่องทางในการทุจริตได้เหมือนเดิม สุดท้าย การจัดการเรื่องนี้ ก็เป็นการเพิ่มภาระงาน และต้นทุนในการทำงานมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ในการจัดการที่แท้จริง เราต้องค้นหาความต้องการที่แท้จริงก่อน เราต้องการอะไรกันแน่ จากนั้น เราถึงออกแบบการวิธีการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเราเอง ไม่ใช่การออกกฎระเบียบใหม่ แล้วมันต่างกันอย่างไรหละ การออกแบบระบบ เป็นการสร้างระบบงานใหม่ ทำให้เราจะได้ระบบงานที่เหมาะกับการทำงาน แต่การออกกฎระเบียบใหม่ เหมือนกับ เราเอาผ้าไปห่อก้อนหินที่เราไม่ต้องการเห็นเนื้อของก้อนหิน สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ก้อนหินจะมีขนาดใหญ่ และหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเพิ่มปัญหาที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป
สาเหตุของปัญหาแบบ SMOCK
เรามาพิจารณาประเด็นของปัญหาหรือความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งให้พิจารณาในกรอบของ SMOCK นั่นคือ
S = Strategy (กลยุทธ์)
M=Money (การเงิน)
O = Operation (การดำเนินการ)
C=Compliance (ระเบียบและกฎหมาย)
และ K=Knowledge (ความรู้)
S = Strategy (กลยุทธ์)
M=Money (การเงิน)
O = Operation (การดำเนินการ)
C=Compliance (ระเบียบและกฎหมาย)
และ K=Knowledge (ความรู้)
ความเสี่ยงทางกลยุทธ์ (Stretegy: S) หมายถึง กลยุทธ์ของการตั้งธุรกิจ หรือ การกำหนดทิศทางของชีวิต หรือ ของธุรกิจ ความเสี่ยงในที่นี้ เกิดขึ้นจาก ทิศทางของกลยุทธ์ว่ามีทิศทางไปทางใด และที่สำคัญไปกว่านั้น ทิศทางที่เรากำหนดนั้น เป็นทิศทาง ถูกต้อง สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะ ในการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ เป้าหมายนั้น จะสามารถสร้างกำไรในระยะยาวจนกระทั้งธุรกิจประสบความสำเร็จหรือไม่ ในอีกแง่หนึ่ง กลยุทธ์ของเรานั้นมีการปรับเปลี่ยนได้อย่างถูกต้องถูกเวลาหรือไม่ ทันต่อสถานการณ์หรือไม่ ถ้าใช่ สิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเสริมเราให้ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าไม่หละ ธุรกิจของเราจะเหมือนกับการหลงทางกลางทะเล ที่เราจะหาทิศทางในการเดินทางของเราไม่ได้เลย
เมื่อกล่าวถึงกลยุทธ์ก็ขออธิบายสักหน่อยเกี่ยวกับกลยุทธ์ ความหมายของกลยุทธ์ที่แท้จริงแล้ว หมายถึง วิธีการได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ คือการตั้งเป้าหมาย ดังที่เราได้กล่าวไว้ตั้งแต่ในบทที่ 3 แล้วว่า เป้าหมายคืิสิ่งยั่วยวนและทรงพลัง เมื่อเรามีเป้าหมาย เราเองต้องมีวิธีการได้มาซึ่งเป้าหมายนั้น เราเองจึงต้องมีแผนการในการดำเนินชีิวิตหรือดำเนินธุรกิจ เราจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ทำอะไรพร้อมกัน และทำอย่างไร สิ่งนี้เป็นภาพรวมๆ ของการดำเนินกลยุทธ์
แต่แผนการทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง สร้างมาจากมโนของเราเอง ซึ่งเมื่อเราเริ่มทำจริงและ เราจะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกต้องจนกว่าจะเราหยุดตัวเองและพิจารณาว่าเรากำลังทำอะไร ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาบ้าง เมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ความเสี่ยงของกลยุทธ์ จะพบได้ตอนนี้ วิธีการวัดความเสี่ยงคือ ให้เราเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้น กับสิ่งที่เราต้องการ ถ้าแตกต่างกันไม่มาก เรายังสามารถปรับตัวได้ แบบนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย เพราะความเสียหายยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าผลที่ได้ แตกต่างกับสิ่งที่ต้องการอย่างมาก นั้นหมายความว่า มีความเสี่ยงสูง และอาจจะเกิดผลกระทบ หรือความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น ความเสี่ยงทางด้านกลยุทธ์ จึงจำเป็นต้องหมั่นทบทวนบ่อยๆ เพราะ กลยุทธ์เป็นสิ่งที่จะต้องไม่ได้ แต่สร้างผลกระทบต่อตัวเราได้
ความเสี่ยงทางด้านการเงิน (Money: M) เงิน เป็นอะไรที่จำเป็น แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้ว เงินเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของสินค้าและบริการ แต่เงิน เป็นสิ่งที่ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ทรัพยากรต่างๆ ในการสร้างความสำเร็จให้มาสู่ชีวิตของเรา มักจะมีคำกล่าวว่า เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งได้ ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่เงินสามารถอำนวยให้เกิดเรื่องราวๆ ต่างๆ ได้อย่างมากมายในโลกนี้ ดังนั้น เราจะเป็นที่จะต้องรู้จักการจัดการเงิน ของเรา หรือของธุรกิจ หรือขององค์กร เพื่อให้สามารถบรรลุความต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องการเป็นศิลปินนักร้อง เราเองก็ต้องฝึกการร้องเพลง แน่นอนเราสามารถฝึกฝนด้วยตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม หาเรามีเงิน เราสามารถไปเรียนกับโค้ชด้านการร้องเพลง ย่อมทำให้เราสามารถเก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และการเรียนกับโค้ช ก็ต้องใช้เงิน บางคนอยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็ต้องใช้เงิน ต้องมีการลงทุน อย่างน้อย ขณะที่ฝึกทำอาหาร ค่าวัตถุดิบต่างๆ ก็ต้องใช้เงินซื้อหามา หรือ อย่างในมุมขององค์กร ถ้าเป็นองค์กรธุรกิจ หนีไม่พ้นเรื่องเงินอยู่แล้ว แต่ในกรณีองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร อย่างเช่น มูลนิธิ ก็ต้องใช้เงิน ตั้งแต่ค่าน้ำค่าไฟ ค่าคนทำงาน ค่าใช้จ่ายสารพัดเรื่องที่มูลนิธิต้องจ่าย เห็นไหม ยังไงเสีย เงินก็สำคัญกับทุกคน ทุกองค์กร
ความเสี่ยงทางการเงิน มีด้วยกันอยู่ 2 เรื่องใหญ่ เรื่องแรก หลายคนคงรู้จักกันดี คือเงินช็อต!!!! หรือเงินขาดมือ เชื่อว่า โดยส่วนใหญ่ของคนในสังคม จะมีประสบการณ์เกี่ยวกับเงินช็อต เงินช็อต ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงิน แต่หมายความว่า กระแสเงินสด ไม่เป็นไปตามต้องการ เหตุการณ์นี้ จะเกิดได้ง่ายมากกับคนที่ใช้จ่ายเงินโดยคาดว่า อนาคต จะมีเงินเข้ามาในแต่ละช่วงเวลา หหรือเรียกว่า หมุนเงิน และไม่มีแหล่งเงินสำรองในการหมุนเงิน เงินก็เลยช็อต เมื่อเงินช็อตแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ เชื่อว่า ประสบการณ์จะสามารถอธิบายได้ดีกว่าการเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ วิธีการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ หาแหล่งเงินทุนสำรอง ซึ่งเรามักจะพบบ่อยๆ กับพวกบัตรกดเงินสด สินเชื่อด่วน วิธีการนี้ เป็นวิธีที่ดีในการแก้ปัญหาระยะสั้น ขอย้ำว่าระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่ระยะยาว เพราะถ้าเราเกิดช็อตรอบสอง จะยุ่งกว่าเกิมเยอะ เพราะเป็นการช็อตจากการคืนเงินกู้ คราวนี้ จะมีทั้งเรื่องเครดิตประวัติการชำระ และเรื่องของคดีการฟ้องร้องจะยุ่งไปกันใหญ่
วิธีการแก้ปัญหาระยะสั้นแบบที่ 2 คืิอการสร้างเงินออก สูตรง่ายๆ ของการสร้างเงินออมคือ ให้มีเงินออมเท่ากับ จำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายเหมือนในชีวิตปกติ หรือการทำงานปกติอย่างน้อย 3 เดือน หรือเรียกว่า ถ้าไม่มีรายได้เข้ามาเลย แต่ยังมีรายจ่ายอยู่ ให้อยู่ให้ได้ 3 เดือน แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ต้องอยู่ให้ได้ 6 เดือน แบบนี้จะกลายเป็นแหล่งเงินสำรองที่ดี และยิ่งมีแหล่งเงินกู้สำรองด้วย รวมกันจะกลายเป็นแหล่งเงินที่มีแข็งแรงมาก
สำหรับการแก้ปัญหาทางการเงินในระยะยาวนั้นคือ
1. ใช้เงินเมื่อมีรายได้เข้ามาจริงๆ แล้ว ต้องรู้จักอดใจรอ
2. มีแหล่งรายได้หลายทาง เพื่อมั่นใจว่า จะได้รายได้อย่างสม่ำเสมอ
3. รู้จักการใช้จ่ายที่คุ้มค่า บางครั้งอาจจะจ่ายแพงกว่า แต่อยากจะมีความคุ้มค่า ทนทานมากกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในระยะยาวนั้นน้อยกว่าได้
4. มีเหตุผลแห่งความสำเร็จรองรับ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นทาสทางอารมณ์มากจนเกินไป
แต่ละคน จะมีวิธีการของตัวเองในการบริหารเงิน เพราะวิธีการใช้ชีวิต ไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่า จะต้องใช้กี่ข้อในการหาเงินระยะยาว และใช้อย่างละเท่าไหร่
ความเสี่ยงทางด้านปฏิบัติการ (Operation: O) ในการปฏิบัติการนั้น หมายถึงขั้นตอนในการทำงาน ซึ่งประกอบการด้วย 2 ส่วนคือ กระบวนการทำงาน (Process) และคนทำงาน (People) เพราะในการปฏิบัติการต้องอาศัยคน ไปทำให้การปฏิบัติงานสำเร็จลุล่วงได้
ความเสี่ยงเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน นั่นหมายถึง ขั้นตอนในการทงานอะไรทำก่อน อะไรทำหลัง ซึ่งอาจจะรวมถึงระบบการทำงานด้วยก็ได้ คำว่าระบบการทำงาน คือขั้นตอนในการทำงานที่ชัดเจน และสามารถทำซ้ำได้ โดยให้ผลการทำงานที่เหมือนเดิม ในความเสี่ยงของกระบวนการทำงานนั้น คือ ประสิทธิภาพของการทำงาน (ต้นทุน) และประสิทธิผลของการทำงาน (ผลลัพธ์) ในกระบวนการทำงานบางครั้ง อาจจะต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย หรือมีจุดรั่วไหลเยอะมากกว่าจะสามารถทำงานให้สำเร็จตามที่ต้องการได้ นั่นคือ ประสิทธิภาพ ในการทำงาน เราเอง ต้องเรียนรู้ว่า สิ่งไหนเป็นสิ่งสำคัญ และสามารถปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่อ การทำงานทำถึงขีดสุดของประสิทธิภาพหรือเรียกว่า จุดต่ำสุดของต้นทุนในขณะนั้น แต่คนอื่น สามารถทำต้นทุนได้ต้ำกว่า เร็วกว่า เราเองก็จะเริ่มสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน ยิ่งเรามีความแต่งต่างจากคนอื่นมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นความเสียได้ได้มากเท่านั้น เช่น หากเราต้องทำงาน 1 ชิ้น ใช้เวลา 8 ชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นใช้เวลา 5 ชั่วโมง ทีีได้งานเหมือนกัน และคุณภาพเท่านั้น ตรงนี้ เราเอง จะเริ่มเสียเปรียบทั้ง ความพอใจของลูกค้า และการรับงานเพิ่มของเราเอง
วิธีการจัดการความเสี่ยงด้านกระบวนการคือ หาเหตุผลของแต่ละขั้นตอน ว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เราสามารถเห็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในวิธีการนี้ได้ หาเราทำถึงที่สุดแล้วจำเ)็นต้องใช้การสร้างนวัตกรรมในการดำเนินการให้ได้ผลงานที่เท่าเดิมหรือดีว่าโดยที่มีต้นทุนที่ต่ำลง
ความเสี่ยงด้านบุคคล (People) ในมุมนี้ จะหมายถึง การสูญเสียคน หรือการขาดแคลนคน หรือการสูญเสียคนที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถออกจากองค์กร ตัวเรา ซึ่งบุคคลเหล่านี้ เป็นบุคคลที่จะช่วยทำให้ระบบทำงานราบรื่น ในประเด็นเรื่องนี้ เราน่าจะเรียกความเสียหายมากกว่าความเสี่ยง เพราะมุมนี้จะมองแต่เรื่องทางลบมากกว่า นอกจากการสูญเสียคนเก่ง คนมีความสามารถ และคนมีฝีมือแล้ว ยังมีเรื่อง การใช้คนไม่ถูกกับความสามารถ บางคนเก่งเรื่องงานขาย แต่กลับให้มาทำงานสายการผลิต บางคนเก่งเรื่องงานเอกสาร แต่กลับให้มาทำงานด้านการใช้ร่างกาย ในมุมนี้นับว่าเป็นความเรื่องการใช้คนไม่เต็มตามความสามารถของเขา
เรื่องการใช้คนไม่เต็มตามความสามารถของคนนั้น กลับจะมีความเสี่ยงแฝงอยู่ภายในอีกเรื่องคือ ความเสี่ยงในการสูญเสียคน เพราะในเมื่อคนไม่ได้ทำงานตามความถนัดของตนเอง ย่อมจะไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่ว่าขอจะทำงานแัจจุบันได้ดีมากขนาดไหนก็ตาม สุดท้ายคนเราจะไปหาสิ่งที่ตัวเองเรียกว่าความสุขอยู่ดี
ความเสี่ยงเรื่องที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับคน คือความเสี่ยงทางด้านคุณธรรมจริยธรรม เรื่องนี้ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลจริงๆ ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องนี้ได้ แต่เราสามารถใช้เรื่องของภาวะผู้นำ (ที่จะเล่าให้ฟังในบทต่อไป) มาช่วยควบคุมพฤติกรรมของคนที่อยู่รอบข้างเราได้ และภาวะผู้นำเอง ยังสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนที่อยู่รอบข้างเราได้อีกด้วย
ความเสี่ยงทางด้านกฎระเบียบ (Compliance: C) ในความหมายของความเสี่ยงในที่นี้ ให้หมายถึงภาพใหญ่ของธุรกิจ หรือองค์กร ว่า สิ่งที่องค์กรทำนั้น ได้มีการละเมิด หรือขัดต่อระเบียบข้อบังคับอะไรบ้าง โดยหาพบว่ามีการขัดต่อข้อบังคับอะไร ต้องรับปรับเปลี่ยนแก้ไขโดนทันที จะอ้างว่าไม่รู้นั้นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการทำผิดเกี่ยวกับกฎหมาย มีบทเรียนจำนวนมากที่ได้ให้ตัวอย่างเอาไว้ ว่าเราจะเป็นคนเก่งขนาดไหน แต่ถ้ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทุกอย่างก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต มีโอกาสเจอทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา
เรื่องนี้ ต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนกว่า ในการตัดสินใจอะไร เริ่มต้นทำอะไร ต้องเรียนรู้ระเบียบข้อบังคับ จารีต ประเพณี ความเชื่อของบุคคล องค์กร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม ยิ่งธุรกิจการงานของเรากว้างเท่าใก หรือยิ่งมีผลกระทบต่อคนกว้างเท่าใด ก็ยิ่งจะต้องมีการศึกษาความเสี่ยงทางด้านกฎระเบียนข้อบังคับให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ความเสี่ยงทางด้านความรู้ (Knowledge: K) เรื่องความเสี่ยงทางด้านความรู้นั้น เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการที่เรารู้หรือไม่รู้ รู้จริงหรือรู้ไม่จริง รู้ครบหรือรู้ไม่ครบ เพราะทั้งหมดนี้ เรียกว่าเรารู้ในสิ่งที่ถูกต้อง หรือรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากความรู้จะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราตัดสินใจ และดำเนินชีวิตของเราได้อย่างถูกต้อง มีหลักการ มีข้อมูล ไม่ต้องมโนไปเอง
การรู้หรือไม่รู้ เรื่องนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องความรู้ คือ เรารู้หรือยังว่าเรายังไม่รู้อะไร ที่จะส่งผลให้งาน และชีวิตของเราบรรลุผลสำเร็จ ถ้าเรารู้ว่าเรายังไม่รู้อะไร ถือว่าโชคดีแล้ว และสิ่งที่เราต้องทำคือ ทำอย่างไรถึงจะให้รู้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ ไม่รู้แล้วคิดว่าตัวเองรู้ โรคแบบนี้ แก้ไขได้โดยการฟัง และฟัง และฟัง ฟังเพื่อถามตัวเองว่า ที่เรารู้อยู่นั้น เป็นสิ่งที่เรารู้แล้วจริงๆ หรือ
การรู้จริงหรือไม่รู้จริง บางครั้งเราเชื่อว่าเรารู้แล้ว แต่สิ่งที่รู้มานั้น เป็นข้อมูลเท็จ เรียกว่ามีแต่ข้อเท็จ ไม่มีข้อจริง แบบนี้อันตรายกว่าการที่ไม่รู้อีก เพราะการที่เราคิดว่าไม่รู้ เรายังไม่กล้าตัดสินใจ แต่การที่เราคิดว่ารู้แล้ว เราจะกล้าตัดสินใจ แต่เป็นการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
รู้ครบหรือรู้ไม่ครบ ข้อนี้ก็เป็นอันตรายอีกประการหนึ่ง เพราะความรู้ ข้อมูล ข่าวสารนั้นมีด้วยกันอยู่หลายมิติ บางครั้งรู้เพียงด้านเดียว แล้วนำไปตัดสินใจ การผิดพลาดในการตัดสินใจจึงมีสูง ในการรู้ครบหรือไม่ครบ มองได้เป็น แง่มุมต่างๆ ของความรู้ และเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ได้มีการเพิ่มพูนความรู้หรือไม่ เพราะความรู้ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
การวางแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ งบประมาณเป็นแผนที่ทุกองค์กรต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นแผนที่ควบคุมการรับเงินและการจ่ายเงินขององค...
-
ความลับของคนเก่งคิด #Competency #SkillUp คนคิดเก่งคือคนฉลาด หลายคนว่าแบบนั้น มันก็จริง แต่อะไรหละที่ทำให้คนนั้นฉลาดกว่าคนอื่น . ความฉลาดเกิ...
-
จินตนาการ พลังมหัศจรรย์จากภายใน จินตานาการ แหล่งการสร้างสรรของมนุษย์จากภายใน ความหมายของจินตนาการทุกคนจะเข้าใจดี แต่การมีจินตนาก...


