วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564

Corporate Culture กับ Branding แท้จริงแล้วเรื่องเดียวกัน

 


ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายองค์กรพยายามจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้องค์กรมีคนที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กันจนกลายเป็นคนที่องค์กรต้องการ และหวังผลออกไปว่าคนเหล่านี้จะสร้างลักษระขององค์กร สร้างกำไร และสร้างการเติบโตในอนาคต นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการปรับตัวในสภาวะของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ข้อมูลข่าวสาร จนกลายเป็น VUCA World โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน (Volatility) โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty) โลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน (Complexity) และโลกที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ (Ambiguity)

.

แต่หลายๆ องค์กรกลับลืมไปว่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรนั้น คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทั้งองค์กรให้มีพฤติกรรมที่คล้ายๆ กัน จนกลายเป็นบุคคลของคนทั้งองค์กร แต่หลายองค์กรเจอปัญหาว่า สร้างพฤติกรรมที่ต้องการไม่ได้ หรือ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เป้นทางเดียวกัน

.

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะต้องมีองค์ประกอบเพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง 2 อย่างคือ


ปัจจัยกระตุ้นในระดับบุคคล หรือ แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พูดง่ายๆ ว่า เปลี่ยนแล้วได้อะไร มนุษย์จะมองกลับมาที่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต่างอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ของตัวเอง เช่นประโยชน์ทางร่างกาย การเงิน หรือประโยชน์ทางอารมณ์ ความสุขจากการได้รับและการให้


ปัจจัยปลายทางของการเปลี่ยนแปลง หรือ เป้าหมายปลายทางหลังจากการเปลี่ยนแปลง พูดอีกมุมคือเปลี่ยนเป็นอะไรแบบที่เข้าใจง่ายๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ต้องการเป้าหมายใหม่มาช่วยกำหนดขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ทุกคนต้องการความมั่นคงความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยืดหยุ่นขนาดไหน ต่างก็ต้องกลับมาหาความมั่นคง การมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้การเปลี่ยนแปลงมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

.

กลับมาที่ Branding คือบุคลิกของสินค้า บริการ และองค์กร นั้นคือสิ่งที่ผู้คนรับรู้ได้ว่าสินค้า บริการ หรือองค์กรนี้หากเปรียบเป็นคนแล้ว จะหมายถึงคนแบบไหนที่มีความโดดเด่น และชัดเจน แล้วการสร้าง Branding ก็ไม่ใช่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว เพราะนั้นเป็นความพยายามในการบอก แต่การรับรู้จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีแค่ปัจจัยในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการแสดงออกในทุกด้าน ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ การจัดแสดงสินค้า พนักงานทุกคน การออกแบบร้าน โดยเฉพาะตัวผู้บริหารที่ต้องแบรนด์ในตัวเองอย่างตลอดเวลาว่าเป็นคนแบบไหน ทำงานอย่างไร ส่งมอบ สื่อสาร แสดงออกอะไรให้กับคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา

.

เห็นหรือไม่ว่า Branding และ วัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องเดียวกัน คือพฤติกรรมของคน ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ต้องควบคู่ไปกับการสร้าง Brand เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ และทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างเกิดจากการกำกับ ส่งเสริม พัฒนาจากผู้บริหารทั้งสิ้น ไม่มีทางเลยที่จะปล่อยให้พนักงานระดับล่างพัฒนากันเองได้ เพราะอำนาจสุงสุด ความเป็นเจ้าของสูงสุด อยู่ที่ผู้บริหารทั้งนั้น องค์กรจะเป็นอย่างไร ผู้บริหารคือคนเลือกและพาไป

.

ดร.นารา กิตติเมธีกุล

นักพัฒนาศักยภาพมนุษย์และธุรกิจ

ที่ปรึกษา วิทยากร อาจารย์พิเศษ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย


#พัฒนาธุรกิจ #การตลาด #วัฒนธรรมองค์กร #แบรนด์ดิ่ง

#การทำธุรกิจ #การบริหาร

#การเปลี่ยนพฤติกรรม



วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เสนอแนวคิดในการใช้วิกฤติโควิตเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศ

จากการที่มองการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยเงินกู้ 1.9 ล้านล้าน แบ่งเป็น 1 ล้านล้านใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีก 9 แสนล้าน เป็นการบริหารการเงิน ซึ่งมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่รัฐบาลพยายามใช้เรื่องของการกระตุ้นการบริโภค การซื้อสินค้าเพื่อการบริโภค การท่องเที่ยวภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เราเที่ยวด้วยกัน จ่ายคนละครึ่ง เงินที่ให้กับบัตรสวัสดิการของรัฐ ช็อปชดีมีคืน ซึ่งก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ (ทางทฤษฎี)


แม้ว่าจะยังมีมาตรการในโครงการต่างๆ เช่น โครงการ Soft Loan โครงการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน กระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ เพิ่มความสะดวกในการให้บริการของภาครัฐ เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในการลงทุน

ดูไปแล้วก็ดูเหมือนจะครอบคลุม แต่อย่างไรก็ตาม เราควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มการบริโภคที่สูงเกินไปจนเข้าสู่การตกต่ำเป็นวัฎจักรทางเศรษฐกิจในรูปแบบของปกติ

ปัญหาทางเศรษฐกิจตอนนี้คือ คนไม่สามารถเดินทางไปมาหากันได้ ต่างชาติไม่สามารถเข้าประเทศได้ และคนในชาติไม่สามารถออกไปต่างประเทศได้ ดังนั้น การเจรจาเพื่อการลงทุน ก็จะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้น วิธีการการคิดเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการดั่งเดิม อาจจะไม่ตรงดจทย์อีกต่อไป

สิ่งที่ควรจะมีเพื่อการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจระยะยาวคือ การออกแบบสัดส่วนของ GDP และ อัตราการเติบโตของ GDP ควบคู่กับการสร้างตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจตัวอื่นควบคู่กันไป

สาเหตุเบื้องหลังของแนวคิดนี้ มีด้วยกัน 3 เหตุผลคือ
1 GDP ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่ดีอีกต่อไป เนื่องจากการดำรงชีวิตเริ่มเพิ่งพาเงินน้อยลง มีการผลิตเพื่อการบริโภคมากขึ้น หรือเกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่ผู้คนไม่มีเงิน จึงดิ้นรนใช้วิธีการอื่นเพื่อการอยู่รอดแล้ว
2 ประเทศไทย ยังขาดเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและการผลิตในประเทศ สังเกตุได้จากการนำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักจากต่างประเทศมากกว่าผลิตเองด้วยเทคโนโลยีของคนไทย นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจะค้าขายเก่งขนาดไหน ก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอยู่ดี
3 ประเทศไทยไม่มีทิศทางการสร้างความเข้มแข็งที่ต้องการให้เป็นในอนาคตอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาหลายๆ ปี ได้แต่เน้นการใช้สิ่งที่มีอยู่ตัวกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การเกษตร แและอาหาร เป็นต้น แต่ ไม่เคยปรากฎแนวทางชัดเจนว่า จะต้องพัฒนาไปถึงจุดไหน ที่ทั้งโลกต้องการพึ่งพา ทั้งในสภาวะปกติ และสภาวะวิกฤติ

ในภาวะวิกฤติแบบนี้ ย่อมมีหลายธุรกิจที่ต้องออกจากตลาดไปเพราะไม่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงได้ และยังมีโอกาสทางธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมากที่รอการตอบสนองจากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้คน

ธุรกิจไหนที่ตาย ก็ควรต้องพิจารณาว่าจะเลิกอย่างไรให้กระทบกับชีวิตคนให้น้อยที่สุด พร้อมกับเปลี่ยนและเสริมสร้างจุดแข็งของคน ของอุตสาหกรรม เพื่อรอบรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ส่วนธุรกิจไหนที่ไปได้ แต่ศักยภาพยังไม่รอบรับ ต้องมาพิจารณาการปรับปรุง และเพิ่มศักยภาพให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับอนาคต

ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยประกาศว่าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือที่เรียกว่า NIC ซึ่งนับว่าเป็นเพียงครั้งเดียวที่ประเทศที่ทิศทางในการพัฒนาที่ชัดเจน หลังจากนั้น มีแต่วิธีการพัฒนาที่อาศัยจุดเด่นที่มีอยู่แล้วเท่านั้น

ยุทศาสตร์ชาติ ด้วยการกำหนดสัดส่วนของ GDP นั้น จะต้องกำหนดว่า GDP จะเกิดจากอะไร เมื่อไหร่ และเป็นไปอย่างไรในอนาคต เพื่อให้มีทิศทางการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสร้างเทคโนโลยีเพียงพอ มีทิศทาง

โลกของเรายุคใหม่ เราไม่สามารถอยู่แบบ เหมาหมดทุกด้านได้ แต่ต้องมีทิศทางชัดเจน มีขั้นตอน และทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันกับคนในชาติ

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เมื่อเงินเฟ้อไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงทางเศรษฐกิจ

ในการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลกย่อมมีการสร้างผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ นับตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินโดยการใช้ระบบการเงินมาตรฐานทองคำในปี 1870 เป็นระบบแรกของการเงินระหว่างประเทศ โดยการอ้างอิงค่าเงินของแต่ละประเทศไว้กับทองคำ ระบบนี้ใช้งานได้ดีเมื่อโลกอยู่ในสภาวะสงบสุขและการนำเข้าส่งออกทองคำยังสามารถทำงานได้เป็นปกติ 

.

ระบบมาตรฐานทองคำ อธิบายง่ายๆ คือการผลิตเงินให้ได้เท่ากับจำนวนทองคำที่เอามาสำรองเอาไว้ในคลัง และเวลาแลกเปลี่ยนกัน ก็จะมีการคำนวนค่าตามปริมาณทองคำ หรือปริมาณเงินก็จะไปสะท้องปริมาณทองคำด้วย แต่ระบบนี้เกิดปัญหาขึ้นในช่วงสงครามดลกครั้งที่ 2 เพราะการเคลื่อนย้ายทองคำไม่เป็นไปตามปกติ หลังจากนั้น มีความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้นในปริมาณมากๆ หลักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเกิดเศรษฐกิจเติบโด และทองคำไม่สามารถผลิตออกมาได้ทันต่อความต้องการปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ระบบนี้จึงขาดความยืดหยุ่นได้ จึงต้องหาทางการเทียบค่าปริมาณเงินด้วยระบบอื่นแทน

.

ระบบการเงินจึงได้มีการพัฒนามากขึ้นได้มีการให้ความสำคัญทางการบริหารเงินมากขึ้น เพราะเงินถือว่าเป็นตัวแทนของการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ มีความคล่องตัว มากในการใช้เงินเป็นสื่อกลาง จนในปี 1936 ได้มีงานตีพิมพ์ เรื่อง The General Theory of Employment, Interest and Money โดย จอห์น เมนาร์ท เคนส์ เป็นการอธิบายสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศอังกฤษ ที่ใช้แนวคิดจากแต่เดิมว่า ในระบบเศรษฐกิจ จะไม่มีทางมีอุปทานส่วนเกิน เพราะมือที่มองไม่เห็นจะจัดการอุปสงค์และอุปทานเหล่านั้นให้เข้าสมดุลย์เสมอ

.

แนวคิดของ เคนส์ ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ปริมาณเงิน อัตราดอกเบี้ย ในการควบคุมการจัดการอุปสงค์และอุปทาน เพราะเชื่อว่า มีกลไกทางการเงินสามารถช่วยให้คนตัดสินใจเพิ่ม-ลด การบริโภค หรือ การผลิตได้ โดยรัฐบาลและธนาคารกลางเป็นผู้กำกับดูแล นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ทุกคนให้ความสำคัญกับเงิน และเงินจึงหลายเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง

.

จากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 100 ปีที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับจำนวนเงินในการบริหารทางเศรษฐกิจ จนสร้างเครื่องมือมาวัดความมั่งคั่งโดยเน้นการวัดด้วยปริมาณเงินเป็นหลัก เช่น GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ, NI หรือ รายได้ประชาชาติ, อัตราหนี้สาธรณะ, อัตราหนี้ควรเรือน, ตัวทวีของปริมาณเงิน, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย, อัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย เป็นต้น ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการเพิ่มขนาดของ GDP ในแต่ละประเทศ และเพิ่มขนาดของ GDP per Capita หรือ รายไ้ด้ต่อหัว

.

เครื่องมือท่สำคัญที่ช่วยให้อัตราการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นคือเงินเฟ้อ โดยนักเศรษฐศาสตร์ให้ข้ออ้างว่า เงินเฟ้อเป็นแรงจูงใจในการผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และด้วยเงินเฟ้อนี้เอง ทำให้ระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเดิมก่อนช่วง ปี 1900 มีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5-1.5% ต่อปี เป็น 3.5-5% ต่อปี และมีบางประเทศ สามารถสร้างเรื่องมหัศจรรย์ได้คือการเติบโตที่ 10% ขึ้นไปต่อปี ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการใช้นยบายทางการเงิน ร่วมกับนโยบายการผลิต เพื่อเร่งให้เกิดการลงทุนโดยดารใช้กลไกทางการเงินเป็นสื่อกลาง

.

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ปี 1999 อัตราเงินเฟ้อในโลกกลับลดลง อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 6-8% ลงมาเหลือ 2-3% ต่อปี สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ ที่ลดลง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของขนาดธุรกิจ การเข้ามาใหม่ของธุรกิจทั่วโลก รวมไปถึงการเกิดเทคโนโลยีใหม่ทางด้านพลังงาน ทำให้อัตราค่าพลังงานลดลง ดังนั้น ราคาสินค้าที่เกิดขึ้นจึงมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยลง เพราะทุกคนต่างมุ่งเน้นการผลิตที่ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สุดท้ายราคาของสินค้าและบริการหลายๆ ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารสด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าทางเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง และสินที่ที่มีแนวโน้มการผูกขาดยังสามารถเพิ่มราคาในแต่ละปีได้ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่ถูกบีบให้ขึ้นน้อยมาก คือ ราคาของแรงงานไร้ฝีมือ และ กึ่งมีฝีมือ เพราะเป็นต้นอย่างแรกๆ ที่ภาคธุรกิจจะพยายามควบคุม เนื่องจาก เห้นว่า เป็นส่วนที่สร้างภาระทางต้นทุนมากที่สุด

.

วัฎจักรของเงินเฟ้อเริ่มถูกทำลาย เพราะการบีบของต้นทุน และราคาที่มีการแข่งขันจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนธุรกิจขนาดเล็ก โดยเแฑาะเมื่อเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น ดังนั้น การใช้การเติบโตของ GDP ที่มีการแฝงเอาไว้ด้วยอัตราเงินเฟ้อนั้น ไม่มีความแม่นยำในการวัดความมั่งคั่งของประชาชนอีกต่อไป 

.

คำถามที่สำคัญว่า อะไรเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งที่แท้จริงของมนุษย์

.

คำตอบนั้น ต้องย้อนกลับไปที่พื้นฐานที่แท้จริงของการสร้างสังคมมนุษย์ สิ่งนั้นคือความมั่นคงทางการใช้ชีวิต ของมนุษย์ ความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ความสามารถในการหาพลังงานในการดำรงชีวิต การรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจของมนุษย์ให้มีความสุข กล่าวรวมๆ คือ การกินดีอยู่ดี ภายในบริบทของเทคโนโลยีขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่า เงินเฟ้อ กลับไม่มีประโยชน์อย่างแท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจ

.

ผู้จัดทำนโยบาย ต้องเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีความชัดเจนในการมุ่งหาการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมในระยะยาว ต้องเฉียบคมในการอ่านภาพอนาคตต่อการเปลี่ยนแปลงที่ระบบการเงินไม่มีความสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เงินกลับกลายเป็นแค่เครื่องมือช่วยในการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่งของมนุษย์เท่านั้น

.

สิ่งเหล่านี้จะมาอยู่ในรูปแบบของเงินดิจิตัล ที่มีหลายๆ ค่ายกำลังพยายามสร้างขึ้นมา นั้นหมายความว่า การก้าวข้ามการบริหารเงินกำลังจะเกิดขึ้น และการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่งหรือความกินดีอยู่ดีนั้น จะทำได้ง่ายขั้นด้วยเทคโนโลยี อุปสงค์และอุปทานต่างๆ จะพบกันได้ง่ายขึ้น ผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิตัลที่กำลังทวีความเข้มข้นในการพัฒนาไปมากยิ่งขึ้น

.

เงินเฟ้อ GDP ปริมาณเงิน จึงไม่ใช่เครื่องมือที่เป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญอีกแต่ไป หากวันนี้ ในปี 2020 กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายตัวกลางในการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่งของโลก

.

.

ดร.นารา กิตติเมธีกุล

พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul

รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ




วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เมื่อ โควิด-19 ทำให้รู้ว่า GDP ไม่ได้วัดความมั่งคั่งได้อีกต่อไป

 เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกต่างหยุดชะงักทั้งทางด้านการเดินทาง กิจกรรมต่างๆ และสภาวะเศรษฐกิจ สาเหตุหลักๆ คือ มนุษญ์ไม่สามารถเดินทาง และมาพบปะกันได้ การเกิดกิจกรรมทางกายภาพจึงต้องหยุดไปอย่างทันที ธุรกิจจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัว ปรับเปลี่ยนได้ ก็ประสบปัญหาทางธุรกิจ

.

หากมาคิดให้ลึกลงไปการเกิดปัญหาสภาวะเศรษฐกิจนั้นคือ การที่คน ธุรกิจ และประเทศมีปริมาณเงินหมุนเวียนน้อยลง หรือบางแห่งอาจะถึงขั้นไม่มีเลย เพราะไม่สามารถมีธุรกรรมแลกเปลี่ยนในทางเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้

.

การปรับตัวของประเทศ ที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางการเกษตร ก็กลับมาเน้นการบริโภคภายในประเทศ หรือเรียกให้เข้าใจได้ง่ายกว่านั้นคือ การผลิตเองใช้เองภายในประเทศ การสร้างบริการเองในประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศ จะสังเกตุได้ว่า ประเทศที่มีฐานการผลิตในประเทศที่แข็งแกร่ง ที่สามารถผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของประชาชนในประเทศได้มากเท่าใด ประเทศเหล่านั้น ได้รับผลกระทบไม่หนักเท่ากับประเทศที่ต้องอาศัยการส่งออกเป็นหลัก หรือ การท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะประเทศที่มีการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศ (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาติ : GDP)

.

ความเปราะบางหรือความสามารถในการทนรับกับวิกฤติของประเทศได้คือ ประเทศสามารถเลี้ยงตัวเอง และมีความมั่นคงทางอาหารขนาดไหน หรือจำเป็นต้องพึ่งพาการเคลื่อนไหวของเงินและผู้คนจากต่างประเทศเป็นหลัก หากพิจารณาง่ายๆ คือ เมื่อประเทศต้องปิดประเทศลงแล้ว ประชาชนอดอยากขนาดไหน อาหารที่สามารถนำมาหล่อเลี้ยงประชาชนนั้น เพียงพอขนาดไหน กลุ่มประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในเช่น จีน เยอรมัน เป็นต้น เพราะเป็นประเทศที่ที่มีทั้งอุตสาหกรรม การเกษตร และสามารถพึ่งพาตัวเองได้แม้ว่าไม่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ ส่วนประเทศที่มีความเปราะบางมาก อย่างเช่น มัลดีฟส์ ที่รายได้ส่วนใหญ่ เป็นรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และมีการเกษตรในขนาดที่เล็กมาก จนต้องนำเข้าอาหารส่วนใหญ่มาจากอินเดีย และบังคลาเทศ

.

ในอีกกลุ่มประเทศที่มีพื้นฐานของประชากรส่วนใหญ่อยู่ภาคการเกษตร กลุ่มประเทศเหล่านี้ ก็มีการปรับลดลงของ GDP เช่นเดียวกัน เพราะยังคงมีบางส่วนที่อาศัยการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยการใช้ตัวเงินเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน แต่ประเทศเหล่านี้ กลับมีความมั่นคงทางอาหาร เพราะสามารถผลิตอาหารเองได้ กลุ่มประเทศเหล่านี้ แม้ว่าประชาชนอาจจะไม่มีใช้สินค้าบางประเทศ แต่ก็ยังมีกิน เพราะสามารถผลิตอาหารที่มีความหลากหลายได้ในประเทศของตัวเอง อย่างประเทศ CLMV หรือประเทศที่มีระบบค่อนข้างปิดตัวเองอยู่แล้ว อย่างเช่น ภูฏาน (Bhutan) เป็นประเทศที่ไม่ได้พึ่งพา GDP เป็นเครื่องมือชี้วัดหลักในการพัฒนาประเทศ แต่กลับใช้ GHP เป็นดัชนี้ชี้วัดการพัฒนาประเทศ

.

นอกจากการปรับตัวของภาคธุรกิจแล้ว ยังมีการปรับตัวเพื่อการเอาตัวรอดของผู้คนคือการประหยัดและทำการผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อการบริโภคด้วยตัวเองมากขึ้น เหตุการณ์แบบนี้เรียกว่า Procumer ผลิตเพื่อการบริโภค มาจากคำว่า Produce และ Consumer เช่น การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อการบริโภคในครัวเรือน เป็นการลดค่าใช้จ่าย หรือการ ลงมือซ่อมบ้าน สร้างเครื่องใช้ในบ้านด้วยตัวเอง การทำอาหารเอง อย่างเช่นที่ผ่านมา ในประเทศไทย หม้อทอดไร้น้ำมัน ขายดีมาก เพราะทุกคนหันมาทำอาหารเองที่บ้าน

.

ผลกระทบของ Procumer ที่มีต่อระบบเศณษฐกิจ คือ การลดลงของ GDP เนื่องจากประชาชนมีการบริโภคโดยไม่ได้ใช้เงินเป็นสื่อกลางมากขึ้น แต่กลับมีการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่ง เพราะประชาชนสามารถบริโภคได้มากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้เงิน นั่นหมายความว่า จะเกิดความย้อนแย้งของระบบเศรษฐกิจ 2 ระบบในสังคมเดียวกัน โดยเฉพาะในประเทศที่อาศัยระบบการวัดความมั่งคั่งด้วย GDP เป็นหลัก ความย้อนแย้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในะระบบการเงิน และสถาบันการเงิน เพราะเป็นหน่วยงานที่เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยนด้วยเงิน และ กระตุ้นการเติบโตด้วยการเพิ่มปริมาณการหมุนเวียนของเงิน (หากใครสงสัยให้กลับไปดูเรื่องการเพิ่มปริมาณจากการปล่อยสินเชื่อในวิชาเศรษฐศาสตร์มหาภาค)

.

ความท้าทายของการดูแลระบบเศรษฐกิจในยุคหลังจากนี้ไป ผู้คนเริ่มมีแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการพึ่งพาการเงิน เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเข้าสู่ภาคการผลิตในครัวเรือนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การออกแบบความสามารถและทักษะของคนในประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ต้องออกแบบให้สามารถทำได้หลายอย่างในคนคนเดียว และมีอย่างน้อย 1 อย่างที่เก่งกว่าคนอื่น หมายความว่า ระบบการศึกษาต้องมีการออกแบบใหม่ โดยการให้การศึกษาในระบบ เป็นการสร้างความสามารถที่รอบด้าน และเสริด้วยการศึกษานอกระบบที่ให้เกิดความสามารถที่โดดเด่นมายิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงการผลิต จากการมุ่งเน้นการผลิตแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ไปสู่การผลิตหลายอย่าง และสร้างการประหยัดในการผลิตจากประสิทธิภาพแม้ว่าจะมีการผลิตแต่เพียงน้อยชิ้นก็ตาม

.

ทิศทางขององค์กรธุรกิจ จะมีขนาดเล็กลง มีความเป็นอิสระสูงขึ้น และมีการรวมตัวในรูปแบบของพันธมิตรมากกว่า การจัดตั้งเป็นองค์กรเดียวมากขึ้น เพราะทุกคน จะผันตัวมาเป็นหน่วยการผลิตมากขึ้น ส่วนเรื่องการแลกเปลี่ยนนั้น มีแนวโน้มในการแลกเปลี่ยนด้วยตัวสินค้า เทคโนโลยี และแรงงานโดยตรงมากขึ้น มากกว่า แลกเปลี่ยนด้วยสินค้า ผู้คนจะเริ่มวัดมูลค่าของสิ่งที่มาแลกเปลี่ยนน้อยลง แต่กลับมีคำว่าช่วยๆ กันมากขึ้น เช่น การทำงานเพื่อแลกกับเครือข่ายทางธุรกิจ การทำงานเพื่อแลกกับการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถวัดมูลค่าได้ และที่สำคัญ ต้นทุนของผู้ให้ กับมูลค่าของผู้รับ ไม่เท่ากัน

.

ระบบการวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่อาจวัดได้ด้วย GDP แต่เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สังคมกลับมีมิติของความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทรัพย์สินที่มีตัวตนจะน้อยลง ไปเป็นการแฝงเอาไว้กับทรัพย์สินชนิดอื่นๆ มากยิ่งขึ้น เช่น สำนักงานจะมีน้อยลง กลับไปใช้ร่วมกับ พื้นที่ในบ้าน ร้านกาแฟ หรือ ห้องสำนักงานให้เช่าชั่วคราวรายชั่วโมง มากขึ้น ดังนั้น มิติการวัดของการเติบโตทางเศรษฐกิจ คงตั้งวัดที่ตัวความมั่งคั่งที่แท้จริงดังต่อไปนี้มากกว่า GDP

1. มูลค่าทรัพย์สินรวมรวมสุทธิภาคประชาชน หรือ ปริมาณเงินของภาคประชาชนหักด้วย หนี้ภาคประชาชน

2. มุลค่าทรัพย์สินรวมสุทธิภาคธุรกิจ หรือ ปริมาณทรัพย์สินของภาคธุรกิจหักด้วยหนี้ภาคธุรกิจ

3. ปริมาณพลังงานสุทธิในการบริโภค หรือ จำนวนพลังงานเฉลี่ยต่อคนต่อวันในการรับเข้าร่างกาย เทียบกับปริมาณพลังงานที่ต้องใช้ไปในแต่ละวัน ไม่รวมการออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก

4. มูลค่าปัจจุบันสุทธิในการศึกษา หรือ ความสามารถในการหาคุณค่าในชีวิตเมื่อเทียบกับการลงทุนเพื่อการศึกษาและการพัฒนาตัวเอง

ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการประเมินร่วมกับ GDP ของประเทศ เป็นการวัดความมั่งคั่งของมนุษย์ในอีกมุมมองที่มีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น

.

นอกจากนั้น การออกแบบระบบการผลิตในประเทศ ของแต่ละประเทศ ต้องสร้างให้มีการกระจายตัวอย่างสมดุล โดยมีบางอุตสาหกรรมเป็นแกนหลักในการค้ำจุนระบบเศรษฐกิจ ที่มีความเข้มแข็ง ไม่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมใดใด มากจนเกินไปอีก เช่น เรื่องของการท่องเที่ยว ก็ควรต้องมีการกระจายความเสี่ยงของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการเชื่อมโยงกับภาคอื่นที่เป็นแกนหลักของท้องถิ่น

.

หรือการพัฒนาภาคการเกษตร หากแก้ปัญหาเฉพาะด้านราคา ก็จะกลายเป็นปัญหาที่วนเวียนกลับมาในอนาคตอีก เพราะราคานั้น ขึ้นลงตามสภาพของตลาด หรือเจ้าตลาด ดังนั้น การสร้างระบบการเกษตรที่มีความเข้มแข็งก็เป็นการลดต้นทุนการผลิต และความคุ้มค่าของการผลิตต่อแรงงานด้านการเกาตร 1 คน นั้นหมายความว่า การเพิ่มความมั่งคั่งของเกาตร 1 รายกลับเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า การพยุงราคาผลผลิตเกษตร

.

นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลทุกประเทศต้องขบคิด หากมากดีดีในอีกมุมหนึ่ง พบว่า นี่คือ Disruption ของภาครัฐที่จะอยู่ในตำแหน่ง หรือจะไป อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ไม่ได้มาจากแต่เศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว


ดร.นารา กิตติเมธีกุล

พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul

รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การปรับตัวของแรงงานไทยในนิวนอร์มอล

 #เผื่อใครจะได้เห็น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย ตอนที่ 2 #บทความนี้ตั้งใจไม่มีรูป

เมื่อภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ สิ่งแรกที่ธุรกิจคิดถึงคือการปรับลดแรงงาน เพราะโดยปกติแล้วค่าแรงเป็นต้นทุนที่มีขนาดใหญ่มากในโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจเกือบทุกประเภท
.
หลายคนก็บอกกันว่า งั้นเรามาพัฒนาฝือมือแรงงานกันเถอะ อันนี้นับว่าเป็นเรื่องดี และเห็นด้วย
.
แต่มองกันลึกๆ แล้วแค่ฝือมือแรงงานอย่างเดียวไม่พอ เพราะฝีมือแรงงานส่วนใหญ่คือแรงงานทำงานได้งานที่มีคุณภาพ
.
แต่ในทางธุรกิจแล้วต้องการ คุณภาพ ผลิตภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล นั่นคือแรงงานที่ต้องการหรือแรงงานในฝันของธุรกิจ
.
อัตราค่าแรงที่ธุรกิจอยากจ่าย จริงๆ แล้วไม่ใช่แรงงานขั้นต่ำ หากแรงงานคนนั้น 1 คนทำงานให้ธุรกิจได้มาก ธุรกิจเองก็อยากจ่ายมากขึ้นเช่นกัน
.
มุมมองคือความคุ้มค่าของธุรกิจว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปนั้น จะได้เงินกลับคืนมาเท่าไหร่ มากกว่าแรงงานมีฝีมือมากขนาดไหน
.
ประเด็นการพัฒนาแรงงานคือ ฝีมือการทำงาน มากกว่าฝีมือแรงงาน หมายถึง แรงงาน 1 คนสร้างมูบค่างานให้ธุรกิจได้ขนาดไหน อันเกิดจากความสามารถในการใช้เครื่องมือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น ความสามารถในการควบคุมงาน
.
มิติของแรงงาน มีหลายมิติมากกว่า ทักษะเชิงช่าง และทักษะการผลิต ในอนาคต แรงงาน 1 คนต้องทำงานแทนหลายๆ คนในปัจจุบันได้
.
หากการจ้างงานยังคงใช้การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำไปเรื่อยๆ นั่นย่อมเป็นการบังคับให้โครงสร้างการจ้างงานบิดเบี้ยว ค่าแรงไม่ได้สะท้อนมูลค่าของงานที่แรงงานทำได้อย่างแท้จริง
.
ยิ่งต่อไปในยุคนิวนอร์มอล การจ้างงานประจำจะลดลง เปลี่ยนเป็นการจ้างตามชิ้นงานมากขึ้น หมายความว่า คน 1 คนต้องทำได้หลายอย่างมากขึ้น และสามารถรับงานได้หลายทางมากขึ้นถ้ามีความสามารถ
.
เนื่องจากธุรกิจมองที่ต้นทุนมากขึ้น ต้นทุนการเงิน ต้นทุนเวลา ต้นทุนการบริหาร ต่างๆ นานาที่ต้องใช้กับการจ้างพนักงงานประจำ 1 คน
.
ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแรงงาน แต่ถ้าเราก้าวข้ามได้ เราจะข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เราจะมีแรงงานที่มีรายได้คุ้มกับรายจ่ายมากกว่าทุกวันนี้
.
เราต้องมาจริงจังกับการพัฒนาฝีมือการทำงาน แทนการพัฒนาฝีมทอแรงงานแต่เะียงอย่างเดียว ซึ่งฝีมือการทำงานนั้น สามารถพัฒนาได้ทุกระดับ ไม่ได้ขึ้นกับระดับการศึกษาแต่อย่างใด แค่ทำให้แรงงานไทย #คิดเป็น #เน้นผลลัพธ์ #ปรับตัวเก่ง #เร่งมือทำงาน #ประสานคนรอบข้าง
.
.
หากท่านที่อ่านถึงตรงนี้คิดว่าบทความนี้มีประโยชน์โปรดช่วยแชร์ช่วยกันส่งต่อให้ถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง
.
หากใครเห็นว่าสามารถช่วยให้ประเทศพัฒนาขึ้น ยินดีร่วมงานทุกอย่าง
.
.
ดร.นารา

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ช่วงว่างของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

#เผื่อใครจะได้เห็น เสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย #บทความนี้ตั้งใจไม่ใส่รูป

.

หลายๆ คนบอกว่าเราต้องใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ มันก็ถูก 

.

หลายคนบอกว่าเราต้องใช้เทคโนโลยีดิจิตัล มาเสริมสร้างความแข็งแกร่ง นั่นก็ใช่

.

หลายคนบอกว่า เราต้องทำภาคการเกษตรให้มีมูลค้าสูง อันนี้ก็ดี

.

แต่จากประสบการณ์ที่มี สิ่งที่เห็นของระบบอุตสาหกรรมไทย ซื้อเป็นภาคใหญ่มากอีกภาคหนึ่งของไทยที่แบบจะไม่ได้ยินคนกล่าวถึงมากนักนอกจากการส่งเสริมการลงทุน

.

ผมได้เห็นประเด็นเรื่องการพัฒนาเครื่องจักร และอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยแทบไม่มีการผลิตของตัวเองเลย เอาใช้เครื่องมือเกือบทุกอย่างจากต่างประเทศ เช่น รถขุด เครื่องปั่นไฟ กล้องสำรวจ เครน เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตอีกจำนวนมากในทุกอุตสหากรรม เครื่องบรรจุอาหาร โรงสีข้าว เครื่องบรรจุขวดน้ำอัดลม เป็นต้น

.

สิ่งที่พอจะเห็นได้บ้างว่าเป็นของไทย จะเป็นพวกอุปกรณ์ต่อพ่วง ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากนัก เช่น รถพ่วงท้าย ยางรถบรรทุก

.

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานของไทย ยังไม่ครบ สายโซ่คุณค่าของการผลิต จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมประเทศไทยผลิตสินค้าคุณภาพดีได้ แต่ผลิตสินค้าล้ำหน้าคนอื่นไม่ได้

.

เพราะว่า เราต้องรอเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศ นั่นหมายความว่า ประเทศอื่นก็ผลิตได้เหมือนกัน เพียงแต่ไทยเราทำได้ดีกว่า

.

ฝากถึงคนที่อ่านถึงจุดนี้

.

ใครที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรมครัวเรือน อุตสาหกรรมเบาอุตสาหกรรมหนัก อะไรก็แล้วแต่ ช่วยหันมาส่งเสริมการสร้างเครื่องมือ เครื่องจักรการผลิตให้มีเทคโนโลยีของตัวเอง

.

อย่างในประเทศจีน ประเทศที่เคยยากจน วันนี้กำลังก้าวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก เพราะเค้าตั้งเป้าว่าต้องผลิตเองได้ทุกอย่าง มีเครื่องจักรของตัวเองที่รองรับการผลิตในทุกเทคโนโลยีที่มี แม้ว่าจะเริ่มจากการเลียนแบบ แต่วันนี้ เค้าไปไกลจนคนอื่นต้องมาใช้สินค้าของเขาแล้ว

.

อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ วันนี้จีนมุ่งไปสู่การเป็นเจ้าของรถ EV ผมเองไม่กล้าที่จะเรียกว่ารถยนต์แล้ว เพราะไม่มีเครื่องยนต์ ตอนนี้จีนมียี่ห้อหลากหลาย ออกแแบได้ล้ำหน้า

.

หากย้อนกลับไป 5 ปี ตอนนั้นยังไม่มี รถไฟฟ้า แต่จีนมุ่งพัฒนาหลอด LED เป็นอย่างมาก จนราคาถูก ผลิตได้เองในประเทศ และผลิตเครื่องจักรได้เองในประเทศ วันนี้หลอด LED กลับเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของรถไฟฟ้า เพราะกินไฟน้อย มีความสว่างสูง ประหยัดพลังงาน

.

มามองประเทศไทย เราเองยังหาทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ชัดเจน และยังไม่เคยเจอแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่พูดถึงการเริ่มจากต้นน้ำ คือวัตถุดิบ และเครื่องจักรการผลิต จนถึงกลางน้ำคือคนที่มีความสามารถสูงในการผลิต และปลายน้ำคือการสร้างตลาดในประเทศ

.

#ฝากไว้เผื่อได้เห็น 

.

หรือถ้าใครเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ช่วยประเทศชาติได้ ช่วนแชร์ส่งต่อ ไปให้ถึงคนที่เกี่ยวข้อง

.

หากประเทศเห็นคุณค่าของผม ผมยินดีเข้าไปช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


ดร.นารา

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หลังวิกฤตินาทีทองแห่งการเปลี่ยนแปลงของผู้นำ

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ส่วนที่เล็กที่สุดของร่างกายในระดับเซลล์ ก็เปลี่ยนแปลงตลอด ส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาก็เป็ร่างกายของเราก็เปลี่ยนแปลงตลอดรวมถึงอายุ โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงตลอดไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ กระแสลม เปลือกโลก หรือการเคลื่อนที่ไปในจักรวาล เราเองไม่อาจจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงได้เลย

องค์กรเองก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เพราะองค์กรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของคน และกิจกรรมต่างๆ ของคน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา ธุรกิจ และคนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

แต่กลับมีหลายองค์กรและหลายคนที่กำลังเกรงและกลัวการเปลี่ยนแปลง โดยคนเหล่านี้ มีรูปแบบการแสดงออกได้หลายวิธี คือ ตั้งแต่การบ่น การตัดพ้อ รวมไปถึงการร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้ช่วยจัดการสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เป้าหมายในจิตใจลึกๆ ของคนเหล่านี้คือพยายามจะไม่เปลี่ยนแปลง หรือพยายามจะเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถึงเวลาที่เราเองจะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ด้งนั้น สิ่งที่เราต้องเรียนรู้คือการสร้างระบบการคิด หรือ Mindset ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นจุดเริ่มต้นก่อน และหากเราสังเกตุให้ดี ในการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ครั้ง คนจำนวนมากจะเกิดสภาวะการณ์ Shock และคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติของตัวเอง เรียกว่าเปล็นช่วงที่สมองกำลังเปิดรับเรื่องใหม่ๆ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่องค์กรต้องการ

ยิ่งการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกมีความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงมาก เราก็เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นภาวะวิกฤติ ดังนั้น ภาวะวิกฤติจึงเป็นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กร โอกาสแบบนี้ หากผู้นำตั้งระบบการคิดของตัวเองให้ถูกต้องต่อสถานการณ์ ก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรได้น่าอัศจรรย์

กระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลง

1. ผู้นำต้องสร้างให้กับตัวของผู้นำได้คือ การสร้างทัศนคติทางบวกให้กับตัวเองต่อการเปลี่ยนแปลง ให้มอว่าการเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤติคือโอกาสที่จะทำให้ทุกคนเปิดรับการเปลี่ยนแปลงได้

2. ผู้นำกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สมาชิกในองค์กรมีเป้าหมายเดียวกัน

3. ผู้นำอธิบายและทำความเข้าใจต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง

4. เปิดโอกาสให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการแสดงออกต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างกรเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

5. เปิดเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เพื่อนำเป็นชุดข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเพื่อการสร้างกระบวนการในขั้นต่อไป

6. ผู้นำต้องทำความเข้าใจกับทุกคนว่า การเปลี่ยนแปลง ไม่อาจจะควบคุมผลลัพธ์ได้ 100% แต่สามารถกำหนดทิศทางได้ ซึ่งจะเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการไว้วางใจกันและกัน

7. ผู้นำไม่หาคนผิดจากการเกิดปัญหา แต่ให้หาวิธีการแก้ไขปัญหา เพราะคนผิดคนแรกที่ต้องรับผิดชอบคือผู้นำ ไม่ใช้ผู้ปฏิบัติ เนื่องจากหน้าที่ของผู้นำคือคนกำหนดทิศทางและตัดสินใจ

8. สร้างบรยากาศของการชื่นชมกันละกันตลอดเวลา แม้ว่ามีผลสำเร็จเพียงเล็กน้อย

9. ผู้นำต้องสร้างวิธีการฟังของตัวเอง ให้หนักแน่น ไม่ตื่นเต้นกับข้อมูลใหม่ๆ จนเกิดไป

10. ยอมรับทุกผลลัพธ์ของการตัดสินใจ พร้อมหากระบวนการแก้ไข ปรับปรุง เรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ดร.นารา กิตติเมธีกุล