แนวโน้มของการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คือ มีจำนวนคนเข้าเรียนน้อยลง ในขณะที่จำนวนของมหาวิทยาลัยคงเท่าเดิม มีที่นั่งมากขึ้น และมีเหตุการณ์แย่งผู้สมัครเข้าเรียนมากขึ้น หากจะเรียกว่าเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาก็เป็นได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม เมื่อตลาดงานกลับบอกว่า มหาวิทยาลันยผลิตบัณฑิตมาไม่ตรงต่อความต้องการ จบมาแล้วเอามาใช้งานจริงไม่ได้ ต้องทำการฝึกงานต่ออีก 6 เดือน ถึงสามารถเอามาทำงานได้ และไม่แน่ใจด้วยว่า การฝึกงานที่สถานประกอบการด้วยการจ้างเด็กจบใหม่เข้าไปทำงานแล้วเขาจะอยู่กับสถานประกอบการในระยะยาวหรือไม่ ทำให้หลายๆ ไม่อยากรับบัณฑิตจบใหม่เข้ามาทำงาน เพราะอัตราการลาออกสูงจนเป็นคำพูดว่า เด็กจบใหม่ทำงานไม่ทน ฝึกได้พอเป็น ก็ไปทำงานที่อื่น ไม่คุ้มกับการจ้างงาน
ในขณะเดียวกัน กลับเริ่มมีปรากฎการณ์ที่เรียกว่า ไม่มีปริญญาหาหางานทำได้ มีรายได้ตั้งแต่เรียนหนังสือ ขอให้เก่งอะไรสักอย่าง ไม่ต้องไปสนใจว่าจะเรียนมาแบบไหน จบอะไรมา ขอแค่ชัดเจนว่าทำอะไรเป็น ทำอะไรเก่ง และเป็นที่ต้องการของสังคม ก็สามารถหาเงินได้ มีคนจำนวนมากมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นยูทูบเบอร์ อัดวีดีโอออกอากาศด้วยตัวเอง หลายคนบอกว่า ต้องเขียนแอพดีๆ ก็สามารถหาเงินได้ มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องไปเรียนอีกต่อไป
ในความเป็นจริงนั้น เป็นจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ระบบการศึกษาตามระบบการให้ปริญญานั้น จำเป็นต้องมีการปรับตัว เพราะบางหลักสูตรไม่สามารถหางานได้ในสังคมปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายคามว่า วิชานั้นๆ จะไม่มีคุณค่าต่อโลกอีกต่อไป กลับกลายเป็นว่า คนในยุคใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถอยู่รอบด้าน และมีความโดดเด่นอย่างน้อย 1 ด้าน ต่างหาก การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียน แต่กลับเปลี่ยนแปลงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนที่ต้องส่งเสริมให้คนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจวิธีการหาความรู้ใส่ตัวเอง จนไปถึงวิธีการสร้างความรู้ให้กับตัวเองและกับสังคม
มหาวิทยาลัยในบทบาทใหม่ ไม่ใช่แต่เพียงผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงานที่มีคุณภาพ แต่ต้องเป็นผู้ที่ผลิตผู้ใฝ่รู้และกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อสถานการณ์ และยังสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ
มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทในการสร้างความรู้ใหม่ๆ ที่คนในสังคมเข้าถึงได้โดยง่าย เป็นรูปแบบที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม มากกว่างานวิจัยที่เน้นการตีพิมพ์ และเป็นแหล่งที่ถ่ายทอดความรู้เข้ากับสังคม
ในการถ่ายทอดความรู้เข้ากับสังคมนั้น หมายถึงใครก็ได้มีสิทธิที่จะเรียนในสถาบันของมหาวิทยาลัย วิชาอะไรก็ได้ และหัวข้อไหนก็ได้ มหาวิทยาลัยต้องมีการเปิดกว้างมาเพียงพอในการส่งเสริมการยกระดับความรู้ให้กับทุกคนในสังคม ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่สถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับต้องเป็น สถาบันแห่งการเรียนรู้ที่มีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง มีคุณค่า และเข้าถึงได้ง่ายของคนในสังคม
มหาวิทยาลัย จึงมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการเรียนการสอน และการวิจัย แต่เป็นแหล่งที่ความรู้ทั้งมวลจะต้องเข้ามารวมอยู่ในที่แห่งเดียวกันนี้ เพื่อให้โลกเกิดการพัฒนา มหาวิทยาลัย ไม่ควรปล่อยให้แหล่งความรู้ที่อื่น มีบทบาทในการสร้างความรู้แบบที่ไม่ได้ถูกกลั่นกรองด้วยกระบวนการ หรือมโนทรรศที่น่าเชื่อถือ การที่สังคมเกิดเหตุการณ์เยาวชนรุ่นใหม่ ไม่เชื่อถือระบบในมหาวิทยาลัย และไปแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่นๆ จนเกิดความเชื่อว่า ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะคนสมัยนี้ หาเงินได้โดยไม่ต้องจบมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศและการพัฒนาความสามารถของคนในประเทศ
การที่คนออกไปศึกษาเองจากข้างนอกนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะเกิดจากความใฝ่รู้ของคน แต่มีไม่กี่ที่ทำได้ เพราะต้องอาศัยความตั้งใจจริง แต่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายแห่งการเรียนรู้ได้ เพราะเกิดการศึกษาแบบที่ไม่เป็นระบบ หรือแบบแผนของการศึกษา ขาดผู้ชี้แนะที่ถูกต้อง ในท้ายที่สุด จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เกิดการพัฒนาที่ผิดๆ มากกว่า ขณะเดียวกัน การศึกษายังช่วยส่งเสริมที่การวิจัยในทางเทคนิคขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์ วิทยาการ และการทดลอง เนื่องจากการที่บุคคลทั่วไปจะสามารถทำการทดลองขั้นสูงได้ ต้องมีทุนส่วนตัวจำนวนมากเพื่อสร้างห้องทดลองเพื่อการศึกษา นั่นคือข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัย ที่มีทุนทางการสร้างองค์ความรู้อยู่เป็นจำนวนมาก
มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งแต่ระบบ ไปถึงอาจารย์ เปลี่ยนแปลงบทบามการเรียนการสอน การได้อันดับโลก ไปสู่การสร้างคุณค่าแห่งการพัฒนาประเทศ เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เปลี่ยนแปลงวิธีการถ่ายทอดความรู้ เปลี่ยนแปลงทักษะที่จำเป็นของบุคลากรในมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนแปลงผลผลิตของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตหลักสูตร แต่มหาวิทยาลัย เป้นผู้ผลิตความรู้ที่สังคมไม่สามารถผลิตได้ เป็นความรู้ที่มีประโยชน์และบริสุทธิ์
เมื่อมหาวิทยาลัยต้องนิยามตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไป ใน New Normal
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563
การสร้างความคิดทางบวกเพื่อคลายเครียดเมื่อต้อง Work From Home
ความเครียดเมื่อเราต้องทำงานอยู่บ้าน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเหตุผลเพราะเรากำลังเผชิญหน้ากับสถาการณ์ที่เราไม่ได้คาดหวัง หรือผลที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เช่น การเงินไม่พอใช้ รายได้หาย กลัวติดโรค กลัวโน้น กลัวนี่ สารพะด เริ่มวิตกกังวลกับอนาคต เมื่อหลายๆ อย่างประกอบกัน ทำให้ความเครียดเพิ่มสูงขึ้นมาก ยิ่งความคาดหวังสูงมากความเครียดก็ยิ่งสูงตาม
.
.
ความเครียดเกิดจากสมการได้ง่ายๆ ให้เข้าใจแบบนี้
.
ความเครียด = ความไม่สมหวัง + ระดับการยึดติดกับสถาการณ์เดิม
.
ดังนั้น การจัดการความเครียด ให้จัดการตัวเองใน 2 เรื่อง คือเรื่องของความคาดหวัง และการปรับตัว
.
.
1) การจัดการความคาดหวัง ให้เราเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงเสียก่อนว่า ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถยึดติดกับเรื่องความคาดหวังเดิมได้ แต่ให้มองทรัพยากรที่มี และโอกาสที่เราพบว่า เราได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ให้เรามองสิ่งที่ได้ มากกว่าสิ่งที่เรา (เคย) ต้องการ คำว่าได้ในที่นี้ เช่น ได้ เวลาในการดูแลตัวเอง ได้โอกาสในการทำในสิ่งที่อยากทำ ได้เวลาฟื้นฟูสุขภาพของตัวเอง ได้ทำอาชีพใหม่ๆ ที่เราเองไม่เคยมีเวลาทำเลยเมื่อต้องทำงานอยู่ที่ทำงานทุกวัน วิธีการนี้ช่วยให้เราได้เปลี่ยนแปลงจุดสนใจจากที่เราสูญเสีย ไปสนใจจุดที่ได้ จากการเปลี่ยนแปลง ทำให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
.
.
เมื่อเราจัดการความคาดหวังได้ นั่นคือ เราสามารถเปลี่ยนความคาดหวังเดิมที่ไม่สามารถทำได้เพราะสถาการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นการตั้งเป้าหมายใหม่ ของสิ่งที่มี เราสามารถทำอะไรได้บ้างในสิ่งที่มี และเราจะทำให้ตัวเองมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในแต่ละวันของเรา
.
.
2) ใส่ความขี้เล่นลงไปในชีวิต ทำตัวให้เหมือนเด็กๆ ในแค่ละวัน เด็กไม่คิดอะไรมาก จับอะไรก็ได้มาเล่นแบบไม่อายใคร ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ ก็สามารถเล่นได้เหมือนกัน เพียงแต่เล่นกันงาน เล่นกับสิ่งที่ทำอยู่ ใส่ความคิดสนุกๆ (ที่มีขอบเขต และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน) ลงไปในการทำงานแต่ละวัน ยิ่งเราวางกรอบให้ตัวเองเท่าไหร่ เรายิ่งเครียดมากขึ้นเท่านั้น จัดการตัวเองผ่านการเล่นๆ
.
.
3) อย่ามโนในสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่ให้เราอยู่กับข้อมูลที่เชื่อถือได้จริง เพราะยิ่งเรามโนอยู่กับสิ่งที่ยังไม่เกิดมากเกินไป โดยส่วนใหญ่จะรับเอาข้อมูลจากข่าง และโซเชียลมาใส่ตัวเรามาเกินไป โดยเฉพาะคนที่อ่านข่าวแบบใส่อารมณ์จัดเต็ม เราจะยิ่งเครียด สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือ รับข้อมูลพร้อมเหตุผลของข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วเป็นจริงได้
.
.
4) ขยับตัวบ้าง ด้วยการหาอะไรทำใหม่ๆ การขยับตัว เป็นเทคนิคการลดความเครียด ยิ่งเรานั่งเฉยๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว ร่างกายยิ่งเคลียด ยิ่งไม่มีพลัง ยิ่งท้อแท้ การขยับตัวด้วยการทำอะไรใหม่ๆ เป็นการช่วยให้เราก้าวข้ามการยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ให้สามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้
.
.
5) ใช้คาถา 2 คาถา กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือ "อ้อเหรอ" กับ "ก็ดีนะ" คำว่า อ้อเหรอ ใช้เมื่อเราเจอสถาการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีคนคิดไวรัสอยู่บ้างบ้้าน ให้เราพูดออกมาเลยว่า อ้อเหรอ เพื่อเป็นการหยุดอารมณ์ของเราก่อน ไม่งั้น สมองของเราจะวิ่งพล่านไปหมด ทำให้เราเสียสติ เสียสมาธิ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้ชั่วขณะจนกว่า สติจะมา และเมื่อเราตั้งสติได้แล้ว ให้ใช้คาถาที่ 2 คือ ก็ดีนะ แล้วหใ้เหตุผลว่า เหตุการณ์นี้ เราได้อะไร จากการยกตัวอย่างว่า เมื่อเราพบว่าคนข้างบ้านติดไวรัส ก็บอกว่า ก็ดีนะ เราจะได้ไปตรวจให้ชัดๆ เลยว่า เรายังติดไวรัสอยู่มั้ย หายสงสัยสักที (เพราะปกติถ้าไม่ใช่คนเสี่ยงติดโรค โรงพยายาลไม่ตรวจสอบให้)
.
.
6) ทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลง เพราะว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป เราทำผลเหมือนเดิม แต่จะไม่ได้ผลตามเดิม เมื่อเราเข้าใจสัจธรรมของโลกแล้ว เราก็เล่มสนุกกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในวิธีการชีวิตและการปรับตัวใหม่ๆ ของเราไปสู่การสร้างความสุข สร้างผลงาน สร้างรายได้ของตัวเองในวิธีการใหม่ๆ ได้อีก
.
.
7) อย่าอุดอู้อยู่คนเดียว ใช้เทคโนโลยีคุยและติดต่อกับคนอื่นด้วย ช่วยสร้างอะไรใหม่ๆ ชวนทำงานด้วยกัน ชวนกันเล่น แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือชวนกันวิพากษ์วิจารย์คนอื่น รวมถึงรัฐบาล เพราะการวิพากษ์วิจารย์จะเต็มไปด้วยข้อมูลเชิงลบ ถ้าไม่มีข้อมูลและความคิดเชิงลบ เราจะไม่จับกลุ่มวิจารณ์หรอก จริงๆ ไม่ใช่วิจารณ์ แต่เป็นการนินทาและการบ่น เดี๋ยวนี้ เรายังสามารถคุยกับตัวเองให้โลกเห็นได้เยอะแยะ เช่นการทำคลิป การไลฟ์สด ก็ช่วยให้เรามีความสุข ลดความเครียดลงได้เช่นกัน
.
.
8) ขอบคุณตัวเองในทุกๆ วัน ขอบคุฯการที่เรายังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณที่เราสามารถมีอาหารทาน ขอบคุณที่เรายังไม่เสียชีวิต ขอบคุณที่เราได้พบน้ำใจจากคนรอบข้าง ขอบคุณตัวเราเองที่ยังเข็มแข็ง ให้เราขอบคุณแบบไม่ต้องอายใครเลย เพราะจะสร้างกำลังใจให้เราสามารถสร้างความสุขให้เราได้
.
.
9) ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้และพํ?นาตนเองในแต่ละวัน โดยที่เราต้องบอกตัวเองว่า เราจะเก่งอะไรขึ้นอีกในแต่ละวัน เราสามารถทำอะไรใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ให้เราได้เองในแต่ละวัน สิ่งนี้จะช่วยให้เรามีการจดจ่อในการทำงาน การพัฒนาตนเอง และเป้าหมายนี้ให้เป็นเรื่องใหม่ๆ ของชีวิต โดยที่เป็นเป้าหมายที่ทไให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถาการณ์ได้ เช่นการฝึกใช้โปรแกรมทำงานออนไลน์ การฝึกการใช้เทคนิคการตัดต่อวิดีโอ เพื่อการสื่อสารออนไลน์ เป็นต้น
.
.
ทั้ง 9 วิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถเป็นคนที่มีความสุขแม้ว่าจะต้องอยู่กับบ้าน ทำงานที่บ้าน อยู่ในสถาการณ์ที่แย่ๆ แต่เราจะไม่แย่ตามสถาการณ์ได้อย่างมีความสุข
-------------------------------------------------------------------------------------------------
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
.
.
ความเครียดเกิดจากสมการได้ง่ายๆ ให้เข้าใจแบบนี้
.
ความเครียด = ความไม่สมหวัง + ระดับการยึดติดกับสถาการณ์เดิม
.
ดังนั้น การจัดการความเครียด ให้จัดการตัวเองใน 2 เรื่อง คือเรื่องของความคาดหวัง และการปรับตัว
.
.
1) การจัดการความคาดหวัง ให้เราเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงเสียก่อนว่า ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถยึดติดกับเรื่องความคาดหวังเดิมได้ แต่ให้มองทรัพยากรที่มี และโอกาสที่เราพบว่า เราได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ให้เรามองสิ่งที่ได้ มากกว่าสิ่งที่เรา (เคย) ต้องการ คำว่าได้ในที่นี้ เช่น ได้ เวลาในการดูแลตัวเอง ได้โอกาสในการทำในสิ่งที่อยากทำ ได้เวลาฟื้นฟูสุขภาพของตัวเอง ได้ทำอาชีพใหม่ๆ ที่เราเองไม่เคยมีเวลาทำเลยเมื่อต้องทำงานอยู่ที่ทำงานทุกวัน วิธีการนี้ช่วยให้เราได้เปลี่ยนแปลงจุดสนใจจากที่เราสูญเสีย ไปสนใจจุดที่ได้ จากการเปลี่ยนแปลง ทำให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
.
.
เมื่อเราจัดการความคาดหวังได้ นั่นคือ เราสามารถเปลี่ยนความคาดหวังเดิมที่ไม่สามารถทำได้เพราะสถาการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นการตั้งเป้าหมายใหม่ ของสิ่งที่มี เราสามารถทำอะไรได้บ้างในสิ่งที่มี และเราจะทำให้ตัวเองมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในแต่ละวันของเรา
.
.
2) ใส่ความขี้เล่นลงไปในชีวิต ทำตัวให้เหมือนเด็กๆ ในแค่ละวัน เด็กไม่คิดอะไรมาก จับอะไรก็ได้มาเล่นแบบไม่อายใคร ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ ก็สามารถเล่นได้เหมือนกัน เพียงแต่เล่นกันงาน เล่นกับสิ่งที่ทำอยู่ ใส่ความคิดสนุกๆ (ที่มีขอบเขต และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน) ลงไปในการทำงานแต่ละวัน ยิ่งเราวางกรอบให้ตัวเองเท่าไหร่ เรายิ่งเครียดมากขึ้นเท่านั้น จัดการตัวเองผ่านการเล่นๆ
.
.
3) อย่ามโนในสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่ให้เราอยู่กับข้อมูลที่เชื่อถือได้จริง เพราะยิ่งเรามโนอยู่กับสิ่งที่ยังไม่เกิดมากเกินไป โดยส่วนใหญ่จะรับเอาข้อมูลจากข่าง และโซเชียลมาใส่ตัวเรามาเกินไป โดยเฉพาะคนที่อ่านข่าวแบบใส่อารมณ์จัดเต็ม เราจะยิ่งเครียด สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือ รับข้อมูลพร้อมเหตุผลของข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วเป็นจริงได้
.
.
4) ขยับตัวบ้าง ด้วยการหาอะไรทำใหม่ๆ การขยับตัว เป็นเทคนิคการลดความเครียด ยิ่งเรานั่งเฉยๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว ร่างกายยิ่งเคลียด ยิ่งไม่มีพลัง ยิ่งท้อแท้ การขยับตัวด้วยการทำอะไรใหม่ๆ เป็นการช่วยให้เราก้าวข้ามการยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ให้สามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้
.
.
5) ใช้คาถา 2 คาถา กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือ "อ้อเหรอ" กับ "ก็ดีนะ" คำว่า อ้อเหรอ ใช้เมื่อเราเจอสถาการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีคนคิดไวรัสอยู่บ้างบ้้าน ให้เราพูดออกมาเลยว่า อ้อเหรอ เพื่อเป็นการหยุดอารมณ์ของเราก่อน ไม่งั้น สมองของเราจะวิ่งพล่านไปหมด ทำให้เราเสียสติ เสียสมาธิ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้ชั่วขณะจนกว่า สติจะมา และเมื่อเราตั้งสติได้แล้ว ให้ใช้คาถาที่ 2 คือ ก็ดีนะ แล้วหใ้เหตุผลว่า เหตุการณ์นี้ เราได้อะไร จากการยกตัวอย่างว่า เมื่อเราพบว่าคนข้างบ้านติดไวรัส ก็บอกว่า ก็ดีนะ เราจะได้ไปตรวจให้ชัดๆ เลยว่า เรายังติดไวรัสอยู่มั้ย หายสงสัยสักที (เพราะปกติถ้าไม่ใช่คนเสี่ยงติดโรค โรงพยายาลไม่ตรวจสอบให้)
.
.
6) ทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลง เพราะว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป เราทำผลเหมือนเดิม แต่จะไม่ได้ผลตามเดิม เมื่อเราเข้าใจสัจธรรมของโลกแล้ว เราก็เล่มสนุกกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในวิธีการชีวิตและการปรับตัวใหม่ๆ ของเราไปสู่การสร้างความสุข สร้างผลงาน สร้างรายได้ของตัวเองในวิธีการใหม่ๆ ได้อีก
.
.
7) อย่าอุดอู้อยู่คนเดียว ใช้เทคโนโลยีคุยและติดต่อกับคนอื่นด้วย ช่วยสร้างอะไรใหม่ๆ ชวนทำงานด้วยกัน ชวนกันเล่น แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือชวนกันวิพากษ์วิจารย์คนอื่น รวมถึงรัฐบาล เพราะการวิพากษ์วิจารย์จะเต็มไปด้วยข้อมูลเชิงลบ ถ้าไม่มีข้อมูลและความคิดเชิงลบ เราจะไม่จับกลุ่มวิจารณ์หรอก จริงๆ ไม่ใช่วิจารณ์ แต่เป็นการนินทาและการบ่น เดี๋ยวนี้ เรายังสามารถคุยกับตัวเองให้โลกเห็นได้เยอะแยะ เช่นการทำคลิป การไลฟ์สด ก็ช่วยให้เรามีความสุข ลดความเครียดลงได้เช่นกัน
.
.
8) ขอบคุณตัวเองในทุกๆ วัน ขอบคุฯการที่เรายังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณที่เราสามารถมีอาหารทาน ขอบคุณที่เรายังไม่เสียชีวิต ขอบคุณที่เราได้พบน้ำใจจากคนรอบข้าง ขอบคุณตัวเราเองที่ยังเข็มแข็ง ให้เราขอบคุณแบบไม่ต้องอายใครเลย เพราะจะสร้างกำลังใจให้เราสามารถสร้างความสุขให้เราได้
.
.
9) ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้และพํ?นาตนเองในแต่ละวัน โดยที่เราต้องบอกตัวเองว่า เราจะเก่งอะไรขึ้นอีกในแต่ละวัน เราสามารถทำอะไรใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ให้เราได้เองในแต่ละวัน สิ่งนี้จะช่วยให้เรามีการจดจ่อในการทำงาน การพัฒนาตนเอง และเป้าหมายนี้ให้เป็นเรื่องใหม่ๆ ของชีวิต โดยที่เป็นเป้าหมายที่ทไให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถาการณ์ได้ เช่นการฝึกใช้โปรแกรมทำงานออนไลน์ การฝึกการใช้เทคนิคการตัดต่อวิดีโอ เพื่อการสื่อสารออนไลน์ เป็นต้น
.
.
ทั้ง 9 วิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถเป็นคนที่มีความสุขแม้ว่าจะต้องอยู่กับบ้าน ทำงานที่บ้าน อยู่ในสถาการณ์ที่แย่ๆ แต่เราจะไม่แย่ตามสถาการณ์ได้อย่างมีความสุข
-------------------------------------------------------------------------------------------------
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563
การพัฒนาตนเองเมื่อต้อง Work from Home
เมื่อ Work From Home หลายคนเป็นกังวลว่าจะทำานได้อย่างไร หลายคนรู้สึกว่าดีนะ ไม่ต้องออกจากบ้านประหยัดเวลาเดินทาง หลายคนกลับใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จากการได้เวลากลับคืนมาในช่วงนี้ หลายคนบอกว่า มีเวลาเพิ่มขึ้น เพราะงานบางอย่างไม่สามารถทำงานได้จากที่บ้านจริงๆ จึงทำให้ปริมาณงานลดลง จากหลากหลายความคิด พบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือการมีเวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และเมื่อทุกอย่างเข้าเหตุการณ์ปกติ ทุกคนจะต้องกลับมาทำงานในวิธีการที่เคย อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
.
.
แต่สิ่งที่น่าคิดและน่าสนใจคือ ในช่วงเวลาที่เราต้องอยู่บ้านแบบนี้ เราจะทำอะไรให้ชีิวิตของเราเก่งขึ้น เพราะการทำงานที่บ้านกับการทำงานที่สำนักงานของเราไม่เหมือนกัน ทั้งบรรยายกาศ การประสานงานรูปแบบ การส่งงาน การสั่งการ การสื่อสาร ดังนั้น การสร้างทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างที่เราต้อง Work From Home นั้น มีความสำคัญมากที่จะทำให้เราสามารถทำงานที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
.
ข้อดีของการทำงานที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีได้หลายอย่าง และจะเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้มีความยืดหยุ่นขึ้นอย่างถาวรวาร เมื่อวันหนึ่งที่ต้องกลับไปทำงานกันตามปกติ เราเองยังสามารถใช้ทักษะเหล่านี้เป็นการทำงานระยะไกลได้ด้วย ข้อดีอีกประการคือ เราสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี และเข้าสู่การเป็น Digital Transformation ได้เร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น เราได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงและรับมือการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันได้ดียิ่งขึ้น
.
.
ทักษะที่จะเป็นต้องมีการเรียนรู้คือ
.
ทักษะทางด้านการสื่อสารทางไกลด้วยเทคโนโลี
.
เนื่องจากการทำงานที่บ้านไม่ได้ทำงานด้วยกันตลอดเวลา ต้องอาศัยระบบการสื่อสารที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แชตแอพ VDO Call หรือ การประชุมออนไลน์ อีเมล์ Cloud Drive หรืออื่นๆ ที่มีอยู่ ซึ่งแต่ละแบบจะมีข้อเด่น และข้อจำกัดไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพเสียง เรื่องความสะดวกในการทำความเข้าใจ เรื่องของรูปแบบการสื่อสาร เรื่องของการมีส่วนร่วมในการสื่อสาร เราต้องเข้าใจว่าแต่ละเรื่องใช้ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การสื่อสารทางไกล จึงเป็นประเด็นแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับการทำงานของตัวเอง เราไม่สามารถใช้วิธีการ กระบวนการ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ไม่สามารถทำงานรูปแบบเดิมๆ ได้ ทักษะที่ต้องใช้ โดยเฉพาะการสื่อออก และการฟัง การอ่าน การจับประเด็นและการตีความหมาย รวมไปถึงการสรุปประเด็นการสื่อสารในแต่ละครั้ง
.
.
ทักษะการสร้างความคิดสร้างสรรค์
.
ทักษะนี้เป็นจำเป็นเนื่องจาก การทำงานที่บ้านจะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นอย่างมาก การทำงานที่จะมีประสิทธิภาพได้คือคนที่สามารถปรับตัวได้ดี มีความคิดใหม่ๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์ใหม่ๆ ได้ หรือที่เรียกว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ ทักษะนี้จะเป็นทักษะที่ช่วยให้การทำงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น เพราะการทำงานที่บ้านย่อมมีอุปสรรคในการทำงานเป็นอย่างมาก
.
.
ทักษะการควบคุมอารมณ์และความคิด
.
ในการที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ความเครียดที่เกิดขึ้น เกิดจากที่เราเองได้เคยออกจากบ้านแล้วไม่ได้ออกจากบ้าน ได้เคบพบปะผู้คนก็ไม่ได้พบ ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้ ไม่ได้ดังใจ ดังนั้น ทักษะในการควบคุมอารมณ์และการปล่อยวางความอยากความต้องการของตัวเอง ซึ่งการควยคุมอารมณ์นั้น ต้องอาศัยเรื่องการควบคุมความคิด การเปลี่ยนแปลงจุดโฟกัสของตัวเองให้ไปโฟกัวเรื่องที่สร้างประโยชน์มากกว่าการโฟกัสเรื่องที่สร้างความทุกให้กับตัวเอง ทักษะแบบนี้เป็นทักษะการสร้างความคิดทางบวกให้กับตัวเองและจะสามารถเป็นผู้ที่มีความสุขในการใช้ชีวิตได้
.
.
ทักษะการสร้างสมาธิและการวิเคราะห์ข้อมูล
.
เนื่องจากการทำงานที่บ้าน มีโอกาสที่จะรับข้อมูลเข้ามาจากสื่อต่างๆ มากมาย และเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการทำงานต้องทำงานแบบเบ็ดเสร็จในคนเดียวมากขึ้น เหมือนเป็นสถานีในการทำงาน คนทำงานจะต้องพึงพาตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลจึงต้องถูกพัฒนาให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพต้องมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ เพื่อให้งานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
.
.
ทักษะการวางแผนการทำงานและการดำเนินการตามแผน
.
การทำงานที่บ้านสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ต้องทำงานด้วยตัวเองไม่มีคนบังคับให้เราทำงาน หรือมียืนสั่งงานอยู่ใกล้ๆ ดังนั้น การวางแผนการทำงานด้วยตัวเองและการบังคับตัวเองให้ดำเนินการตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ การหักห้ามใจไม่ให้ออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เราทำงานไม่เสร็จตามที่ตั้งไว้
.
.
นัอกจากนั้นแล้ว ยังมีทักษะอีกหลายอย่างที่จำเป็นซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่หละหน้าที่ ตำแหน่ง อาชีพ โดยแต่ละคนต้องมาตรวจสอบและพิจารณาตัวเองว่า เราจะต้องความสามารถทางด้านไหน และจะพัฒนาสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไรเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายในการทำงาน
.................................................................................................................
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
.
.
แต่สิ่งที่น่าคิดและน่าสนใจคือ ในช่วงเวลาที่เราต้องอยู่บ้านแบบนี้ เราจะทำอะไรให้ชีิวิตของเราเก่งขึ้น เพราะการทำงานที่บ้านกับการทำงานที่สำนักงานของเราไม่เหมือนกัน ทั้งบรรยายกาศ การประสานงานรูปแบบ การส่งงาน การสั่งการ การสื่อสาร ดังนั้น การสร้างทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างที่เราต้อง Work From Home นั้น มีความสำคัญมากที่จะทำให้เราสามารถทำงานที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
.
ข้อดีของการทำงานที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีได้หลายอย่าง และจะเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้มีความยืดหยุ่นขึ้นอย่างถาวรวาร เมื่อวันหนึ่งที่ต้องกลับไปทำงานกันตามปกติ เราเองยังสามารถใช้ทักษะเหล่านี้เป็นการทำงานระยะไกลได้ด้วย ข้อดีอีกประการคือ เราสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี และเข้าสู่การเป็น Digital Transformation ได้เร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น เราได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงและรับมือการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันได้ดียิ่งขึ้น
.
.
ทักษะที่จะเป็นต้องมีการเรียนรู้คือ
.
ทักษะทางด้านการสื่อสารทางไกลด้วยเทคโนโลี
.
เนื่องจากการทำงานที่บ้านไม่ได้ทำงานด้วยกันตลอดเวลา ต้องอาศัยระบบการสื่อสารที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แชตแอพ VDO Call หรือ การประชุมออนไลน์ อีเมล์ Cloud Drive หรืออื่นๆ ที่มีอยู่ ซึ่งแต่ละแบบจะมีข้อเด่น และข้อจำกัดไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพเสียง เรื่องความสะดวกในการทำความเข้าใจ เรื่องของรูปแบบการสื่อสาร เรื่องของการมีส่วนร่วมในการสื่อสาร เราต้องเข้าใจว่าแต่ละเรื่องใช้ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การสื่อสารทางไกล จึงเป็นประเด็นแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับการทำงานของตัวเอง เราไม่สามารถใช้วิธีการ กระบวนการ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ไม่สามารถทำงานรูปแบบเดิมๆ ได้ ทักษะที่ต้องใช้ โดยเฉพาะการสื่อออก และการฟัง การอ่าน การจับประเด็นและการตีความหมาย รวมไปถึงการสรุปประเด็นการสื่อสารในแต่ละครั้ง
.
.
ทักษะการสร้างความคิดสร้างสรรค์
.
ทักษะนี้เป็นจำเป็นเนื่องจาก การทำงานที่บ้านจะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นอย่างมาก การทำงานที่จะมีประสิทธิภาพได้คือคนที่สามารถปรับตัวได้ดี มีความคิดใหม่ๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์ใหม่ๆ ได้ หรือที่เรียกว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ ทักษะนี้จะเป็นทักษะที่ช่วยให้การทำงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น เพราะการทำงานที่บ้านย่อมมีอุปสรรคในการทำงานเป็นอย่างมาก
.
.
ทักษะการควบคุมอารมณ์และความคิด
.
ในการที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ความเครียดที่เกิดขึ้น เกิดจากที่เราเองได้เคยออกจากบ้านแล้วไม่ได้ออกจากบ้าน ได้เคบพบปะผู้คนก็ไม่ได้พบ ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้ ไม่ได้ดังใจ ดังนั้น ทักษะในการควบคุมอารมณ์และการปล่อยวางความอยากความต้องการของตัวเอง ซึ่งการควยคุมอารมณ์นั้น ต้องอาศัยเรื่องการควบคุมความคิด การเปลี่ยนแปลงจุดโฟกัสของตัวเองให้ไปโฟกัวเรื่องที่สร้างประโยชน์มากกว่าการโฟกัสเรื่องที่สร้างความทุกให้กับตัวเอง ทักษะแบบนี้เป็นทักษะการสร้างความคิดทางบวกให้กับตัวเองและจะสามารถเป็นผู้ที่มีความสุขในการใช้ชีวิตได้
.
.
ทักษะการสร้างสมาธิและการวิเคราะห์ข้อมูล
.
เนื่องจากการทำงานที่บ้าน มีโอกาสที่จะรับข้อมูลเข้ามาจากสื่อต่างๆ มากมาย และเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการทำงานต้องทำงานแบบเบ็ดเสร็จในคนเดียวมากขึ้น เหมือนเป็นสถานีในการทำงาน คนทำงานจะต้องพึงพาตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลจึงต้องถูกพัฒนาให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพต้องมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ เพื่อให้งานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
.
.
ทักษะการวางแผนการทำงานและการดำเนินการตามแผน
.
การทำงานที่บ้านสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ต้องทำงานด้วยตัวเองไม่มีคนบังคับให้เราทำงาน หรือมียืนสั่งงานอยู่ใกล้ๆ ดังนั้น การวางแผนการทำงานด้วยตัวเองและการบังคับตัวเองให้ดำเนินการตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ การหักห้ามใจไม่ให้ออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เราทำงานไม่เสร็จตามที่ตั้งไว้
.
.
นัอกจากนั้นแล้ว ยังมีทักษะอีกหลายอย่างที่จำเป็นซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่หละหน้าที่ ตำแหน่ง อาชีพ โดยแต่ละคนต้องมาตรวจสอบและพิจารณาตัวเองว่า เราจะต้องความสามารถทางด้านไหน และจะพัฒนาสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไรเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายในการทำงาน
.................................................................................................................
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563
การติดตามงาน Work From Home ให้ได้ผล
หลายๆ เมืองเกิด Lock Down แล้ว บางหน่วยงานก็มีมาตรการทำงานอยู่ที่บ้าน เมื่อยังต้องทำงานก็ต้องมีผลงาน เพราะการทำงานที่บ้านไม่ใช่การหยุดงาน หัวหน้าหลายคนก็เจอประเด็นการติดตามผลการทำงาน เพราะว่า การทำงานแตกต่างไปจากเดิม จากที่เคยที่งานเห็นหน้ากัน สอบถามความคืบหน้ากันได้อยู่ตลอดเวลา เป็นต่างตนต่างไปทำงานที่บ้านของตัวเอง ดังนั้น วิธีการประเมินจากต้องแตกต่างออกไปจากเดิม โดยขั้นตอนการประเมินต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือวิธีการประเมิน และส่วนที่ 2 คือวิธีคิดของผู้ประเมินหรือหัวหน้าทีมเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน
.
.
วิธีการประเมิน
1. แบ่งประเภทงานออกเป็น 2 กลุ่มคือ งานที่ต้องทำงานพร้อมๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นงานที่ต้องเป็นงานทำงานต่อกัน ทำพร้อมกัน หรือประสานงานกันตลอดเวลา เช่น Call Center หรือ คนตอบคำถามลูกค้า ที่มีเวลาในการให้บริการ กลุ่มที่ 2 คืองานที่ไม่ได้จำเป็นต้องทำงานพร้อมกัน แต่ละคนแบ่งงานเป็นชิ้นๆ แต่มีเวลาที่ต้องทำเสร็จตามที่กำหนด เช่นงานวิเคราะห์ข้อมูล งานออกแบบระบบ งานขาย
.
2. กำหนดประเด็นที่สำคัญของหน้าที่งานแต่ละตำแหน่ง เอาที่สำคัญจริงๆ 1 ข้อ ต่อคน ตรงนี้ต้องวิเคราะห์ที่คุณค่าหลักของแต่ละตำแหน่งสั้นๆ 1 ประโยค วิธีการคิดคือ หน้าที่ของตำแหน่งนี้มีไว้เพื่ออะไร เช่น มีพนักงานขายไว้เพื่อสร้างยอดขายและรักษาฐานลูกค้า นั่นหมายความว่า งานอื่นๆ ของตำแหน่งพนักงานขายเป็นงานแถม หรือหน้าที่รองทั้งหมด หรือ พนักงาน Call Center มีหน้าที่ตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้าทางโทรศัพท์ พนักงานแผนงานงบประมาณ มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลด้านงบประมาณและสร้างแผนการใช้งบประมาณ เป็นต้น
.
3. กำหนดวิธีการวัดความสำเร็จจำนวน 2-3 ข้อ ต่อตำแหน่ง เช่น พนักงาน Call Center วิธีการวัดความสำเร็จ 1) ทำงานในช่วงเวลาที่กำหนด 2) แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ 3) มีการบันทึกข้อมูลที่สำคัญให้บริษัทได้รับทราบ พนักงานฝ่ายกลยุทธ์ 1) รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดกลยุทธ์ 2) วิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวจ้องกับกลยุทธ์ 3) เสนอแผนกลยุทธ์เพื่อพร้อมในการตัดสินใจ
.
4. นำตัวชี้วัดมาสร้างเป็นการวัดผล ซึ่งจะอยู่ในรูปของ KPI หรือ OKR ก็ได้ ถ้าเป็น KPI เหมาะสำหรับการงานที่ต้องทำพร้อมๆ กัน มีกระบวนการในการทำงาน แต่ถ้าเป็น OKR เน้นที่ผลลัพธ์ของงาน จะทำด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่ความคืบหน้าในการทำงานต้องทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้ทีมสามารถมาช่วยเหลือกันได้
.
5. กำหนด ระยะเวลาในการพูดคุย กันของทีมให้เป็นเรื่องจำเป็นและควรทำแบบรายวัน ถ้าเป็นงานที่ต้องทำงานด้วยกัน ให้กำหนดเวลาพูดคุยตอนเริ่มงาน ระหว่างวัน และก่อนเลิกงาน สำหรับงานที่เป็นการทำงานแบบชิ้นงาน ให้มีการพูดคุยกันวันละ 1 ครั้งอย่างน้อย ก่อนสิ้นวัน หรือ เป็นวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า และตอนเย็น ขึ้นกับข้อตกลงของทีม เรื่องการที่พูดคุยกัน นั้น เป็นเรื่องการกำหนดเป้าหมายรายวัน การแสดงถึงอุปสรรคและแนวคิดของการทำงาน การให้กำลังใจของทีมงานร่วมกัน การแบ่งปันเทคนิคใหม่ๆ ที่ช่วยให้การทำงานเพิ่มขึ้น
.
6. กำหนดเป้าหมายที่ต้องการในแต่ละวัน โดยหัวหน้าทีมเป็นผู้กำหนด และตกลงร่วมกันกับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้คนในทีมรู้ว่า ในแต่ละวันต้องทำอะไรให้สำเร็จ มีตัวชี้วัดที่สามารถบันทึกเป็นหลักฐานได้อย่างไร ตรงนี้อาจจะใช้แอพในการติดตามผลการทำงาน หรือ โครงการต่างๆ ได้ เพื่อให้เห็น Timeline ของการทำงานได้อย่างชัดเจน
.
.
วิธีคิดของผู้ประเมินหรือหัวหน้าทีม
.
1. ผู้ประเมินต้องเปลี่ยนวิธีการคิดเป็นผู้สนับสนุนแทนการจับผิด และทำความเข้าใจกับทีมของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะการจับผิดนั่นจะไม่ช่วยให้การทำงานไปได้อย่างราบลื่น การทำงานที่บ้าน จะยิ่งตรวจสอบยากมาว่า พนักงานได้ทำงานอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์จริง 100% ของเวลางานหรือไม่ ดังนั้น การสร้างแนวคิดเป็นผู้สนับสนุน ต่อมีความไว้วางใจต่อทีมงาน และเชื่อว่าทุกคนตั้งใจทำงาน
.
2. วางแผนงานล่วงหน้าว่าในแต่ละวันต้องการผลลัพธ์อะไร ในแต่ละสัปดาห์ต้องการผลลัพธ์อะไร เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของการทำงานที่ต้องการ
.
3. มีความพร้อมในการแก้ปัญหาให้ทีมงานของตัวเองตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่า ตนเองไม่ทอดทิ้งทีมงาน อยู่เคียงข้างทีมงาน และให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
.
4. เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่รีบตัดสิน เนื่องจากการทำงานที่บ้านแต่ละคนไม่ได้เจอหน้ากันตลอดเวลา จึงต้องฟังทีมงานของตัวเองก่อน รับข้อมูลเข้ามาก่อนที่จะตัดสินใจอะไร ภายใต่แนวคิดว่า เราอยู่ห่างกัน เราไม่รู้หรอกว่าเขาเจออะไร ฟังไว้ก่อน จะได้รู้จริงๆ ว่า เขาต้องการอะไรกันแน่
.
.
วิธีการข้างต้นนี้ จะช่วยให้การทำงานมีความชัดเจนมากขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานแบบอยุ่ต่อหน้ากันก็ได้
.................................................................................................................
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
.
.
วิธีการประเมิน
1. แบ่งประเภทงานออกเป็น 2 กลุ่มคือ งานที่ต้องทำงานพร้อมๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นงานที่ต้องเป็นงานทำงานต่อกัน ทำพร้อมกัน หรือประสานงานกันตลอดเวลา เช่น Call Center หรือ คนตอบคำถามลูกค้า ที่มีเวลาในการให้บริการ กลุ่มที่ 2 คืองานที่ไม่ได้จำเป็นต้องทำงานพร้อมกัน แต่ละคนแบ่งงานเป็นชิ้นๆ แต่มีเวลาที่ต้องทำเสร็จตามที่กำหนด เช่นงานวิเคราะห์ข้อมูล งานออกแบบระบบ งานขาย
.
2. กำหนดประเด็นที่สำคัญของหน้าที่งานแต่ละตำแหน่ง เอาที่สำคัญจริงๆ 1 ข้อ ต่อคน ตรงนี้ต้องวิเคราะห์ที่คุณค่าหลักของแต่ละตำแหน่งสั้นๆ 1 ประโยค วิธีการคิดคือ หน้าที่ของตำแหน่งนี้มีไว้เพื่ออะไร เช่น มีพนักงานขายไว้เพื่อสร้างยอดขายและรักษาฐานลูกค้า นั่นหมายความว่า งานอื่นๆ ของตำแหน่งพนักงานขายเป็นงานแถม หรือหน้าที่รองทั้งหมด หรือ พนักงาน Call Center มีหน้าที่ตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้าทางโทรศัพท์ พนักงานแผนงานงบประมาณ มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลด้านงบประมาณและสร้างแผนการใช้งบประมาณ เป็นต้น
.
3. กำหนดวิธีการวัดความสำเร็จจำนวน 2-3 ข้อ ต่อตำแหน่ง เช่น พนักงาน Call Center วิธีการวัดความสำเร็จ 1) ทำงานในช่วงเวลาที่กำหนด 2) แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ 3) มีการบันทึกข้อมูลที่สำคัญให้บริษัทได้รับทราบ พนักงานฝ่ายกลยุทธ์ 1) รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดกลยุทธ์ 2) วิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวจ้องกับกลยุทธ์ 3) เสนอแผนกลยุทธ์เพื่อพร้อมในการตัดสินใจ
.
4. นำตัวชี้วัดมาสร้างเป็นการวัดผล ซึ่งจะอยู่ในรูปของ KPI หรือ OKR ก็ได้ ถ้าเป็น KPI เหมาะสำหรับการงานที่ต้องทำพร้อมๆ กัน มีกระบวนการในการทำงาน แต่ถ้าเป็น OKR เน้นที่ผลลัพธ์ของงาน จะทำด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่ความคืบหน้าในการทำงานต้องทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้ทีมสามารถมาช่วยเหลือกันได้
.
5. กำหนด ระยะเวลาในการพูดคุย กันของทีมให้เป็นเรื่องจำเป็นและควรทำแบบรายวัน ถ้าเป็นงานที่ต้องทำงานด้วยกัน ให้กำหนดเวลาพูดคุยตอนเริ่มงาน ระหว่างวัน และก่อนเลิกงาน สำหรับงานที่เป็นการทำงานแบบชิ้นงาน ให้มีการพูดคุยกันวันละ 1 ครั้งอย่างน้อย ก่อนสิ้นวัน หรือ เป็นวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า และตอนเย็น ขึ้นกับข้อตกลงของทีม เรื่องการที่พูดคุยกัน นั้น เป็นเรื่องการกำหนดเป้าหมายรายวัน การแสดงถึงอุปสรรคและแนวคิดของการทำงาน การให้กำลังใจของทีมงานร่วมกัน การแบ่งปันเทคนิคใหม่ๆ ที่ช่วยให้การทำงานเพิ่มขึ้น
.
6. กำหนดเป้าหมายที่ต้องการในแต่ละวัน โดยหัวหน้าทีมเป็นผู้กำหนด และตกลงร่วมกันกับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้คนในทีมรู้ว่า ในแต่ละวันต้องทำอะไรให้สำเร็จ มีตัวชี้วัดที่สามารถบันทึกเป็นหลักฐานได้อย่างไร ตรงนี้อาจจะใช้แอพในการติดตามผลการทำงาน หรือ โครงการต่างๆ ได้ เพื่อให้เห็น Timeline ของการทำงานได้อย่างชัดเจน
.
.
วิธีคิดของผู้ประเมินหรือหัวหน้าทีม
.
1. ผู้ประเมินต้องเปลี่ยนวิธีการคิดเป็นผู้สนับสนุนแทนการจับผิด และทำความเข้าใจกับทีมของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะการจับผิดนั่นจะไม่ช่วยให้การทำงานไปได้อย่างราบลื่น การทำงานที่บ้าน จะยิ่งตรวจสอบยากมาว่า พนักงานได้ทำงานอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์จริง 100% ของเวลางานหรือไม่ ดังนั้น การสร้างแนวคิดเป็นผู้สนับสนุน ต่อมีความไว้วางใจต่อทีมงาน และเชื่อว่าทุกคนตั้งใจทำงาน
.
2. วางแผนงานล่วงหน้าว่าในแต่ละวันต้องการผลลัพธ์อะไร ในแต่ละสัปดาห์ต้องการผลลัพธ์อะไร เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของการทำงานที่ต้องการ
.
3. มีความพร้อมในการแก้ปัญหาให้ทีมงานของตัวเองตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่า ตนเองไม่ทอดทิ้งทีมงาน อยู่เคียงข้างทีมงาน และให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
.
4. เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่รีบตัดสิน เนื่องจากการทำงานที่บ้านแต่ละคนไม่ได้เจอหน้ากันตลอดเวลา จึงต้องฟังทีมงานของตัวเองก่อน รับข้อมูลเข้ามาก่อนที่จะตัดสินใจอะไร ภายใต่แนวคิดว่า เราอยู่ห่างกัน เราไม่รู้หรอกว่าเขาเจออะไร ฟังไว้ก่อน จะได้รู้จริงๆ ว่า เขาต้องการอะไรกันแน่
.
.
วิธีการข้างต้นนี้ จะช่วยให้การทำงานมีความชัดเจนมากขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานแบบอยุ่ต่อหน้ากันก็ได้
.................................................................................................................
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563
หลังวิกฤติพฤติกรรมคนเปลี่ยน ลูกค้าก็เปลี่ยน
จากสถาการณ์โรคระบาด COVID-19 ทำให้เกิดการชะงัดอย่างช็อคๆ ทั่วโลก คนจำนวนมากประมาณครึ่งโลก หรือ 3,000 ล้านคน ไม่อาจจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบแบบรุนแรงเช่นกัน ตอนนี้พ่อค่าแม้ค่า นักธุรกิจ ต่างมีรายได้ลดลง อย่างน่าเหลือเชื่อ การดำเนินธุรกิจหลายราย ต้องปิดกิจการชั่วคราว ถึงอาจปิดเป็นการถาวรเลย ก็ได้
.
.
มีการคาดว่า ถ้าอย่างเร็ว ธุรกิจจะกลับมาเริ่มดำเนินการได้ช่ว กรกฎาคม แต่ทุกคนจะชะลอการใช้เงิน เพราะงเินที่มีอยู่นั้น หายไปจากระบบจำนวนมาก เพราะเศรษฐกิจไม่หมุนเวียน ดังนั้น พฤติกรรมต่างๆ ย่อต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเรื่องการใช้งบประมาณ การลงทุน การซื้อสินค้า รูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึง การวางแผนทางการเงิน
.
.
ในช่วงที่เราต้องหยุดพักการทำงาน หนุดพักกิจการของเราตอนนี้ กิจกรรมอย่างหนึ่งที่เราต้องทำ แทนการอยู่เฉยๆ คือการหาข้อมูลความต้องการของตลาดและลูกค้าของเราเอง เพราะว่า ความต้องการของลูกค้า ทัศนคติ และพฤคิกรรมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนหลักวิกฤติ เหมือนกับว่า โลกจะมีการลอกคราบอีกครั้ง เพื่อเติบโตขึ้น
.
.
ด้วยการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ธุรกิจบางอย่างที่เคยเป็นธุรกิจดาวเเด่น อาจจะไม่ใช่อีกต่อไป ธุรกิจบางอย่างที่ไม่เคยได้รับความสนใจ กลับกลายเป็นธุรกิจที่มีความต้องการก็ได้ เช่น ธุรกิจรับการสัมนานอกสถานที่เพื่อเป็นรางวัลให้กับพนักงาน หลังวิกฤติไป อาจจะกลายเป็นเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครสนใจ ส่วนธุรกิจการวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อความมั่นคงของบริษัท จะกลายเป็นธุรกิจที่ได้รัยความสนใจ เพราะใครๆ ก็ต้องการที่จะเก็บเงินไว้ให้เร็วโดยไม่รู้ว่าวิกฤติจะมาอีกเมื่อไหร่
.
.
การหาข้อมูลสามารถหาได้จาก 3 แหล่งหลักๆ คือ
1) ข้อมูลภายในตัวของเจ้าของกิจการเอง หมายความว่า เจ้าของกิจการต้องเข้าใจในบทบาทของตัวเองว่า ตัวเองกำลังส่งมอบอะไรให้กับสังคม ด้วยความสามารถของเราคืออะไร ตรงนี้ต้องคุยกับตัวเองให้ชัดเจน โดยเฉพาะการค้นหา Passion เพื่อการทำงานที่มีความสุข เป็นข้อมูลส่วนแรกที่ต้องเข้าใจ แต่ยังไม่สามารถยึดเป็นข้อมูลทั้งหมดได้ ให้เราพิจารณาข้อมูลต่อไปในส่วนที่ 2
.
2) ข้อมูลจากค้นหาทั่วไป เรื่องนี้ต้องไปหาจากกระแสของสังคม เรื่องการให้ความสนใจของคนทั่วไป สามารถใช้การหาข้อมูลจาก แนวโน้มของ Google Youtube หรือสิ่งที่คนกำลังดูบ่อยๆ ได้ เช่น กระแสการทำงานที่บ้าน การเรียนรู้การทำเกษตร การตั้งกิจการของตนเอง เป็นต้น
.
3) ข้อมูลจากลูกค้าของเราเอง ช่วงนี้ ให้ธุรกิจเริ่มพูดคุยกับลูกค้าว่า คิดเห็นอย่างไร กับสถาการณ์ (โดยส่วนใหญ่แล้วจะบอกว่า "แย่") ให้เราถามต่อไปอีกหน่อยเพื่อหาข้อมูลว่า ลูกค้าจะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไป เพื่อทำการประเมินความต้องการของลูกค้า พฤติกรรมของลูกค้า และสิ่งที่เราสามารถทำให้ลูกค้าได้
.
.
นำข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมาวิเคราะห์ว่า เราสามารถทำอะไรให้ลูกค้าได้มากขึ้น ลูกค้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากธุรกิจของเรา (ในมุมมองของลูกค้า) แล้วนำมากำหนดว่าธุรกิจของเราต้องปรับตัวอย่างไรโดยมีขั้นตอนในการตั้งคำถามในรูปแบบของ Outste-in ให้กับตัวเองดังนี้
1) ลูกค้ากำลังเดือดร้อนอะไร ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง
2) ลูกค้ากำลังมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังวิกฤติ
3) เรามีความสามารถช่วยเหลือลูกค้าในเรื่องอะไรบ้าง หลังวิกฤติ
4) เราต้องพัฒนาความสามารถของเราเรื่องอะไรที่จะให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นหลังวิกฤติ
5) เรานำเสนออะไร ธุรกิจอื่นๆ จะเสนออะไร แล้วจริงๆ แล้วลูกค้อยากได้อะไร
.
.
เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้แล้ว จะสามารถนำมาสร้างเป็นแนบทางการเสนอคุณค่า หรือ Value Proposition ให้กับลูกค้า เพื่อให้การปรับตัวของเรา เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือลูกค้า และฟื้นฟูกิจการไปด้วยกัน สิ่งที่ต้องคิดยู่ในใจคือ ถ้าลูกค้ารอด เราก็รอดด้วย เพราะเรายังมีลูกค้าอยู่
.................................................................................................................
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
.
.
มีการคาดว่า ถ้าอย่างเร็ว ธุรกิจจะกลับมาเริ่มดำเนินการได้ช่ว กรกฎาคม แต่ทุกคนจะชะลอการใช้เงิน เพราะงเินที่มีอยู่นั้น หายไปจากระบบจำนวนมาก เพราะเศรษฐกิจไม่หมุนเวียน ดังนั้น พฤติกรรมต่างๆ ย่อต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเรื่องการใช้งบประมาณ การลงทุน การซื้อสินค้า รูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึง การวางแผนทางการเงิน
.
.
ในช่วงที่เราต้องหยุดพักการทำงาน หนุดพักกิจการของเราตอนนี้ กิจกรรมอย่างหนึ่งที่เราต้องทำ แทนการอยู่เฉยๆ คือการหาข้อมูลความต้องการของตลาดและลูกค้าของเราเอง เพราะว่า ความต้องการของลูกค้า ทัศนคติ และพฤคิกรรมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนหลักวิกฤติ เหมือนกับว่า โลกจะมีการลอกคราบอีกครั้ง เพื่อเติบโตขึ้น
.
.
ด้วยการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ธุรกิจบางอย่างที่เคยเป็นธุรกิจดาวเเด่น อาจจะไม่ใช่อีกต่อไป ธุรกิจบางอย่างที่ไม่เคยได้รับความสนใจ กลับกลายเป็นธุรกิจที่มีความต้องการก็ได้ เช่น ธุรกิจรับการสัมนานอกสถานที่เพื่อเป็นรางวัลให้กับพนักงาน หลังวิกฤติไป อาจจะกลายเป็นเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครสนใจ ส่วนธุรกิจการวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อความมั่นคงของบริษัท จะกลายเป็นธุรกิจที่ได้รัยความสนใจ เพราะใครๆ ก็ต้องการที่จะเก็บเงินไว้ให้เร็วโดยไม่รู้ว่าวิกฤติจะมาอีกเมื่อไหร่
.
.
การหาข้อมูลสามารถหาได้จาก 3 แหล่งหลักๆ คือ
1) ข้อมูลภายในตัวของเจ้าของกิจการเอง หมายความว่า เจ้าของกิจการต้องเข้าใจในบทบาทของตัวเองว่า ตัวเองกำลังส่งมอบอะไรให้กับสังคม ด้วยความสามารถของเราคืออะไร ตรงนี้ต้องคุยกับตัวเองให้ชัดเจน โดยเฉพาะการค้นหา Passion เพื่อการทำงานที่มีความสุข เป็นข้อมูลส่วนแรกที่ต้องเข้าใจ แต่ยังไม่สามารถยึดเป็นข้อมูลทั้งหมดได้ ให้เราพิจารณาข้อมูลต่อไปในส่วนที่ 2
.
2) ข้อมูลจากค้นหาทั่วไป เรื่องนี้ต้องไปหาจากกระแสของสังคม เรื่องการให้ความสนใจของคนทั่วไป สามารถใช้การหาข้อมูลจาก แนวโน้มของ Google Youtube หรือสิ่งที่คนกำลังดูบ่อยๆ ได้ เช่น กระแสการทำงานที่บ้าน การเรียนรู้การทำเกษตร การตั้งกิจการของตนเอง เป็นต้น
.
3) ข้อมูลจากลูกค้าของเราเอง ช่วงนี้ ให้ธุรกิจเริ่มพูดคุยกับลูกค้าว่า คิดเห็นอย่างไร กับสถาการณ์ (โดยส่วนใหญ่แล้วจะบอกว่า "แย่") ให้เราถามต่อไปอีกหน่อยเพื่อหาข้อมูลว่า ลูกค้าจะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไป เพื่อทำการประเมินความต้องการของลูกค้า พฤติกรรมของลูกค้า และสิ่งที่เราสามารถทำให้ลูกค้าได้
.
.
นำข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมาวิเคราะห์ว่า เราสามารถทำอะไรให้ลูกค้าได้มากขึ้น ลูกค้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากธุรกิจของเรา (ในมุมมองของลูกค้า) แล้วนำมากำหนดว่าธุรกิจของเราต้องปรับตัวอย่างไรโดยมีขั้นตอนในการตั้งคำถามในรูปแบบของ Outste-in ให้กับตัวเองดังนี้
1) ลูกค้ากำลังเดือดร้อนอะไร ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง
2) ลูกค้ากำลังมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังวิกฤติ
3) เรามีความสามารถช่วยเหลือลูกค้าในเรื่องอะไรบ้าง หลังวิกฤติ
4) เราต้องพัฒนาความสามารถของเราเรื่องอะไรที่จะให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นหลังวิกฤติ
5) เรานำเสนออะไร ธุรกิจอื่นๆ จะเสนออะไร แล้วจริงๆ แล้วลูกค้อยากได้อะไร
.
.
เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้แล้ว จะสามารถนำมาสร้างเป็นแนบทางการเสนอคุณค่า หรือ Value Proposition ให้กับลูกค้า เพื่อให้การปรับตัวของเรา เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือลูกค้า และฟื้นฟูกิจการไปด้วยกัน สิ่งที่ต้องคิดยู่ในใจคือ ถ้าลูกค้ารอด เราก็รอดด้วย เพราะเรายังมีลูกค้าอยู่
.................................................................................................................
พูดคุยกับผู้เขียนได้ที่
Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul
https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul
รับให้คำปรึกษา ด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนามนุษย์ การออกแบบระบบการทำงาน
การวิจัยการตลาด การปรับ Mindset เพื่อความสุขและความสำเร็จ
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2563
การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจประเทศไทยหลัง COVID-19
เกิดอะไรขึ้นจาก COVID19
สถานการณ์โรคระบาดจาก COVID-19 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้กับสุขภาพ สังคม และระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ตั้งเดือน มกราคม 2020 เริ่มมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงเดือน มีนาคม ก็ลุกลามไปทั่วโลกครบทุกประเทศ จนหลายๆ ประเทศต้องมีการปิดเมือง ลดการพบปะกัน อยู่กับบ้าน ลดการเดินทาง โรงพยาบาลต้องทำงานหนักมากขึ้น สินค้าหลายอย่างขาดตลาด ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังมีอีกหลายๆ ธุรกิจที่ได้รับผลการทบ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรวมตัวกันของคน เช่นธุรกิจกีฬา ธุรกิจจัดการประชุมและงานแสดงสินค้า ธุรกิจการฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน ธุรกิจหอพัก เป็นต้น
ในแง่ของอุตสาหกรรม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งมีทั้งผลกระทบทางลบและผลกระทบทางบวก ผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นก่อนคือสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้คนมีการซื้อสินค้าเก็บหรือกักตุนไว้ในบ้านอย่างน้อยในช่วงแรกปริมาณเพิ่มขึ้นเพราะการออกจากบ้านยากขึ้น จึงเพิ่มการซื้อทีละมากๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนการซื้อจะน้อยลง เพราะสินค้าที่ต้องการถูกซื้อไปหมดแล้ว สินค้าที่จะได้รับความนิยมในช่วงต้นของสถานการณ์นี้คือ สินค้าที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและความบันเทิงเมื่อต้องอยู่บ้าน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องทำอาหาร รวมถึงอุปกรณ์ออกกำลังกายต่างๆ สินค้าที่ยังไม่จำเป็นเช่น แฟชั่น เครื่องประดับ ที่ต้องใช้ในการไปพบปะกับผู้คนในเวลาปกติจะมีจำนวนการซื้อลดลงด้วย
สินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอันไหนที่คนใช้ให้ปลอดภัยจากไวรัส ทั้งที่เป็นจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะได้รับความนิยมจนราคาพุ่งไปหลายเท่าตัว
ส่วนบริการหลายๆ อย่างจะมีการเปลี่ยนแปลงไป บริการส่งสินค้าขนาดเล็กด้วยรถมอร์ไซค์ ส่งไปตามบ้านเราเห็นได้ว่ามีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น เรียกว่า บริการอะไรที่ทำงานแทนเราได้โดยที่เราไม่ต้องออกไปไหน จะได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น บริการทางสื่อดิจิตัลก็เช่นกัน ก็จะได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น
ในภาพของเศรษฐกิจระดับมหภาค ตอนนี้คนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เงินสดที่มีอยูในมือมีจำนวนน้อยลงอย่างมาก จึงทำให้เกิดการชะลอการใช้จ่ายลง และกลับไปอยู่ตามภูมิลำเนาเดิมของตัวเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย คนที่มีเงินสะสมไว้ ก็ชะลอการใช้จ่ายเพื่อให้มั่นใจว่ามีเงินได้มากพอที่จะอยู่พ้นจากวิกฤตินี้ไป ตรงนี้เป็นการลดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นการดึงผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ที่ว่าปี 2019 เผาหลอก ปี 2020 เผาจริง ก็จริงๆ แหละ คาดการว่าประเทศไทยน่าจะมี GDP -5% แต่อัตราเงินเฟ้อน่าจะพุ่งไปไกล
การเงินของรัฐในคลังก็มีน้อยลงอย่างมาก การเก็บภาษีต้องได้รับผลกระทบไปถึงปี 2021 ที่จะจัดเก็บได้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามรัฐจะเป็นผู้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญทั้งการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อให้เกิดขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลัง COVID-19
หลังสิ้นสุดสถาการณ์ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวทันทีเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะมีหลายธุรกิจที่ปิดไปช่วงนี้ อาจจะไปไปแบบถาวร หลายธุรกิจ ต้องสร้างฐานลูกค้าใหม่ หลายธุรกิจ ต้องรอความมั่นใจของประชาชน เริ่มจากธุรกิจท่องเที่ยว จะเป็นธุรกิจที่ฟื้นตัวได้ช้าเพราะการท่องเที่ยวจะมาเป็นอันดับรอง ผู้คนส่วนใหญ่จะเร่งสร้างรายได้เพื่อชดเชยจากสถาการณ์โรคระบาดนี้ก่อน คนที่ท่องเที่ยว จะเป็นคนที่ยังมีเงินเก็บและกลุ่มที่ดูงานเป็นส่วนใหญ่
ธุรกิจด้านการเดินทางจะมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น แต่ขนส่งสาธารณะจะไม่เพิ่มรวดเร็วนัก เพราะ ว่าผู้คนต้องการความมั่นใจ ดังนั้น การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจึงเป็นทางเลือก และจะเป็นโอกาสของรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ราคาพลังงานถูก มีเสถียรภาพกว่าน้ำมันอย่างรถยนต์ EV หรือ รถยนต์ลูกผสมทั้งหลาย
ธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคม จะมีความต้องการสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตัลจะเข้ามามีบทบาทมาก เพราะผู้คนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีจาก Work From Home แล้ว จะช่วยให้การยอมรับเทคโนโลยีทำได้ง่ายขึ้น
ธุรกิจด้านการก่อสร้างถ้าเป็นโครงการของรัฐในระยะสั้นอาจจะยังไม่กระทบ แต่ถ้าเป็นระยะกลาง น่ามีผลกระทบลดลงบ้างเพราะรัฐต้องเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฐานราก แต่ในระยะยาวจะกลับมาได้อีกครั้ง สำหรับการก่อสร้างเพื่อการบริโภค จะชลอตัวลง ทั้งจากการให้สินเชื่อของธนาคาร รายได้ที่หายไปช่วงเกิด COVID-19 และความมั่นใจในถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากตอนนี้เองหลายคนกลับไปยังภูมิลำเนาของตัวเอง ทำให้คนย้ายออกจากเมืองใหญ่ และหลายคนจะพบว่า การทำงานจากภูมิลำเนาสามารถทำได้ ทำให้ความต้องการของบ้านสร้างใหม่ในเมืองลดลง ส่วนบ้านที่อยู่ในต่างจังหวัดอาจจะคงตัว เพราะมีบ้านและที่ดินอยู่แล้ว
ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต จะเริ่มหาแรงงานยากขึ้น จึงมีการใช้เครื่องจักรที่ใช้แรงงานน้อยลง มาทดแทน ให้สามารถทำงานได้ และต้องการแรงงานที่มีทักษะมากขึ้น จึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเทคโนโลยีการผลิต หุ่นยนต์จะเกิดใหม่มากขึ้นหลังสถานการณืนี้ มาทดแทนแรงงาน
ธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าและบริการหลายๆ แห่งต้องการส่งสินค้าให้ได้มากและเร็วที่สุด จึงเกิดการแข่งขันอย่างมากว่าใครจะให้บริการได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากว่ากัน
ธุรกิจอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร กลายเป็นดาวเด่นในช่วงหลังสถานการณ์ เพราะว่า หลายประเทศต้องหยุดผลิตและหยุดทำงาน ทำให้มีความต้องการและปีนี้มีภัยแล้ง จึงทำให้สินค้าเกษตรช่วงปลายปีจะหายากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีจีนที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าออกไปขายแข่งด้วยทั่วโลก และทั่วโลกจะตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศเพิ่มขึ้น
ธุรกิจด้านการเพิ่มศุกยภาพของมนุษย์ เช่นด้านสุขภาพ และการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแน่นอน เพราะต้องการเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตอนนี้ ผู้คนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพของตัวเอง เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการสร้างองค์ความรู้ของตัวเองมากขึ้น ดังนั้น รูปแบบการให้บริการทางดารแพทย์และการศึกษาจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่เปลี่ยนแปลงรู้แบบไปมากขึ้น อนาคตอาจถึงกับต้องมีโรงพยาบาลออนไลน์ เมื่อตรวจเสร็จจัดส่งยามาให้ที่บ้าน มีโรงเรียนออนไลน์ เรียนแบบสดแต่ผ่านแอพหรือเทคโนโลยีมากกว่ามาเรียนแบบสด และกลุ่มเรียนจะเฉพาะทางมากขึ้น
พฤติกรรมของคนจะเป็นอย่างไรในปี 2020 และ 2021
คนในโลกจะเว้นระยะห่างกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนจะมีความแยกเดี่ยวมากขึ้น และมีการลดการสัมผัสตัวลง คนจะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งโอกาสนี้ คนจะเข้าใจประเทศจีนใหม่ว่า เป็นประเทศแห่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การผลิต และเทคโนโลยีตัวจริง
คนจะมีการตื่นตัวทางสุขอนามัยมากขึ้น ที่แฝงด้วยความระแวงกัน ดังนั้น ธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ จึงต้องใช้เรื่องของสุขอนามัยเป็นประเด็นหลักในการดำเนินการไปพร้อมๆ กัน หลังจากนี้ไปคงมีการสืบสวนกันว่า เชื้อไวรัสนี้มาจากไหน แล้วจะมีตัวอะไรมาอีกในอนาคตหรือไม่ การอยู่รวมกันของคนที่แออัด จะส่งผลต่อชีวิตคนเราทั้งโลกอย่างไร โรคระบาดคราวนี้ สร้างแผลในใจให้คนทั่วโลกที่เจ็บปวดมาก
เศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อไหร่
ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะมีบางกลุ่มที่หายไปจากตลาดเลยเพราะผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเทคโนโลยี แต่มีบางกลุ่มที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วถ้ามีเทคโนโลยีและเงินทุน และสามารถมองกระแสของการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าคนอื่น คนที่เก่งในวันก่อน จะไม่เก่งต่อไปอีกแล้ว ระยะเวลา 3-4 เดือนที่โลกต่อสู้กับ COVID-19 นานพอที่จะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างมาก
แต่ภาคการเกษตรจะเป็นกลุ่มที่ปรับตัวช้าที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่เกษตรกรมีอายุเฉลี่ยเกิน 60 ปี ทำให้อัตรการยอมรับของเทคโนโลยีอยู่ในระดับที่ต่ำ และการแพร่ระบาดมีน้อยกว่าในสังคมเมือง จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นระหว่างนานทุนและเกษตรกร
บทบาทของภาครัฐ
นอกจากการออกมาตรการต่างๆ เพื่อการสร้างสุขอนามัยของประชาชน การหยุดยั้งโรคระบาดและ สิ่งที่ภาครัฐต้องทำอย่างเอาจริงๆ เอาจังมากว่ากการแจกเงินคือ การจ้างแรงงานโดยภาครัฐ เพื่อให้รัฐได้งานประชาชนได้เงิน ในระดับรากหญ้า เป็นมาตรการระยะสั้น และเร่งด่วนหลังจบสถานการณ์นี้ รัฐเองมีงานมากมายที่ต้องทำ เพราะประเทศเราต้องสู้กับภัยของฝั่น ภัยแล้ง การจัดการขยะ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีกมากมาย เอาตัวอย่างง่ายๆ รัฐตั้งโครงการปลูกป่า โดยการจ้างประชาชนให้เป็นผู้ปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และจ้างประชาชนดูแลต้นไม้ โดยการจ่ายเงินให้กับจำนวนต้นไม้ที่รอดทุกๆ 6 เดือน รัฐจ้างประชาชนเก็บขยะมูลฝอยที่อยู่ตามที่ต่างๆ คิดเป็นตัน เพื่อนำไปจัดการให้ถูกต้อง แบบนี้จะได้ประโยชน์ทั้งรัฐและประชาชน ส่วนที่มีโอกาสในการประกอบอาชีพ เขาจะไปใช้ชีวิตของเขาเอง
ประเด็นที่ 2 ที่รัฐต้องดำเนินการ คือการทำให้ประชาชนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เป็นลักษณะการสร้างประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยี และการนอมรับเทคโนโลยี เพื่อให้การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีในประเทศเป็นไปได้โดยง่าย มิฉะนั้น คนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อน จะเป็นผู้ได้เปรียบและคนที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี จะเป็นคนที่ต้องเป็นรองในระบบเศรษฐกิจ เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสมถรรนะของคนในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่อาจจะทำได้ในระบบการศึกษาปกติ แต่เป็นการศึกษานอกระบบ การศึกษาตลอดชีวิต
ประเด็นที่ 3 รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวคณะการบริหารประเทศ ด้วยการปฏิรูปตัวเองเสียใหม่ เปลี่ยนแปลงแบบห้ามือเป็นหลังมือ ทุกวันนี้ เอกชนจำนวนมากมีวิกฤติความศัทธาต่อรัฐบาล และราชการ ไม่เชื่อว่าจะมีความโปร่งใส หากรัฐต้องการข้ามวิกฤตินี้ไปให้ได้ ถ้าประชาชนไ่ศรัทธา ประชาชนจะไม่ฟังและให้ความร่วมมือกับรัฐ โอกาสในการพัฒนาไปข้างหน้าจะยากขึ้น รัฐต้องเข้าใจว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องอาศัยการบริหาร ไม่ใช่การปกครอง คือการรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยบชน์สูงสุดกับประเทศ
บทบาทของประชาชน
เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวแต่ส่งผลกระทบแบบถาวรให้กับโลกใบนี้ ผู้คนต่างๆ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากวันนี้แน่นอน เราเองในฐานะประชาชน จะรอกแต่รัฐอย่างเดียวคงจะทำไม่ได้ จะไม่ทำอะไรเลย ก็คงไม่ดี หลายคนก็บอกว่า พยายามทำทุกอย่างแล้ว ก็ยังไม่โอเค ประชาชนอย่างเราๆ ต้องตั้งสติให้ดี และถามตัวเองว่า เราต้องเก่งอะไรไปมากกว่านี้ เพื่อให้เราอยู่ได้ เราควรจะต้องทิ้งอะไรไปในช่วงนี้เพื่อการเติบโตของตัวเอง หือเรียกว่า Self-Disruption เราแต่ละคนต้องหาแนวทางการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะช่วที่ยังมีโรคระบาดอยู่ เราอยู่บ้าน เราอยู่ในทักพัก ไม่ได้ออกไปไหน การเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาตัวเองจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ COVID เหมือนเป็นการบอกเราว่า เราจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เพราะตัวย่อของ COVID สามารถแปลได้อีกอย่างคือ Connect Our Value in Digital
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
การวางแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ งบประมาณเป็นแผนที่ทุกองค์กรต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นแผนที่ควบคุมการรับเงินและการจ่ายเงินขององค...
-
ความลับของคนเก่งคิด #Competency #SkillUp คนคิดเก่งคือคนฉลาด หลายคนว่าแบบนั้น มันก็จริง แต่อะไรหละที่ทำให้คนนั้นฉลาดกว่าคนอื่น . ความฉลาดเกิ...
-
หลายๆ เมืองเกิด Lock Down แล้ว บางหน่วยงานก็มีมาตรการทำงานอยู่ที่บ้าน เมื่อยังต้องทำงานก็ต้องมีผลงาน เพราะการทำงานที่บ้านไม่ใช่การหยุดงาน หั...





