วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2563

การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจประเทศไทยหลัง COVID-19

เกิดอะไรขึ้นจาก COVID19

สถานการณ์โรคระบาดจาก COVID-19 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้กับสุขภาพ สังคม และระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ตั้งเดือน มกราคม 2020 เริ่มมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงเดือน มีนาคม ก็ลุกลามไปทั่วโลกครบทุกประเทศ จนหลายๆ ประเทศต้องมีการปิดเมือง ลดการพบปะกัน อยู่กับบ้าน ลดการเดินทาง โรงพยาบาลต้องทำงานหนักมากขึ้น สินค้าหลายอย่างขาดตลาด ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังมีอีกหลายๆ ธุรกิจที่ได้รับผลการทบ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรวมตัวกันของคน เช่นธุรกิจกีฬา ธุรกิจจัดการประชุมและงานแสดงสินค้า ธุรกิจการฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน ธุรกิจหอพัก เป็นต้น

ในแง่ของอุตสาหกรรม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งมีทั้งผลกระทบทางลบและผลกระทบทางบวก ผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นก่อนคือสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้คนมีการซื้อสินค้าเก็บหรือกักตุนไว้ในบ้านอย่างน้อยในช่วงแรกปริมาณเพิ่มขึ้นเพราะการออกจากบ้านยากขึ้น จึงเพิ่มการซื้อทีละมากๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนการซื้อจะน้อยลง เพราะสินค้าที่ต้องการถูกซื้อไปหมดแล้ว สินค้าที่จะได้รับความนิยมในช่วงต้นของสถานการณ์นี้คือ สินค้าที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและความบันเทิงเมื่อต้องอยู่บ้าน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องทำอาหาร รวมถึงอุปกรณ์ออกกำลังกายต่างๆ สินค้าที่ยังไม่จำเป็นเช่น แฟชั่น เครื่องประดับ ที่ต้องใช้ในการไปพบปะกับผู้คนในเวลาปกติจะมีจำนวนการซื้อลดลงด้วย

สินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอันไหนที่คนใช้ให้ปลอดภัยจากไวรัส ทั้งที่เป็นจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะได้รับความนิยมจนราคาพุ่งไปหลายเท่าตัว

ส่วนบริการหลายๆ อย่างจะมีการเปลี่ยนแปลงไป บริการส่งสินค้าขนาดเล็กด้วยรถมอร์ไซค์ ส่งไปตามบ้านเราเห็นได้ว่ามีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น เรียกว่า บริการอะไรที่ทำงานแทนเราได้โดยที่เราไม่ต้องออกไปไหน จะได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น บริการทางสื่อดิจิตัลก็เช่นกัน ก็จะได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น

ในภาพของเศรษฐกิจระดับมหภาค ตอนนี้คนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เงินสดที่มีอยูในมือมีจำนวนน้อยลงอย่างมาก จึงทำให้เกิดการชะลอการใช้จ่ายลง และกลับไปอยู่ตามภูมิลำเนาเดิมของตัวเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย คนที่มีเงินสะสมไว้ ก็ชะลอการใช้จ่ายเพื่อให้มั่นใจว่ามีเงินได้มากพอที่จะอยู่พ้นจากวิกฤตินี้ไป ตรงนี้เป็นการลดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นการดึงผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ที่ว่าปี 2019 เผาหลอก ปี 2020 เผาจริง ก็จริงๆ แหละ คาดการว่าประเทศไทยน่าจะมี GDP -5% แต่อัตราเงินเฟ้อน่าจะพุ่งไปไกล

การเงินของรัฐในคลังก็มีน้อยลงอย่างมาก การเก็บภาษีต้องได้รับผลกระทบไปถึงปี 2021 ที่จะจัดเก็บได้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามรัฐจะเป็นผู้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญทั้งการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อให้เกิดขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลัง COVID-19 

หลังสิ้นสุดสถาการณ์ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวทันทีเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะมีหลายธุรกิจที่ปิดไปช่วงนี้ อาจจะไปไปแบบถาวร หลายธุรกิจ ต้องสร้างฐานลูกค้าใหม่ หลายธุรกิจ ต้องรอความมั่นใจของประชาชน เริ่มจากธุรกิจท่องเที่ยว จะเป็นธุรกิจที่ฟื้นตัวได้ช้าเพราะการท่องเที่ยวจะมาเป็นอันดับรอง ผู้คนส่วนใหญ่จะเร่งสร้างรายได้เพื่อชดเชยจากสถาการณ์โรคระบาดนี้ก่อน คนที่ท่องเที่ยว จะเป็นคนที่ยังมีเงินเก็บและกลุ่มที่ดูงานเป็นส่วนใหญ่

ธุรกิจด้านการเดินทางจะมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น แต่ขนส่งสาธารณะจะไม่เพิ่มรวดเร็วนัก เพราะ ว่าผู้คนต้องการความมั่นใจ ดังนั้น การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจึงเป็นทางเลือก และจะเป็นโอกาสของรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ราคาพลังงานถูก มีเสถียรภาพกว่าน้ำมันอย่างรถยนต์ EV หรือ รถยนต์ลูกผสมทั้งหลาย

ธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคม จะมีความต้องการสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตัลจะเข้ามามีบทบาทมาก เพราะผู้คนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีจาก Work From Home แล้ว จะช่วยให้การยอมรับเทคโนโลยีทำได้ง่ายขึ้น 

ธุรกิจด้านการก่อสร้างถ้าเป็นโครงการของรัฐในระยะสั้นอาจจะยังไม่กระทบ แต่ถ้าเป็นระยะกลาง น่ามีผลกระทบลดลงบ้างเพราะรัฐต้องเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฐานราก แต่ในระยะยาวจะกลับมาได้อีกครั้ง สำหรับการก่อสร้างเพื่อการบริโภค จะชลอตัวลง ทั้งจากการให้สินเชื่อของธนาคาร รายได้ที่หายไปช่วงเกิด COVID-19 และความมั่นใจในถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากตอนนี้เองหลายคนกลับไปยังภูมิลำเนาของตัวเอง ทำให้คนย้ายออกจากเมืองใหญ่ และหลายคนจะพบว่า การทำงานจากภูมิลำเนาสามารถทำได้ ทำให้ความต้องการของบ้านสร้างใหม่ในเมืองลดลง ส่วนบ้านที่อยู่ในต่างจังหวัดอาจจะคงตัว เพราะมีบ้านและที่ดินอยู่แล้ว

ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต จะเริ่มหาแรงงานยากขึ้น จึงมีการใช้เครื่องจักรที่ใช้แรงงานน้อยลง มาทดแทน ให้สามารถทำงานได้ และต้องการแรงงานที่มีทักษะมากขึ้น จึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเทคโนโลยีการผลิต หุ่นยนต์จะเกิดใหม่มากขึ้นหลังสถานการณืนี้ มาทดแทนแรงงาน

ธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าและบริการหลายๆ แห่งต้องการส่งสินค้าให้ได้มากและเร็วที่สุด จึงเกิดการแข่งขันอย่างมากว่าใครจะให้บริการได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากว่ากัน 

ธุรกิจอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร กลายเป็นดาวเด่นในช่วงหลังสถานการณ์ เพราะว่า หลายประเทศต้องหยุดผลิตและหยุดทำงาน ทำให้มีความต้องการและปีนี้มีภัยแล้ง จึงทำให้สินค้าเกษตรช่วงปลายปีจะหายากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีจีนที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าออกไปขายแข่งด้วยทั่วโลก และทั่วโลกจะตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศเพิ่มขึ้น

ธุรกิจด้านการเพิ่มศุกยภาพของมนุษย์ เช่นด้านสุขภาพ และการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแน่นอน เพราะต้องการเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตอนนี้ ผู้คนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพของตัวเอง เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการสร้างองค์ความรู้ของตัวเองมากขึ้น ดังนั้น รูปแบบการให้บริการทางดารแพทย์และการศึกษาจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่เปลี่ยนแปลงรู้แบบไปมากขึ้น อนาคตอาจถึงกับต้องมีโรงพยาบาลออนไลน์ เมื่อตรวจเสร็จจัดส่งยามาให้ที่บ้าน มีโรงเรียนออนไลน์ เรียนแบบสดแต่ผ่านแอพหรือเทคโนโลยีมากกว่ามาเรียนแบบสด และกลุ่มเรียนจะเฉพาะทางมากขึ้น

พฤติกรรมของคนจะเป็นอย่างไรในปี 2020 และ 2021

คนในโลกจะเว้นระยะห่างกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนจะมีความแยกเดี่ยวมากขึ้น และมีการลดการสัมผัสตัวลง คนจะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งโอกาสนี้ คนจะเข้าใจประเทศจีนใหม่ว่า เป็นประเทศแห่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การผลิต และเทคโนโลยีตัวจริง

คนจะมีการตื่นตัวทางสุขอนามัยมากขึ้น ที่แฝงด้วยความระแวงกัน ดังนั้น ธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ จึงต้องใช้เรื่องของสุขอนามัยเป็นประเด็นหลักในการดำเนินการไปพร้อมๆ กัน หลังจากนี้ไปคงมีการสืบสวนกันว่า เชื้อไวรัสนี้มาจากไหน แล้วจะมีตัวอะไรมาอีกในอนาคตหรือไม่ การอยู่รวมกันของคนที่แออัด จะส่งผลต่อชีวิตคนเราทั้งโลกอย่างไร โรคระบาดคราวนี้ สร้างแผลในใจให้คนทั่วโลกที่เจ็บปวดมาก

เศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อไหร่

ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะมีบางกลุ่มที่หายไปจากตลาดเลยเพราะผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเทคโนโลยี แต่มีบางกลุ่มที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วถ้ามีเทคโนโลยีและเงินทุน และสามารถมองกระแสของการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าคนอื่น คนที่เก่งในวันก่อน จะไม่เก่งต่อไปอีกแล้ว ระยะเวลา 3-4 เดือนที่โลกต่อสู้กับ COVID-19 นานพอที่จะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างมาก

แต่ภาคการเกษตรจะเป็นกลุ่มที่ปรับตัวช้าที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่เกษตรกรมีอายุเฉลี่ยเกิน 60 ปี ทำให้อัตรการยอมรับของเทคโนโลยีอยู่ในระดับที่ต่ำ และการแพร่ระบาดมีน้อยกว่าในสังคมเมือง จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นระหว่างนานทุนและเกษตรกร

บทบาทของภาครัฐ

นอกจากการออกมาตรการต่างๆ เพื่อการสร้างสุขอนามัยของประชาชน การหยุดยั้งโรคระบาดและ สิ่งที่ภาครัฐต้องทำอย่างเอาจริงๆ เอาจังมากว่ากการแจกเงินคือ การจ้างแรงงานโดยภาครัฐ เพื่อให้รัฐได้งานประชาชนได้เงิน ในระดับรากหญ้า เป็นมาตรการระยะสั้น และเร่งด่วนหลังจบสถานการณ์นี้ รัฐเองมีงานมากมายที่ต้องทำ เพราะประเทศเราต้องสู้กับภัยของฝั่น ภัยแล้ง การจัดการขยะ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีกมากมาย เอาตัวอย่างง่ายๆ รัฐตั้งโครงการปลูกป่า โดยการจ้างประชาชนให้เป็นผู้ปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และจ้างประชาชนดูแลต้นไม้ โดยการจ่ายเงินให้กับจำนวนต้นไม้ที่รอดทุกๆ 6 เดือน รัฐจ้างประชาชนเก็บขยะมูลฝอยที่อยู่ตามที่ต่างๆ คิดเป็นตัน เพื่อนำไปจัดการให้ถูกต้อง แบบนี้จะได้ประโยชน์ทั้งรัฐและประชาชน ส่วนที่มีโอกาสในการประกอบอาชีพ เขาจะไปใช้ชีวิตของเขาเอง 

ประเด็นที่ 2 ที่รัฐต้องดำเนินการ คือการทำให้ประชาชนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เป็นลักษณะการสร้างประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยี และการนอมรับเทคโนโลยี เพื่อให้การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีในประเทศเป็นไปได้โดยง่าย มิฉะนั้น คนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อน จะเป็นผู้ได้เปรียบและคนที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี จะเป็นคนที่ต้องเป็นรองในระบบเศรษฐกิจ เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสมถรรนะของคนในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่อาจจะทำได้ในระบบการศึกษาปกติ แต่เป็นการศึกษานอกระบบ การศึกษาตลอดชีวิต

ประเด็นที่ 3 รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวคณะการบริหารประเทศ ด้วยการปฏิรูปตัวเองเสียใหม่ เปลี่ยนแปลงแบบห้ามือเป็นหลังมือ ทุกวันนี้ เอกชนจำนวนมากมีวิกฤติความศัทธาต่อรัฐบาล และราชการ ไม่เชื่อว่าจะมีความโปร่งใส หากรัฐต้องการข้ามวิกฤตินี้ไปให้ได้ ถ้าประชาชนไ่ศรัทธา ประชาชนจะไม่ฟังและให้ความร่วมมือกับรัฐ โอกาสในการพัฒนาไปข้างหน้าจะยากขึ้น รัฐต้องเข้าใจว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องอาศัยการบริหาร ไม่ใช่การปกครอง คือการรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยบชน์สูงสุดกับประเทศ

บทบาทของประชาชน

เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวแต่ส่งผลกระทบแบบถาวรให้กับโลกใบนี้ ผู้คนต่างๆ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากวันนี้แน่นอน เราเองในฐานะประชาชน จะรอกแต่รัฐอย่างเดียวคงจะทำไม่ได้ จะไม่ทำอะไรเลย ก็คงไม่ดี หลายคนก็บอกว่า พยายามทำทุกอย่างแล้ว ก็ยังไม่โอเค ประชาชนอย่างเราๆ ต้องตั้งสติให้ดี และถามตัวเองว่า เราต้องเก่งอะไรไปมากกว่านี้ เพื่อให้เราอยู่ได้ เราควรจะต้องทิ้งอะไรไปในช่วงนี้เพื่อการเติบโตของตัวเอง หือเรียกว่า Self-Disruption เราแต่ละคนต้องหาแนวทางการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะช่วที่ยังมีโรคระบาดอยู่ เราอยู่บ้าน เราอยู่ในทักพัก ไม่ได้ออกไปไหน การเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาตัวเองจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ COVID เหมือนเป็นการบอกเราว่า เราจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เพราะตัวย่อของ COVID สามารถแปลได้อีกอย่างคือ Connect Our Value in Digital 




วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563

วิธีการสื่อสารในกรณีที่ทีมงานต้องทำงานที่บ้าน

การสื่อสารในการทำงานเป็นเรื่องประจำวัน จำเป็น และสำคัญมาก เพราะการสื่อสารที่ดีย่อมหมายถึงผลลัพธ์ที่ดีด้วย แต่อุปสรรคที่สำคัญในการสื่อสารคือระยะทาง เมื่อคนเราต้องอยู่ห่างไกลกัน ทำให้การสื่อสารอาจเกิดการบิดเบือนได้โดยง่าย
.
.
ในการสื่อสารแบบใกล้ชิด หรือแบบต่อหน้านั้น สิ่งที่เราสื่อออกไปไม่ได้มีเพียงภาษาพูดหรือเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังมีการสื่อสารด้วยท่าทาง สีหน้า แววตา น้ำเสียง ความรู้สึก ระหว่างการสื่อสารของทั้งผู้ส่ง และผู้รับ นอกจากนั้น คนที่อยู่ต่อหน้ากันต่างผลัดกันเล่นบทบาทผู้ส่งและผู้รับกันตลอดเวลา ลองดูคน 2 คนที่กำลังคุยกันไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหน ทุกคนก็มีพฤติกรรมแบบนี้เสมอ
.
.
แต่เมื่อสถาการณ์ที่ทำให้ทีมงานต้องอยู่ห่างไกลกันแล้ว ย่อมต้องมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างจากการสื่อสารต่อหน้ากันออกไป ดังนั้น เทคนิคการสื่อแต่ละรูปแบบต้องใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วิธีการสื่อสารแต่ละรูปแบบทำอะไรได้บ้าง
.
.
สื่อสารด้วย email
.
วิธีการนี้เป็นเหมือนหนังสือสั่งการ ประกาศ บันทึกภายใน หรือบันทึกย่อ ซึ่งแต่เดิมอยู่ในรูปแบบของกระดาษ แต่มีความสะดวกมากกว่า เพราะเป็นรูปแบบอิเล็คทรอนิก สามารถส่งกลับได้ แต่ไม่ Real Time การสื่อสารจึงมีความคล้ายกับการสื่อสารทางเดียว ที่อาจจะมีการแนบไฟล์ คลิป วิดีโอ ภาพ ด้วยได้ กระจายได้เร็วถึงเป้าหมายที่ระบุตัวตนได้ว่าต้องการให้ใคร วิธีการนี้เหมาะกับการต้องการสื่อสารอย่างเป็นทางการ หรือกึ่งทางการ เป็นลักษณะการบอกกล่าวเป็นหลัก (แต่ใช้ตอบโต้ได้แบบขนาดของคนที่จำกัด เช่น 2-3 คน ถ้ามากกว่านี้จะไม่รู้เรื่อง)
.
.
สื่อสารด้วยแชตเดี่ยวหรือแชตกลุ่ม
.
วิธีการนี้ใช้สำหรับการสื่อสารที่ต้องการการตอบโต้ เพราะข้อมูลที่ส่งจะเป็นข้อมูลสั้นๆ หรือเสียงสั้นๆ เหมือนการสนทนาระหว่างคน ที่หลายคนชอบมาก เนื่องจากเป็นวิธีการสื่อสารที่ลดการปะทะต่อหน้า ข้อดีอีกอย่างของวิธีนี้คือ สื่อสารได้เร็ว ไม่ต้องรอปลายทางตอบรับ ส่งเอาไว้ก่อน คนที่เกี่ยวข้องเข้ามาอ่าน และตอบได้ทันที  แต่ข้อจำกัดก็มีเยอะ คือไม่สามารถส่งความคิดทุกอย่างได้โดยละเอียด เพราะด้วยจำนวนตัวอักษรทำให้ปริมาณสารที่สื่อออกไปได้มีข้อจำกัด สมองของเรามีความคิดเป็นจำนวนมาก มากกว่าตัวอักษรจะถ่ายทอดได้หมด นอกจากนั้น ยิ่งแชตกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ โอกาสที่จะไม่รู้เรื่องยิ่งมาก เพราะว่า มีโอกาสที่จะเกิดได้ 2 เหตุการณ์ อย่างแรก คือ คนที่รู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้อง จะไม่อ่านแชต หรือข้ามข้อความบางอย่างไป และเหตุการณ์ที่ 2 คือ มีหลายประเด็นในการสื่อสารแต่ละครั้ง เมื่อ 2 อย่างนี้เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเหมือนเป็นข้อความขยะและน่าเบื่อ ถ้าส่งสารสังเกตุเห็นว่า การตอบโต้เริ่มเงียบ เริ่มไม่เข้าใจ หรือเป็นเรื่องเร่งด่วน วิธีการนี้ไม่สามารถใช้ได้ต้องใช้การโทร
.
.

สื่อสารด้วยการโทร
.
การโทร เป็นวิธีการสื่อสารที่มีความใกล้เคียงกับการสื่อสารต่อหน้า ซึ่งปัจจุบันมีการโทรผ่านแอพ ไม่ต้องโทรด้วยโทรศัพท์จริงๆ ประหยัดค่าโทรศัพท์ได้มาก โทรหากันได้ทั่วโลก ข้อดีคือ สามารถสื่อสารได้ 2 ทาง ได้ปริมาณเนื้อหาได้มาก อธิบายได้ คนเราเวลาพูด 10 นาที เหมือนสื่อสารด้วยกระดาษมากกว่า 10 หน้า A4 แต่ข้อจำกัดคือยังไม่สามารถเห็นภาษากาย สีหน้า และผู้ที่สื่อสารกันทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องอยู่กับการสื่อสารตลอดเวลา ในประเด็นที่การโทรแล้ว ยังไม่สามารถอธิบายได้ ชัดเจนนัก ยังไม่สามารถ ทำความเข้าใจได้ก็ให้นัดทำ VDO Call
.
.
สื่สารด้วย VDO Call
.
วิธีการนี้จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพได้ใกล้เคียงกับการสื่อสารต่อหน้ามากที่สุด เพราะสามารถเห็นสีหน้า ท่าทาง เสียง ต่างๆ ที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร แต่การทำ VDO Call จะสามารถทำได้ทีละ 2 คน ทำให้ต้องใช้เวลาในการสื่อสารมาก หลายครั้งที่การสื่อสารนั้น จะต้องสื่อสารกับคนจำนวนหลายๆ คนที่ต้องการระดมความคิดเห็น การประเมินสถาการณ์จากคนที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ และต้องการความโปร่งใส คามเข้าใจร่วมกันหลายคน การสื่อสารกันทีละ 2 คน จะทำให้เกิดโอกาสผิดพลาดได้ง่ายเพราะต้องพูดคุยทีละคน หลายๆ รอบ และยิ่งมีการโต้แย้งกันต้องเริ่มต้นพูดคุยกันใหม่หมด จึงใช้วิธีการ Call Conference หรือ VDO Conference แทน
.
.
สื่อสารด้วย Tele Conference, Call Conference หรือ VDO Conference
.
เป็นรูปแบบที่ประยุกต์การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีที่มีความพยายามให้มีความใกล้เคียงการประชุมแบบเห็นหน้าให้มากที่สุด บางครั้งอาจจะมากันแต่เสียง (ซึ่งหลายๆ คนว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ) จนสามารถทำให้เห็นหน้า แสดงหน้าจอ และอัด VDO ได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัด อยู่ในการสื่อสาร เพราะด้วยพฤติกรรมบางอย่างที่ของบรรยากาศในการประชุม (อ่านเพิ่มเติม การประชุมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ) ซึ่งการประชุมแบบนี้ เมื่อจบการประชุมแล้ว สิ่งที่ผู้นำการประชุมควรต้องทำให้เกิดขึ้นเสมอคือ การเขียน email สรุปของผู้เข้าประชุมแต่ละคนว่า สิ่งที่ตนเองต้องทำคืออะไร วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องเข้าร่วมประชุม เป็นการลดเวลาการทำงาน และเข้าประชุมโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้น ช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กับการประชุมตลอดเวลา
.
.
ความสำเร็จในการสื่อสาร จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่ว่า การสื่อสารใช้รูปแบบไหน แต่อยู่ผู้ควบคุมการสื่อสารตรวจสอบว่าการสื่อสารนั้น มีประสิทธิภาพหรือไม่ เข้าใจกันหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่สั่งอย่างเดียวจนไม่ได้ดูว่า การสื่อสารนั้นเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นความใส่ใจของผู้คบคุมการสื่อ มิฉะนั้นแล้ว การเลือกใช้วิธีการสื่อสารอย่างไร ก็ไม่สามารถมีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

-----------------------------------------------------------------------------------------------

พูดคุยกับผู้เขียนเพื่อเป็นกำลังใจได้ที่


Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul

https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul



วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563

การประชุมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ

กระแสของการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลมาแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องทำงานจากที่บ้าน หลายองค์กรมีการปรับตัวด้วยการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและการทำงานผ่านสื่อดิจิตัล แทนการเคลื่อนที่ของคน เครื่องมือหนึ่งที่ใช้เป็นอย่างมากคือการประชุมออนไลน์หรือ Online Conference
.
.
แต่เทคโนโลยีนี้ยังไม่สามารถแทนการประชุมแบบสด หรือแบบเห็นหน้าได้อย่าง 100% เพราะว่าช่องทางการรับเสียง ส่งเสีย และองศาในการรับภาพ ความชัดเจนของภาพที่ได้รับ มันต่างกันอย่างมาก หลายครั้งการประชุมออนไลน์จะเกิดเหตุการณ์อยู่ 2 อย่าง คือแย่งกันพูดจนไม่รู้ว่าใครจะพูดเรื่องอะไร และอีกอย่างคือ ไม่มีใครพูดเลยนอกจาก Host ของการประชุม อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนยังอยู่ในการประชุม นอกจากนั้น ยังมีอีกแบบคือ เปิดระบบทิ้งไว้ ตัวยังอยู่ แต่ใจไปไหนไม่รู้ เพราะคิดว่า ไม่มีใครมอง มานั่งจับตาว่า ยังสนใจการประชุมอยู่หรือไม่
.
.
พอผู้นำการประชุมถามว่า ใครมีอะไรมั้ง ทุกคนก็มักจะตอบว่า "ไม่มี" สรุป ปิดการประชุม แล้วแบบนี้เรียกว่าการประชุมที่ประสิทธิภาพหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่เลย แต่ไม่รู้จะทำยังไง งั้นเทคนิคที่ช่วยให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยวิธีการดังนี้
.
.
1. ทำการประชุมให้มีขนาดเล็ก ไม่เกิน 7 คน ยิ่งการประชุมใหญ่มากเท่าใด (บางครั้ง 30 คน ถือว่าเยอะมาก) โอกาสในการเอาใจไปนอกวงประชุมยิ่งมีมากเท่านั้น
.
2. ผู้นำการประชุมพูดให้น้อย พูดเท่าที่จำเป็น และเข้าเรื่องให้เร็วที่สุด เพราะการประชุมออนไลน์จะมีความน่าเบื่อเร็วกว่าการประชุมแบบเห็นหน้า ก็ มีอารมณ์ส่งหากันได้น้อยกว่า จึงดึงดูดน้อยกว่า
.
3. เปิดโอกาสโดยการพูดทีละคน ค่อยๆถาม ค่อยๆ ตอบ ให้เวลากับผู้เข้าประชุมทุกคนเพิ่มขึ้น เนื่องจากอินเตอร์เน็ตบางครั้งอยากกจะไม่ชัด ช้าลง ติดขัดทางเทคโนโลยี จึงต้องเพิ่มเวลาในการตอบกับทุกคน
.
4. ประชุมแบบมีมิตรไมตรีต่อกัน ไม่ใช่แบบสั่งการ เพราะการสั่งการสามารถใช้วิธีอื่นเพื่อความชัดเจนได้ ต้องเน้นว่า การประชุมเป็นการหารือ หาความคิดเห็น มากกว่าการสั่งการ
.
5. ให้ความสำคัญกับทุกคนที่เข้าร่วมประชุม อยากให้หลุดออกนอกวงประชุม ต้องเข้าใจว่าการประชุมออนไลน์เป็นการประชุมที่ไม่สามารถเห็นตัวได้ทั้งหมด จึงมีพฤติกรรมแอบแว้บได้ง่าย
.
6. ต้องมั่นใจว่าทุกคนที่เข้าร่วมประชุม มีอุปกรณ์ที่เหมาะกับข้อมูลทุกแบบ เช่น เสียง ภาพ ไฟล์เอกสารต่างๆ เพราะการประชุมออนไลน์สำหรับบางคน ใช้โทรศัพท์มือถือ ที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถอ่านเอกสารที่ส่งมาให้ได้ หรือเสียงอาจจะไม่ชัด
.
7. กำหนดประเด็นการประชุมให้ชัดเจน และไม่มีประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากการที่ตกลงไว้ หากมีเรื่องอื่นที่จำเป็น ให้ทำการนัดประชุมอีกครั้ง โดยให้แต่ละคนไปเตรียมข้อมูลมาในการประชุมให้พร้อมเสียก่อน
.
8. ให้สมาชิกทุกคนอยู่ในสถานที่ที่เหมาะกับการประชุม เป็นสถานที่สงบ มีสมาธิ ไม่มีคนที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ใกล้ เพราะอาจจะมีข้อมูลที่เป็นความลับรั่วไหลออกไปได้
.
.
9. ให้ทุกคนสรุปการประชุมส่งกลับมาทาง email ไปยัง Host เพื่อตรวจสอบการประชุมว่าเข้าใจตรงกันหรือไม่ แบบสั้นๆ ไม่ต้องยาว และไม่ต้องเป็นทางการ


ผู้นำการประชุมต้องเข้าใจศิลปะการประชุมออนไลน์ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานที่ต้องอยู่ห่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


-----------------------------------------------------------------------------


พูดคุยกับผู้เขียนเพื่อเป็นกำลังใจได้ที่


Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul

https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul


วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563

เทคนิคการสร้างวินัยในการทำงานอยู่บ้าน

Work form Home คำยอดฮิตในยุคแห่งการที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวเอง และทำงานอยู่ที่บ้าน หลายคนก็สามารถทำได้ไม่มีปัญหา แต่อีกหลายคนกลับไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่เหมือนกับอยู่ที่ทำงาน
.
.
สาเหตุของการการที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง จะเกิดด้วยหลายอย่าง ทั้งจากตัวเอง และคนที่อยู่รอบข้าง ดังนี้
.
.
1. อยู่บ้านมีคนที่บ้านคนกวน ยิ่งบางคนมีลูกที่ยังเล็กอยู่ ยังต้องการการดูแลตลอดเวลา เมื่อเห็นว่า มีพ่อแม่อยู่บ้าน ก็อยากจะอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ทำให้เข้ามากวน เข้ามาหา เพราะเด็กๆ ไม่เข้าใจว่า พ่อแม่ต้องการสมาธิ และเวลาในการทำงาน
.
.
2. ภาพจำ หรือ Mindset กับบ้าน หลายคนรู้สึกว่า บ้านคือที่พักผ่อน เวลาทำงานเสร็จ จะไม่เอางานมาทำที่บ้าน บ้านคือที่ปลดปล่อยความเครียด ดังนั้นเมื่ออยู่บ้านจึงไม่มีแรงขับ แรงใจในการทำงานที่บ้าน และรู้สึกว่า ไม่มีพลังจะทำอะไรเลย
.
.
3. เหนื่อยจากการทำงานที่ผ่านมามาก เมื่อมีโอกาสได้อยู่บ้าน จะรู้สึกว่าอยากพักผ่อน พอได้โอกาสอยู่บ้านก็เลย ถูกสิ่งที่อยู่ในใจสั่งให้พักอยู่บ้าน
.
.
4. นิสัยส่วนตัวที่ต้องมีคนคอยการกระตุ้น เมื่ออยู่คนเดียว หรือ อยู่กับคนที่บ้านที่ไม่มีคนมากระตุ้น ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
.
.
5. ความขี้เกียจส่วนตัว เผลอไม่ได้ แว้บทุกที ทั้งที่อยากจะทำงาน แต่ร่างกายไม่ยอมไป รวมถึง ที่บ้านมีอาหารตุนไว้เยอะ เลยเพลิดเพลินกับอาหารมากกว่าการทำงาน
.
.
เทคนิคที่จะช่วยให้เราสามารถสร้างวินัยในตัวเองในการทำงานที่บ้าน เพื่อให้มีผลงานได้แม้จะต้องทำงานอยู่บ้านตามลำพังสมารถทำได้โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การจัดสภาพแวดล้อมใหม่ และการสร้างระบบคิดให้กับตัวเองใหม่
.
.
การจัดสภาพแวดล้อมใหม่
.
1. ให้เราจัดส่วนในบ้านที่เป็นส่วนของการทำงาน บางคนใช้โต๊ะทานอาหาร โต๊ะเครื่องแป้ง หรือบางมุมของเตียงนอนมาเป็นมุมทำงาน แบบนั้นจะทำให้การทำงานไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องเพราะว่า โตีะเหล่านี้ไม่ไดู้กออกแบบมาให้ทำงานได้ระยะเวลานานจะทำให้เกิดการเมื่อยล้าได้ง่าย ดังนั้น จึงต้องจัดมุมทำงานให้เป็นกิจลักษณะ เหมือนมีมุมทำงานอยู่ที่บ้าน มีอุปกรณืสำนักงานที่จำเป็นให้พร้อม อย่าทำแบบชั่วคราว เพราะอาจจะต้องทำงานอยู่บ้านหลายวัน
.
.
2. อยู่ห่างจากเตียงนอน และแหล่งของอาหารให้มากที่สุด เพราะเมื่อเราทำงานอยู่บ้าน บางคนอาจจะมีแอร์ อาจจะสบายเกินไป บางคนไม่มีแอร์ เมื่ออากาศร้อนทำให้เกิดการอ่อนล้าได้ง่าย เมื่อเราอยู่ใกล้เตียงนอนแล้ว ทำให้เดินไปนอที่เตียงได้ง่าย ก็หลับไปเลย บางคนของีบเดียว แต่งีบนี้อาจจะยาวยันเช้าเลยก็ได้ และที่ต้องห่างจากแหล่งอาหารเพราะ เมื่อทำงานไปสักพัก ร่างกายจะรู้สึกต้องการน้ำตาล จึงทำให้พยายามหาทุกอย่างที่ตุนไว้มาทานได้ อันนี้ต้องสร้างอุปสรรคืในการทานอาหารบางอย่าง
.
.
3. อย่าใส่ชุดที่สบายจนเกินไป เพราะชุดที่สบายๆ ให้ความรู้สึกพักผ่อน แต่เรายังไม่ได้พักผ่อน แต่เป็นการทำงาน แค่เปลี่ยนที่ทำงานเป็นการทำงานที่บ้าน แม้ว่าจะไม่ต้องใส่ชุดทำงาน แต่ก็ควรจะใส่ชุดที่มีการรัดอยู่บ้างเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว หรือจะลุกขึ้นมาใส่ชุดที่เหมือนการไปทำงานโดยปกติเลยก็ไม่เป็นไร แค่ไม่ใส่ชุดนอน หรือชุดอยู่บ้าน ก็พอ เพราะบางครั้ง เกิดมีวีดีโอคอล จะทำให้เราอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมในการเจอคนอื่นก็ได้
.
.
4. มีบัดดี้ในการทำงาน หรือทีมในการทำงานด้วยกันเสมอ สร้างระบบการทำงานเป็นทีม (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ การบริการทีมงานในภาวะตื่นตระหนก ) เพื่อให้เป็รแรงกระตุ้นในการทำงานร่วมกัน อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว เพราะจะเสียกำลังใจและบรรยากาศในการกระตุ้นการทำงานได้ง่าย และยังเป็นการช่วยเหลือกันในการทำงาน เช่น การสอนการใช้เทคโนโลยี การสอนวิธีการส่งไฟล์ ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึง วิธีการหาเทคนิคการสื่อสารในทีมงานที่เหมาะสมที่สุด
.
.
5. มีออกกำลังกายเบาๆ ในตอนเช้า และตอนเย็น เพราะการทำงานที่บ้านทำให้เราได้เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ยิ่งทำให้ร่างกายเคยชินกับการอยู่นิ่งๆ ดังนั้น การออกกำลังกายเป็นการชดเชยการเคลื่อนไหวที่เราต้องไปทำงานที่ทำงาน และสร้างการตื่นตัวให้กับตัวเองด้วย โดยเฉพาะการออกกำลังกายตอนเช้า ข้อดีอีกประการคือ ช่วยให้ไม่อ้วนเมื่อต้องอยู่บ้านเป็นเวลานานๆ
.
.
6. พูดคุยกับคนที่ต้องอยู่ที่บ้านให้เข้าใจว่า กำลังทำงาน ไม่ได้อยู่บ้านเพราะหยุดงาน และหากิจกรรมให้ครอบครัวทำเพื่อเป็นการลดการรบกวน
.
.
7. ไม่เปิด Social Network ค้างไว้กับเครื่องคอม แต่ให้เปิดดูเฉพาะตอนที่พักเท่านั้น เพราะสิ่งนี้ทำให้สมาธิของเราหลุดออกจากการทำงานได้ง่ายที่สุด แต่ไม่ต้องกลัวคนที่จำเป็นต้องติดต่อกับคนอื่น เพราะเรามีอุปกรณ์การสื่อสารมากมาย ที่อยู่ในโทรศัพท์มือ มีการแจ้งเตือน และสามารถโทรหากันได้ตลอด ยกเว้นคนที่ใช้ Social Network ในการประสานงานกันตลอดเวลาในการทำงาน เช่นการประชุม การส่งข้อมูล การส่งงานกัน
.
.
การจัดการระบบคิดใหม่
.
1. การทำงานที่บ้านไม่ใช่วันหยุด ต้องทำงานตามปกติ ถ้าไม่มีการทำงาน ก็ไม่มีรายได้ ถึงยังมีรายได้ บริษัทก็จับตามองเราอยู่ บริษัทรู้หมดว่าใครมีพฤติกรรมแบบไหน ทั้งจากผลงาน การติดต่อ สามารถนำมาประเมินได้ ดังนั้น หลายบริษัทใช้โอกาสนี้ในการประเมินผลงาน หรือการขึ้นตำแหน่งในช่วงเวลาที่เป็นปกติ
.
.
2. กำหนดเวลาเข้าออกงาน แต่ตารางงานของตัวเอง ต้องไม่ลืมว่า เรายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะอยู่ที่บ้านก็ตาม หลายคนคิดว่า อยู่บ้านก็ดี ทำงานงานบ้านที่ค้างคาเอาไว้ให้หมด จนมากินเวลาทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถใช้เวลาที่เราไม่ต้องเดินทางไปทำงานมาทำความสะอาดบ้าน และเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย
.
.
3. มีเป้าหมายในการทำงานแต่ละวัน ให้ตั้งเป้าหมายการทำงานว่า วันนี้จะทำอะไรให้สำเร็จ เสร็จเมื่อไหร่ กี่โมง เหมือนมีหัวหน้า หรือเจ้านายคอยตามงานตลอดเวลา สร้างแรงกดดันเล็กๆ ให้กับตัวเอง เพื่อให้เป็นแรงกระตุ้นในการทำงาน และฉลองเล็กๆ เมื่อทำงานเสร็จ เช่น ฉลองโดยการส่งข้อความไปบอกเพื่อนในทีม แล้วทุกคนก็แสดงความยินดีร่วมกัน แต่ไม่ควรชวนกันออกไปฉลองข้างนอก
.
.
4. ชมตัวเองทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จ และในกรณีที่ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ ให้วิเคราะห์สาเหตุที่ไม่สำเร็จแล้วจัดการปรับปรุง แก้ไข วางแผนใหม่ และต้องใม่ละเลย การทำงานชดเชยจนเสร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
.
.
5. ไม่สร้างข้ออ้างให้กับตนเอง เมื่อต้องเจอการเปลี่ยนแปลง หลายคนไม่เคยทำงานที่บ้านมากก่อน และไม่เข้าจเทคโนโลยี ต้องคิดในใจว่า ไม่เป็นไร เราสามารถเรียนรู้ได้ เราสามารถก้าวข้ามความแปลกใหม่ได้ อีกไม่นาน เราจะทำได้ แค่ติดขัดนิดหน่อยในการเริ่มต้นเท่านั้น
.
.
วิธีการต่างๆ นี้จะช่วยให้การทำงานที่บ้านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จริงๆ แล้ว หลายคนอาจจะมีวิธีการสร้างวินัยให้กับตนเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ละคนสามารถออกแบบวิธีการของตัวเองได้ เพื่อให้การทำงานยังสามารถเป็นไปได้ตามปกติ เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป


-----------------------------------------------------------------------------


พูดคุยกับผู้เขียนเพื่อเป็นกำลังใจได้ที่


Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul

https://www.facebook.com/DrNaraKittimetheekul



วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2563

เทคนิคการสร้างกำลังใจให้ตนเอง

ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ ย่อมมีอุปสรรคเป็นเรื่องปกติ และตัวอุปสรรคนี้เอง เป็นเหตุให้เราหมดกำลังใจได้โดยง่าย การที่เราอยู่ในสภาวะหมดกำลังใจ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และการดำเนินชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีวิธีในการสร้างกำลังใจให้กับตนเอง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำงานต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

กำลังใจยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต้านทานต่อโลกซึมเศร้า ต้านทางการคิดลบ ต้านทานการสร้างกระแสนินทาในองค์กรด้วย

กำลังใจคืออะไร ถ้าพูดกันง่ายๆ กำลังใจคือสภาวะการสร้างพลังในใจของตัวเองให้สามารถต้านทานสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาได้ คนที่มีกำลังใจดี จะสามารถอยู่ในสภาวะความเครียด ความไม่พึงพอใจได้ดีกว่าคนที่มีกำลังใจน้อย

กำลังใจมาจากไหน กำลังใจบอกแบบกำปั้นทุบดินเลย มาจากภายนอกและภายใน กำลังใจภายนอกมาจากการได้รับจากคนอื่น เช่นการชมเชย การกอด การให้ความรู้สึกดี กำลังใจจากภายใน มาจากการสร้างความคิดของตัวเอง การระบุเป้าหมาย และความมุ่งมั่น


ถ้าจะขยายความให้ลึกขึ้นอีกหน่อย แหล่งของกำลังใจของตัวเอง คือการที่เราเห็นว่าตัวเองนั้นยังมีคุณค่า คุณค่าที่มาจากภายนอก มาจากคำชมจากคนอื่น มาจากผลงานที่ประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมา ส่วนคุณค่าที่เกิดขึ้นจากภายใน คือความภาคภูมิใจในตนเอง ความคิดที่เชื่อว่าตัวเองนั้นนังมีค่าต่อคนอื่น ไม่เป้นคนไร้ค่า และความเชื่อเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ว่า เรายังสามารถทำอะไรดีๆ ให้กับโลกใบนี้ได้ การเกิดคุณค่าในที่นี้ เรียกว่า เห็นค่าของชีวิตของตัวเอง ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะหมดอาลัยตายอยาก

ส่วนที่ 2 ที่มีส่วนที่ช่วยให้กำลังใจเต็มเปลี่ยม คือ ความชัดเจนในเป้าหมายของตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร ผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นมีประโยชน์ขนาดไหน การหาเป้าหมายสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ การมีเป้าหมายจากภายใน ต้องมีความแน่วแน่ในความต้องการ และการเป็นตัวตน ของตัวเอง เป้าหมายยังสามารถนำมาจากการต้องทำตามบุคคลต้นแบบ หรือแรงกดดันในชีวิตได้เช่นกัน

เมื่อคุณค่าของตัวเอง มารวมกับกับเป้าหมาย จะหลายเป็นกำลังใจ ดังนั้น ในการให้กำลังใจ เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจได้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าในหลายๆ ครั้ง การส่งกำลังใจให้ กลับไม่ได้รับการเสริมสร้างกำลังใจอย่างเต็มที่ เพราะว่า ขาดเป้าหมายที่สำคัญ

ในช่วงที่คนเราขาดกำลังใจมากที่สุดคือช่วงที่ชีวิตอยู่ในความยากลำบาก เพราะว่า ในช่วงเวลานั้น สมองขงเราจะมุ่งเน้นแต่การหาทางรอดของตัวเอง ลืมความเป็นตัวตนและเป้าหมายของตัวเองไป

ดังนั้น การสร้างกำลังใจ ต้องเน้นด้วยกัน 2 ส่วนในเวลาเดียวกันคือ การทำให้คนรู้ว่า มีคุณค่าอะไรในชีวิต และการที่ใช้คุณค่านั้นไปสู่เป้าหมายของตนเอง เมื่อทำได้แบบนี้แล้วกำลังใจจะมาแบบเต็มเปี่ยม ยิ่งคุณค่าแรงเท่าไหร่ เป้าหมายชัดมากเท่าใด ยิ่งทำให้กำลังใจสามารถสร้างขึ้นมาได้ ง่ายขึ้นเท่านั้น 

นอกจากนั้น กำลังใจยังสามารถแบ่งปันกันได้ เพราะว่า เป้นความรู้สึกที่มีความหวัง สามรถเลียบแบบกันได้ ผู้ที่มีกำลังใจดี ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกมีความหวัง มีคุณค่า มองโลกในแง่บวกด้วย ยิ่งจะทำให้มีการสร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดีเป็นเท่าทวีคูณ

พูดคุยกับผู้เขียนเพื่อเป็นกำลังใจได้ที่

Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul

การสร้างความผูกพันธ์ของทีมงานเมื่อต้องทำงานจากที่บ้าน

ด้วยเหตุการณ์ที่ต้องทำให้ทำงานจากที่บ้าน หลายคนจะมีความคิดหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งเรื่องกำลังใจ ความเดียวดาย ความวิตกกังวล และความสัมพันธ์ในทีม เพราะบรรยากาศในการทำงานจากบ้าน เหมือนกับต้องอยู่คนเดียว และคนที่ไม่ได้ถูกฝึกให้อยู่คนเดียว จะต้องมีการปรับตัวอย่างมหาศาล ดังนั้น หัวหน้างานจึงต้องมีกลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์ในกรณีที่ต้องแนกกันทำงาน หรือแต่ละคนต้องทำงานอนยู่บ้าน

กลยุทธ์ที่ 1 ทำให้รู้สึกเหมือนยังได้อนู่ด้วยกัน เรียกว่า ต้องทำให้เหมือนกับว่า ยังได้เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบัน มีเทคโนโลยีมากมาย หัวหน้างานสามารถใช้การประชุมตอนเช้าทุกวัน สั้นๆ วันละ 15-20 นาที เพื่อสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคน โดยเวลาประชุมแนะนำว่าให้ทำตอนเวลาเข้างานตามปกติ เช่น 8.30 น. เพื่อให้คนในทีมยังรู้สึกเหมือนกับว่า ต้องเริ่มงานเวลาเดิมทุกวัน สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ เวลาประชุม ถามแต่เรื่องงานเท่านั้น ให้ถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ และทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น บอกเล่า และการแบ่งปันกำลังใจซึ่งกันและกัน

กลยุทธ์ที่ 2 ใช้แชตกลุ่มและฐานของมูลกลาง (Cloud Storage) อัพเดทงานระหว่างวัน เพื่อเป็นการสร้างบรรยายการในการทำงาน แม้ว่าจะอยู่ต่างที่กัน แต่ก็มีการสื่สารกันในทีมตลอดเวลา วิธีการแบบนี้ จะช่วยเป็นการกระตุ้นการทำงานเป็นทีม และลดอาการวิตกกังวลลงได้ นอกจากนั้น แต่ละคนยังทราบสถานะการทำงานร่วมกันว่าตอนนี้งานไปถึงไหนแล้ว

กลยุทธ์ที่ 3 การเปิดให้สมาชิกในทีมสามารถติดต่อหัวหน้าและสมาชิกได้ตลอดเวลา โดยผ่าน VDO Conference การติดต่อต้องโปร่งใส ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อเป็นการลดการสงสัย การนินทา และการไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เดี๋ยวนี้มีหลายแอพที่สามารถช่วยให้การติดต่อสามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย และฟรี

กลยุทธ์ที่ 4 เข้างานพร้อมกัน พักเที่ยวพร้อมกัน และเลิกงานพร้อมกัน ยังเป็นการสร้างบรรยายกาศในการทำงาน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำงาน แต่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่า ตัวเองยังทำงานเป็นทีม มีคนที่อยู่เคียงข้างทำงานด้วยกัน ไม่มีใครเอาเปรียบกัน

กลยุทธ์ที่ 5 ประชุมออนไลน์หลังเลิกงานทุกวัน หัวหน้างานต้องเข้าใจ และไม่ปล่อยให้ทีมงานของตนเองอยู่ในความเวิ้งว้าง การได้พูดคุยกัน ทำให้ทีมงานมีความสัมพันธ์มากขึ้น และฟุ้งซ่านน้อยลง การใช้ประชุมออนไลน์ เป็นการสรุปงานที่ทำประจำวัน ให้กำลังใจกัน และสร้างไอเดียใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกันเมื่อต้องอยู่ห่างกัน ยังสามารถรวมไปถึงการชวนกันออกกำลังกายที่บ้านแล้วเอาผลการออกกำลังกายมาอวดกัน แบ่งปันกัน เพื่อให้มีบรรยากาศในการตื่นตัว กระฉับกระเฉง

การทำงานที่ห่างกันย่อมทำให้ความสัมพันธ์ลดลง แต่เทคโนโยลี บวกกับการจัดการจะสามารถสร้างให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้

-------------------------------------------

พูดคุยกับผู้เขียนเพื่อเป็นกำลังใจได้ที่

Facebook Page Dr.Nara Kittimetheekul

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563

การบริหารทีมงานในสภาวะตื่นตระหนก



ในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด สิ่งที่เริ่มทำงานทันทีในตัวมนุษย์การเอาตัวรอด และสิ่งที่จะหยุดทำงานทันทีคือสติ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งในในองค์กร ก็มีโอกาสขาดสติกันได้ทุกคน ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ตื่นตระหนก ที่จะเกิดขึ้นในใจของทุกคนคือคำถาม ว่าเราต้องทำอะไร มันคืออะไร เอายังไงต่อไป

ผู้นำหลายคน ออกมาประกาศว่า ให้ทุกคนอยู่เฉยๆ อยู่ในความสงบ แต่กลับมาคนจำนวนมากไม่ยอมอยู่ในความสงบ ยิ่งเป็นผู้นำที่ไม่เด็ดขาดด้วยแล้ว ผู้จะเชื่อถือน้อยลง ในสภาวะตื่นตระหนก ต้องเข้าใจว่า ผู้คนต้องการความชัดเจนในชีวิต และทางออกในการดำเนินชีวิต

ดังนั้น ผู้นำที่ต้องเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ในช่วงสภาวะการณ์ตื่นตระหนก สิ่งที่ต้องมีและการแสดงออกต้องทำต่อไปนี้

1. สติ ผู้นำต้องตั้งสติให้มั่นๆ แยกแยะให้ออกระหว่างอารมณ์และข้อเท็จจริงออกจากกัน เพราะโดยส่วนใหญ่ของมนุาย์จะเอาอารมณ์เข้ามาปนในการคิด เนื่องจากเป็นเครื่องมือในในการเอาตัวรอดในทุกเรื่อง ซึ่งไม่ได้ใช้ได้เสมอไป โดยเฉพาะในยามที่มีความซับซ้อนของเหตุการณ์สูงๆ

2. ประเมินต่อสัญญาณอันตรายต่างๆ ที่ขนาดแรง และขนาดอ่อน เนื่องจาก สถาณะการณ์ตื่นตระหนก จะมีเหตุการณ์เกิดตามมาอีกมากมาย ต้องสร้างลำดับของเหตุการณ์ให้ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น และเรียบเลียงว่าอะไรสำคัญที่สุดในการเลือกรับมือ

3. ใส่ทัศนคติเชิงบวกในการคิดประมวลผลบนพื้นฐานของความเป็นจริง เนื่องจากโดยธรรมชาติของมนุษย์ จะแสดงออกในเชิงลบอยู่แล้ว ให้ทำการสร้างแนวความคิดเชิงบวกลงไปด้วยเพื่อให้เหตุการณ์ไม่เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่บนความเป็นจริง

4. บอกข้อมูลที่เป็นความจริง ในเรื่องของสถาการณ์ และจุดแข็ง จุดอ่อนขององค์กร เพื่อให้ทุกคนตระหวักว่า หากกระทำอะไรที่ไร้ทิศทาง อาจจะเป็นการตอกย้ำจุดอ่อนขององค์กรได้ง่าย และยิ่งทำให้สถายการณืเลวร้ายลงไปได้มากกว่าเดิมอีก

5. สร้างทางเลือกในการตัดสินใจเป็นชุดๆ และมีการคาดการณืถึงผลกระทบที่เกิดล่วงหน้า โดยแต่ละทางเลือกต้องมีการคิดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมทั้งบอกเหตุผลของแต่ละทางเลือกเอาไว้

6. รับฟังทางเลือกและแนวทางจากทุกคน ไม่มีต้องห่วงว่าเสียคะแนนหรือเสียหน้า เพราะคนตัดสินใจคนสุดท้ายจะเป็นผู้นำ ดังนั้น ผลงานจะเป็นของผู้ตัดสินใจอยู่แล้ว

7. ทำการตัดสินใจเลือกทางเลือกในแต่ละด้าน และประกาศแบบรวมศูนย์ พร้อมทั้งมีทางออกสำหรับทุกคน หรือทุกหน่วยงาน ที่มีความครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

8. รับฟัง และมีคำตอบให้กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบ อย่างมีเหตุผล พร้อมทั้ง ให้แสดงการเสียสละต่อทีมงานเป็นคนแรก เพื่อให้ทุกคนได้เสียสละตามในสภาวะการณืตื่นตระหนก

9. มีความเด็ดขาด มีลำดับ เป็นขั้นตอน พร้อมทั้งมีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนจนสร้างปัญหาที่ตามมาให้ใหญ่ขึ้น

10. อยู่เคียงข้ามทีมงานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทอดทิ้งไปไหน


ทั้ง 10 ข้อนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรวดเร็วในการตัดสินสจและปฏิบัติ เพราะสถาวะการณืตื่นตระหนก จเป็นเหตุการณ์ที่มาแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่สามารถรอช้าได้

ความวิตกกังวล, ความตื่นตระหนก, ความกลัว, ความเสี่ยง