วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ธุรกิจพอพียง ไม่ใช่แค่เพียงพอ

ในยุคแห่งความท้าทายทางเศรษฐกิจในกระแสหลักของทุนนิยม ที่สร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ให้กับทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำความมั่งคั่ง ระหว่างคนรวยและคนจน เกิดช่องว่างของการแสวงหาโอกาสระหว่างนายทุนและแรงงาน การสร้างมูลค่าทางการเงินด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้า ที่ไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการบริโภค จนกลายเป็นเงินเฟ้อ การถ่ายโอนความเสี่ยงให้คนอื่นโดยการ Out Source จนเหลือการผลิตหลักเพียงอย่างเดียวที่กลายเป็นความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หรือการสร้างเศรษฐกิจจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่นการใช้เทคโนโลยีดิจิตัล หรือการใช้การบริการเป็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จนลืมรากเหง้าแห่งการมีชีวิตของมนุษย์

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ กลายเป็นปัญหาที่สะสมมานาน จนกลายเป็นปัญหาของระบบโลก ที่เกิดขึ้นใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นที่ 1 ความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกันของประชากรโลก ทำให้ผู้ที่ถือเอาทรัพยากรจำนวนมาก เป็นผู้ที่ได้เปรียบในการสร้างความมั่งคั่งยิ่งๆ ขึ้น และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร จึงกลายเป็นผู้ต้องทำตามกติกาของผู้ถือครองทรัพยากร และถูกเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ประการที่ 2 การสร้างเศรษฐกิจด้วยโลกที่ไม่มีตัวตน หรือ สินทรัพย์คงตัว หมายถึง การสร้างรายได้ด้วยสิ่งที่ไม่ใช้สิ่งพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ สลายตัวไปเมื่อสิ้นสุดการผลิตและบริโภค เช่น การบริการ จะสิ้นสุดสภาพทรัพย์สินทันทีเมื่อบริการเสร็จ หรือ ระบบดิจิตัล จะหายไปเมื่อหยุดการทำงานของเครื่องมือ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของทุนนิยม ผลที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนพยายามหาความเป็นเลิศ สร้างความพึงพอใจ และสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นการสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากขึ้น (อ่านเรื่อง จากมายาคติ "มูลค่าเพิ่ม" สู่อุดมคติ "มูลค่าสูง)

แนวทางหนึ่งคือการใช้เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง เป็นทางออกของการอยู่รอดเพื่อให้หลุดออกจากกระแสของทุนนิยมและการสร้างมูลค่าที่ไม่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ โดยในทางปฎิบัติแล้ว สามารถถ่ายทอดสู่คำว่า ธุรกิจพอเพียง เป็นแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรของหน่วยธุรกิจที่จำเป็นต้องมี เพื่อยืนหยัดในกระแสแห่งทุนนิยม และต่อสู้กับทุนใหญ่ ในคำว่าธุรกิจพอเพียงในที่นี้ ไม่ได้มีความหมายเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้หลัด พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยมีเงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
  • เงื่อนไขความรู้: ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ 
  • เงื่อนไขคุณธรรม: ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 
แต่ในความหมายของธุรกิจพอเพียงนั้น เป็นการมองในมุมองที่แตกต่างออกไป คือ การมีทรัพยากรขั้นต่ำที่จะอยู่รอดได้โดยไม่พึงพาใคร ซึ่งทรัพยากการนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ประการคือ
  • ทรัพย์สิน เอาไว้สำหรับใช้ในการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตที่ธุรกิจหนึ่งๆ ซึ่งจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของทรัพย์สินนั้น ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์หลัก (Core Asset) และทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินเสริมในการทำธุรกิจ ทรัพย์สินหลัก จะต้องให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของทันทีที่ทำธุรกิจ ส่วนทรัพย์สินเสริม ให้ได้มาซึ่งความความเป็นเจ้าของหลังดำเนินการธุรกิจได้ แต่ต้องมีการดำเนินการให้ได้มาในภายหลัง
  • ความรู้และทักษะ การดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ตนเองทำ ละมีทักษะอันเป็นเลิศที่สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทั้ง 2 อย่างมารวมตัวกัน จะเกิดประสิทธิผล ผลิตผลที่ีมีมูลค่าสูง เพราะการใช้มูลค่าเพิ่ม จะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ง่าย แต่การสร้างมูลค่าสูง จะก่อให้เกิดการพัฒนาทางความรู้และทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
  • เครือข่าย ในการสร้างธุรกิจใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องมีเครือข่ายเพื่อแบ่งปันทรัพยากร สร้างความเข้มแข็ง และสร้างช่องทางการค้า อันเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจทั้งมีขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ดังนั้น ธูรกิจพอเพียง จึงเป็นการดำเนินธุรกิจที่มีสินทรัพย์พอเพียง และสมดุล มีความรู้และทักษะที่พอเพียงในการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับระบบเศรษฐกิจ และมีเครือข่ายที่พอเพียงในการช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนด้านต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ โดยหัวใจหลักคือการจัดสรรทรัพยากรให้สมดุลอย่างพิเพียงในทุกๆ ด้าน ดังนั้น การสร้างธุรกิจพอเพียง จะต้องเรียนรู้การพัฒนาตนเองของผู้ประกอบการ ให้มีความรู้ ข้อมูล และความเข้าใจสถานการณ์ที่ีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถนำความรู้นั้นมาบริหารทรัพย์สินและเครือข่ายได้อย่างเหมาะสม

ประเด็นที่สำคัญของแนวคิดธุรกิจพอเพียง คือความสามารถในการอยู่รอด ไม่ใช่แนวคิดการทำกำไรสูงสุด ธุรกิจพอเพียงมุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องแบบระยะยาว ที่มีความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งอย่างแท้จริง ไม่เน้นการสร้างธุรกิจฉาบฉวย ที่แสวงหากำไรแล้วจากไป โดยทิ้งภาระทางเศรษฐกิจให้กับสังคม


วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทบาทของสถานศึกษากับเขตเศรษฐกิจพิเศษในสหัสวรรษที่ 21

          ในยุคแห่งศตวรรษที่ 21 คือยุคที่เข้าสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์และการลงทุนข้ามเขตแดนของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดนโยบายการดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มทั้งต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศของตนเอง เช่น นโยบายส่งเสริมการลงทุน นโยบายการค้าเสรี และนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประเทศต่างๆ ที่ต้องการเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จึงต่างเร่งระดมการออกนโยบายต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่เห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจเข้ามามีส่วนในการลงทุนในพื้นที่ที่กำหนดไว้ และกับการได้รับสิทธิพิเศษเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข็งขัน แนวคิดลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ประเทศไทย สปป.ลาว สหภาพเมียร์ม่าร์ และ กัมพูชา

          การเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากเป็นการเชิญชวนการลงทุนจากภายนอก ซึ่งในการประกอบธุรกิจ จะประกอบด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ 4 ประการคือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ในปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้ง 4 ปัจจัย จะเป็นทรัพยากรมนุษย์ถึง 2 ปัจจัย ซึ่งแหล่งของทรัพยากรมนุษย์นั้น คือ ท้องถิ่นและจากภายนอกท้องถิ่นของที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังนั้น สถาบันการศึกษา จึงมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากในการเตรียมความพร้อมของประชาชนในการเข้าสู่ตลาดงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งในแง่ของแรงงาน ผู้ประกอบการ การสร้างภูมิคุ้มกันทางจริยธรรมและอาชญากรรม ที่มีความยั่งยืน

          การเตรียมความพร้อมนั้น ต้องเริ่มจากสร้างระบบการเรียนการสอนตามความถนัดและการสร้างความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตของนักเรียน การสร้างระบบที่มีความสมดุลระหว่างทักษะทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ  หมายความว่า เส้นทางการศึกษาจริงๆ แล้ว ไม่ใช่จะสูงสุดได้ที่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่จะต้องเน้นเรื่องความเป็นเลิศทางวิชาชีพด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจกิจในระยะยาวนั้น จะต้องใส่ความเป็นผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมเข้าไปในตัวนักเรียนทุกระดับ การเป็นผู้ประกอบการหมายถึง การสร้างบุคคลที่รู้จักแสวงหาโอกาส การยอมรับความเสี่ยง การคาดการณ์อนาคต ด้วยวิธีที่มีความแตกต่างอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง นักเรียนจะต้องรู้จักการสร้างเป้าหมายของตัวเองในชีวิต เพื่อการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและอนาคตอาชีพของตนเอง

          การสร้างความเป็นเลิศเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาทางด้านองค์ความรู้ซึ่งมีการพัฒนาในการศึกษาระดับปริญญาในระบบการศึกษาปกติ แต่การพัฒนาทางด้านวิชาชีพ ยังขาดเรื่องการพัฒนามาตรของความเป็นเลิศที่สามารถใช้อ้างอิงหรือมีความเชื่อถือในวงกว้างได้ ดังนั้น การสร้างระบบการเรียนการสอนที่เป็นปริญญาวิชาชีพ จึงเป็นแนวทางการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในการนักเรียน เพราะโครงสร้างตลาดงาน ต้องการคนทำงานมากกว่าคนคิด ดังนั้น สายอาชีพจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาความยั่งยืนของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้น ระบบการศึกษา จะต้องออกแบบให้นักเรียนสามารถให้นักเรียนได้เลือกตามความสามารถของตนเองที่จะมุ่งสู่ความเป็นเลิศได้ในอนาคต พร้อมทั้งการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่เชิงนวัตกรรมได้


การสร้างความเป็นนักนวัตกรรม จะเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ และยังเป็นการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว นวัตกรรมสร้างสร้างได้ 3 แนวทางคือ ผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ ทั้ง 3 รูปแบบจะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ วิธีการใหญ่ ความคิดใหม่ ที่สร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจหรือธุรกิจได้ สิ่งนี้ จะทำให้มูลค้าทางเศรษฐกิจของการผลิตและการบริการจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น แต่การสร้างนวัตกรรมนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานการผลิตที่มีมูลค่าสูงในตัวเอง หาใช่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มาซึ่งกำไรมากที่สุด เพราะหากเน้นเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ หรือเรียกว่า การสร้างขยะทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก และเป็นการเร่งการใช้มูลค่าที่แท้จริงในอนาคตมาเร็วเกินไป

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

เกษตรกร ระเบิดเวลาประเทศไทย

ปัญหาเกษตรไทย

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร หรือเรียกว่า เป็นอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางพืชพรรณอาหารต่างๆ ตั้งแต่อดีที่ผ่านมา ประเทศไทยมุ่งนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิตของเกษตรกรต่อไร่ หรือต่อเนื้อที่เป็นหลัก สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยังขนาดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม หรือการจัดการไร่นาเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น การผลิตทางด้านการเกษตร ยังต้องอาศัยโชคจากธรรมชาติ ที่เรียกว่า ต้องอาศัยฤดูกาลเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรยังเป็นอาชีพที่ต้องเอาแรงกายเข้าแรกเป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้ของตนเอง เหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยังไม่ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพเท่ากับอาชีพอื่นๆ ที่ได้มีการพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของแรงงานในแต่ละอุสาหกรรมมีสวัสดิการที่ดีขึ้น

นอกการที่เกษตรกรยังต้องการการพัฒนาทางด้านการจัดการฟาร์ม เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดการใช้แรงงาน ยังมีประเด็นเรื่องสัดส่วนลูกค้าของเกษตรกร กล่าวคือ เกษตรกรมีฐานพเป็นเจ้าของกิจการประเภทหนึ่งที่มีฟาร์มเป็นสถานที่ผลิต และจำหน่ายสินค้าของตนเอง ดังนั้น การอยู่รอดของเกษตรกรนั้น จะต้องมีสัดส่วนของลูกค้าต่อหนึ่งธุรกิจ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของเกษตรกรต่อลูกค้าแล้วพบว่า เกษตรกรจะมีลูกค้าจำนวน 1.5 ราย ต่อเกษตรกร 1 ราย หมายความว่า ความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกรแทบไม่มีเลย จะต้องเป็นอาชีพที่ง้อลูกค้า ได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เป็นปัญหาข้อที่ 2 ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรจึงถูงมองว่าเป็นอาชีพที่จน ลำบาก ต้อยต่ำ การเข้ามาสู่อาชีพเกษตร จึงมีประเด็นที่น่าสนใจ

การเข้าสู่อาชีพเกษตรกร

เกษตรกรไทย เป็นอาชีพมรดก สาเหตุที่เรียกแบบนั้นเนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกประกอบอาชีพนี้เพราะว่าเห็นพ่อแม่ของตนเองทำ เห็นครอบครัวของตนเองทำ เมื่อโตขึ้นมา ไม่รู้จะไปทำอะไร จึงหันเข้าสู่อาชีพเกษตร จึงเป็นเหตุทำให้ผู้ที่เกษตรกรปัจจุบัน เป็นการทำการเกษตรด้วยความเคยชิน ขาดแรงจุงใจในการพัฒนาในอาชีพมีความมั่นคง ในความรักและศัทธาในอาชีพ และปลูกฝังทางความคิดตลอดมาว่า ต้องเรียนหนังสือสูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาลำบาก ไปทำงานอย่างอื่น จึงทำให้องค์ความรู้ หรือภูมิปัญาของเกษตรกรที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นั้นอยู่ในวงที่จำกัด ขาดการถ่ายทอดซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้ลูกหลานของเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีความศัทธาในอารชีพเกษตรกร และมองว่า เป็นอาชีพที่จะไม่เลือกทำงาน และมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง เพื่อทำงานที่ไม่ใช่การเกษตรเป็นหลัก ไม่ต้องการตากแดด ไม่ต้องการมือแตกเนื่องจากจับจอบ จับคันไถ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ อายุเฉลี่ยของเกษตรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า การเข้าสู่อาชีพเกษตรกรนั้น มีอัตราที่น้อย และคนที่เข้ามาสู่อาชีพนี้ โดยส่วนมากคือคนไม่มีที่ไป หรือทำด้วยความเคยชินดังนั้น เมื่อมองอาชีพเกษตรเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ระดับประเทศ เกษตรกรจะได้บุคคลกรที่มีศักยภาพโดยรวมที่ไม่เท่ากับอาชีพอื่นๆ จึงทำให้การพัฒนายังเป็นที่ตามท้ายต่อไป เป็นปัญหาข้อที่ 3

แนวทางการแก้ปัญหา

ประเด็นที่หนึ่ง การแก้ปัญหาของการเกษตรไทยให้เริ่มต้นด้วย การเปลี่ยนหรือการเพิ่มบุคคลากรยุคใหม่ที่มีใจต้องการเป็นเกษตรกร เพราะเมื่อมีความต้องการประกอบอาชีพนี้โดยสมัครใจแล้ว คนเหล่านี้ จะมีแรงจูงใจในการพัฒนา ปกป้อง และรักษาในอาชีพมีความก้าวหน้า และพัฒนาต่อไป กลุ่มคนที่จะต้องสร้างบันดาลใจการเป็นเกาตรกรนั้น จะต้องเป็นกลุ่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้มีกำลัง และการเรียนรู้ในอนาคตอีกยาวไกล

ประเด็นที่ 2 การสร้างทัศนคติให่ให้กับคนในชาติ ให้ชาวนา เป็นผู้ที่มีเกียรติ และมีคุณต่อคนไทยทุกคน เนื่องจาก เป็นผู้ผลิตอาหารให้คนในชาติ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย ทำให้คนไทยยังมีการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีอาหารให้เลือกกินได้อย่างสมบูรณ์

ประเด็นที่ 3 การพัฒนาองค์ความด้านการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมความสุขของเกษตรกรให้มีชีวิตที่สบายขึ้นที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน หรือการจ้างคนอื่นทำงานแทน แต่เป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการจัดการ เพราะจะเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อการใช้ชีวิตให้มาขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

จากมายาคติ "มูลค่าเพิ่ม" สู่อุดมคติ "มูลค่าสูง"

มูลค่า อะไรของจริง อะไรคือมายา

จากความหมายของมูลค่า คือ ความสามารถในการบำบัดความต้องการของมนุษย์ จากคุรสมบัติบางประการของสินค้า (วัตถุ) และบริการ หรือ ในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตสถาน ได้ให้ความหมายของมูลค่าเอาไว้ว่าเป็นราคาของสิ่งของ

มูลค่า จึงถูกนำมาใช้ในความหมายของราคากันกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจความหมายของมูลค่าได้ง่ายขึ้น เพราะนำมาวัดด้วยราคา แต่ในความเป็นจริง มูลค่ามีความหมายกว้างกว่าราคาเยอะมาก เพราะ ของบอกอย่าง ไม่ได้นำมาซื้อขาย จึงไม่มีราคาที่เกิดขึ้นแบบชัดแจ้ง หากแต่จะนำมาวัด หรือแสดงมูลค่าโดยการใช้แนวคิดการทดแทน หรือเรียกว่า จะต้องใช้เงินเท่าใด เพื่อแลกกับของสื่งนั้น เพื่อยอมให้เจ้าของสูญเสียไป หลายๆ ครั้งจึงเกิดคำว่า ประเมินมูลค่าไม่ได้

เนื่องจากมูลค่าทางการค้า วัดได้จากราคา คูณกับ ปริมาณ หรือที่นักเรียนทางธุรกิจรู้จักกันดีในพจน์ของ Business Vuale = P x Q ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจึงสามารถทำได้ 2 วิธีคือ การเพิ่มราคา และ การเพิ่มปริมาณ (เรื่องพื้นฐานสุดๆ) วิธีการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจก็มีด้วยกันต่าง ๆ นานา และวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้กันเป็นอย่างมากคือ การใช้มูลค่าเพิ่ม (Value Added)

มูลค่า ถ้าตีความหมายกันตามตัวอักษร คือ ราคาที่ถูกเพิ่มเข้าไป หรือการที่ทำให้สินค้ามีคราคาสูงขึ้น โดยการใช้เทคนิค กระบวนการ และวิธีการ จัดการในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีสร้างเป็นนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ การสร้างช่องทางและรูปแบบการบริการที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการจัดเรียงสินค้าใหม่ การกระตุ้นอารมณ์ การสร้างเรื่องราวของสินค้า ฯลฯ เรียนกัน 4 ปี ในมหาวิทยาลัยก็ไม่หมด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าของธุรกิจจำนวนมากมายในโลกนี้ ต่างมุ่งที่จะสร้างมุลค่าทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เจ้าแห่งการพัฒนาสินค้า เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะการสร้าง และออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่สวยงาม (สวยจริงๆ)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจาราณาถึงเนื้อแท้ของมูลค่าเพิ่มแล้ว มันไม่ได้มีส่วนเพิ่มคุณค่าของสินค้าเหล่านั้น มากไปกว่าเนื้อแท้ของมันเลย เช่น อาหาร นำมาใส่ถุงสวยๆ ซึ่งมันยังคงความเป็นอาหารอยู่ดี ไม่ได้แปรสภาพเป็นอย่างอื่น หรือ น้ำส้ม เมื่อขายอยู่ในตลาดสด ราคา 20 บาท เมื่อมาอยู่ในร้านอาหาร กลายเป็น 40 บาท เมื่ออยู่ในโรงแรม กลายเป็น 100 บาท นั่นคือการเพิ่มมูลค่า แต่ไมได้เพิ่มคุณค่า หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดกับมนุษย์โดยตรงจากสินค้าและบริการ ด้วยเหตุการณ์นี้ เราจึงพบว่า สินค้าดีๆ มากมายที่มีคุณค่าสูง กลับมีมูลค่าต่ำ แต่สินค้าบางอย่าง คุณค่าต่ำ แต่กลับมีมูลค่าสูง

ปัญหาของมูลค่าเพิ่ม มันอยู่ที่ตอบบริโภค ยกตัวอย่างจากน้ำส้มแก้วเดียวกัน เมื่อวางในสถานที่ต่างกัน ในภาชนะที่ต่างกัน ทำให้มีราคาที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ผู้ขายบอกว่า เป็นการขายบรรยายกาศ อาคารที่จำหน่ายนั้นมีการลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงต้องเพิ่มราคาเข้าไปในน้ำส้มเพื่อให้สามารถคุ้มการลงทุน ผู้บริโภคได้รับสุนทรียะ ในการบริโภค ซึ่งจุดนั้นเองคือปัญหา เนื่องจากเนื้อแท้ของสิ่งที่มนุษย์ได้รับในการบริโภคแต่ละครั้ง คือ สารอาหาร และความสะอาด มูลค่าเพิ่มจึงเป็นเหมือนมายาคติ ที่ผู้ขายและผู้บริโภคพร้อมใจกันหลอกตัวเองว่า ได้รับสินค้าและบริการที่ดีขึ้น

หลังการบริโภค สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลพลอยได้ออกมา 2 ประการคือ ขยะราคาแพงอันเกิดจากเปลือกนอกที่ห่อหุ้มเป็นต้นกำเนิดแห่งมูลค่าเพิ่มของสินค้า และอารมณ์ของมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นโดยความเชื่อ และจริตแห่งตน หลังจากนั้น ต่างดับสูบ ทางหนึ่งดับสุญไปในถังขยะ อีกทางหนึ่งคืออารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เกิดคุณค่าใด ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในประเทศยังมีคนยากจนเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้ง 2 ประการนี้เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นมยาคติที่ถูกหลอกกันมาอย่างยาวนานแก่ผู้ผลิต และผู้บริโภค

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ที่ะต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปทิ้งกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า แต่มีมูลค่า ผู้ผลิต ผู้บริโภค ต้องหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าเนื้อแท้ของสินค้า เรียกว่า ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น สินค้าที่มีคุณภาพ มีอรรถประโยชน์ หรือ มีคุณลักษณะเฉพาะที่สร้างความมั่งคงให้กับชีวิตของมนุษย์ แทนการสร้างสิ่นค้าที่เน้นการตอบสนองทางอารมณ์เป็นหลัก สิ่งนั้นคือ สินค้ามูลค่าสูง

สินค้ามุลค่าสูงคืออะไร สินค้ามูลค่าสูง คือสินค้าที่มีราคาแพงตั้งแต่เกิด โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการปรุงแต่งอะไรมากมาย เป็นสินค้า ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก เรียกว่า มีคุณค่าจากภายใน แต่น่าเสียดาย สินค้าเหล่านี้ มักจะมีความยุ่งยากในการผลิต ก่อให้เกิดความขาดแคลน หายาก อีกทั้งผู้ผลิตต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ ความใส่ใจ ทักษะ ความทุ่มเทในการผลิตเป็นอย่างมาก เช่น น้ำส้ม จะเป้นน้ำส้มที่ีมูลค่าสูง ต้องสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ ในเรื่อง ความแน่นอน ความหลากหลาย ความรัก ความสัมพันธ์ การเติบโต และการให้ (6 needs of human)

ความแน่นอนคือ การที่มั้นใจได้ว่า น้ำส้ม ปลอดภัย แก้กระหาย ได้คุณค่า
ความหลากหลาย คือ การที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัสที่สร้างความหลากหลาย
ความรัก คือ การที่ดื่มน้ำสัมแล้วสร้างความรู้สึกการรักตัวเอง หรือคนที่ให้ดื่มได้
ความสัมพันธ์ คือ น้ำส้มสร้างมิตรภาพ ระหว่างมนุษย์ กับมนุษย์ หรือสิง่แวดล้อม เรียกว่า การได้รับรู้ถึงความเป็นธรรมชาติ
การเติบโต หมายถึง คุณค่าทางอาหาร ที่สร้างการเติบโตของร่างกายและสุขภาพ
การให้ หมายถึง การดิ่มน้ำส้ม เป้นการส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม การไม่ทิ้งขยะ การลดการใช้สารเคมีในฟาร์มเป็นต้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆที่เกิดขึ้นกับการสร้างสินค้า มูลค่าสูง เพื่อการล้างมานาคติ สินค้ามูลค่าเพิ่ม

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปริญญาวิชาชีพ การสร้างศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ

วันนี้ ตลาดงานในประเทศไทยมีปัญหาการขาดแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ!!!

ภาคเอกชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มาจากสายอาชีวะ มันเกิดอะไรขึ้น แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ก่อนอื่น ต้องกลับมาดูที่ตลาดแรงงาน ว่า ได้มีการมอง และทัศนคติต่อแรงงาน และวุฒิการศึกษาอย่างไร

วันนี้ยังมีธุรกิจ หรือนายจ้างจำนวนไม่น้อย ที่มองว่า ปริญญาตรี เก่งกว่า ปวส หรือ ปวช จึงสะท้อนออกมาด้วยค่าจ้าง เงินเดือนที่มากกว่า โดยเฉพาะในสายงานที่ทำงานในสำนักงาน ปริญญาตรี 15,000 แต่ ปวส 9,500 ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานาน นานมากๆ แล้ว หรือว่า ในสายโรงงาน วิศวกรปริญญา เงินเดือน 18,000-20,000 ขั้นต่ำ แต่ ปวส. ไม่ถึง 15,000 ด้วยเหตุนี้ ทำให้การเรียนในระดับวิชาชีพ จึงมีน้อย นอกจากนั้น ทัศนคติของประชาชนบอกว่า คนเรียนดี ต้องเรียน มหาวิทยาลัย คนเรียนไม่เก่ง ต้องเรียน อาชีวะ มันเรื่องที่ทำให้ตลาดงานในประเทศไทยบิดเบี้ยวเป็นอย่างมาก เหตุที่ทุกคนต้องการเรียนมหาวิทยาลัย เพราะต้องการเงินเดือนที่มากกว่า อาชีวะ นั่นเอง

แต่ในความเป็นจริง เราต้องกลับมาย้อนดูในหลักปรัชญาของการศึกษา ในการศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาทางสายวิชาการ มุ่งนั้นการผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม และการสร้างสรรงานทางวิชาการ แต่การเรียนในสายวิชาิชีพ มุ่งนั้นการสร้างฝีมือของแรงงาน ให้สามารถเป็นเฟื่องจักรในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคือ ตลาดงานไทย นำคนที่เรียนทางด้านวิชาการ มาเป็นงานวิชาชีพ จะด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ คุณภาพของคน หรืออะไรก็แล้วแต่

ปัญหาอีกประการของการเรียนสายวิชาชีพ คือ ศักดิ์ศรีของวุฒิ วันนี้ การเรียนสายวิชาชีนั้น เริ่มจาก ปวช. ซึ่งเทียบเท่า ม. 6 และ ปวส. เทียบเท่า อนุปริญญา ยังไม่เท่าปริญญาตรีเลย สูงกว่านั้น เป็น ปวท. ซึ่งไม่มีใครสอนแล้ว แล้ววุฒิที่สูงกว่านั้นหละ ไม่มี!!! ทำให้คนที่ต้องการผลักดันตัวเองให้สูงขึ้นไป ก็กลับไปเรียนทางด้านสายวิชาการกันหมด ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี โท หรือเอก นั่นไง ระบบการศึกษาเองก็ยังไม่เอื้ออำนวยในการสร้างความก้าวหน้าของสายวิชาชีพ ทำให้คนจำนวนมากต้องกลับมาเรียนสายวิชาการ และขาดแรงงานฝีมือในปัจจุบันนี้

มาลองพิจารณาสายวิชาการที่สอนแบบวิชาชีพดูบ้าง อย่างวิชาแพทย์ เป็นการสอนแบบวิชาชีพล้วน ๆ แต่ได้รับการยอมรับอย่างสนิทใจจากคนในสังคม เพราะเรื่องคุณภาพของคน คุณภาพของการเรียนการสอน และคุณภาพของงานที่ทำหลังจากเรียนจบ วุฒิที่ได้ ก็สามารถนำไปเทียบเ่ท่าปริญญาโท หรือถ้าเป็นแพทย์เฉพาะทาง ก็เทียบเท่าปริญญาเอก อีกต่างหาก ซึ่งปริญญาแพทย์ ไม่ได้มีการระบุอะไรไว้เลยว่า เป็นปริญญาโท หรือปริญญาเอก เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าถ้ามีการสร้างมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับได้ แรงงานก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และรายได้ให้กับตนเองได้

แนวทางการสร้างมาตรฐานในอนาคต จะต้องเปลี่ยนแปลงการวางมาตรฐานหลักสูตรทั้งหมด ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน สามารถนำมาเปรียบเทียบกับสายวิชาการได้ และให้โอกาสคนที่เรียนในสายวิชาชีพ สามารถพัฒนาตนเองต่อได้เรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ในสายของตนเอง ไม่ต้องข้ามมาเรียนทางสายวิชาการ เป็นการสร้างให้เกิดกระบวนการคิดค้นเทคโนโลยีในทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ซึ่งน่าจะมีการสร้างประกาศนียบัตรวิชาชีพในระดับที่สูงขึ้น หรือ สร้างปริญญาวิชาีชีพ โดยให้สามารถเทียบเท่า ปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ได้เลย เช่นปริญญาวิชาชีพทางด้านการปรุงอาหาร ปริญญาวิชาชีพทางด้านการสร้างสือดิจิตัล ปริญญาวิชาชีพทางด้านการสร้างเครื่องจักร เป็นต้น สำหรับคนที่เรียนในสายวิชาการนั้น ก็มีหน้าที่สร้างงานในสายวิชาการ งานทางทฤษฎี และงานทางแนวคิดเป็นหลัก แบบนี้ จะช่วยให้โครงสร้างของการศึกษา สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดงานได้มากยิ่งขึ้น

ปล. วันนี้ มีโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เริ่มมีการปรับตัวสอนแบบวิชาชีพ โดยการอ้างอิงกับระบบปริญญาอยู่ เช่น การใช้ Work Base Learning หรือ โรงเรียนสอนการเดินเรือ โรงเรียนสอน Sound Engineer โรงเรียนสอนการบินพาณิชย์ เป็นต้นเป็นแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของภาคเอกชน แต่ทางภาครัฐยังไม่มีการดำเนินการอะไรอย่างเป็นรูปธรรม

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สายอาชีวะขาดแคลน และยังขาดประสิทธิภาพ?



ความหมายที่แท้จริงของสายการเรียนการสอน

ในอดีตที่ผ่านมา เกิดปัญหาในการเข้าใจ หรือทัศนะคติของสังคมที่มีต่อสายอาชีวะว่าเป็นที่เรียนของคนเรียนไม่เก่ง ไม่มีที่ไปเรียนต่อ ม.ปลายไม่ได้เพราะเกรดไม่ถึง จึงทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดๆ และเป็นการปลูกฝังหยั่งรากลึกในสังคมไทยว่า ถ้าอยากรวย อยากได้เงินเดือนสูง ๆ ต้องเรียนปริญญาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด และเกิดการหยุดชะงักของการพัฒนาสายอาชีวะอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรทางสายอาชีวะในปัจจุบัน

จริง ๆ การเรียนการสอนในสายอาชีวะเป็นสายที่มีความสำคัญ เพราะคนที่สบสายอาชีวะ จะกลายเป็นแรงงานมีฝีมือที่จะค่อยเป็นบุคคลในฝ่ายผลิตของแต่ละอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เช่น งานโยธา งานไฟฟ้ากำลัง งานเหล่านี้ต้องอาศัยแรงงานมีฝีมือเพื่อให้การก่อสร้รง การติดตั้ง ทำได้รวดเร็ว มีคุณภาพ และเกิดความคุ้มค่าในเงินลงทุน ดีกว่าในแรงงานที่ขาดฝีมือ ซึ่งจะทำให้งานล่าช้า หรือต้องอาศัยกแรงงานในการปฏิบัติงานเป็นหลัก (labor intensive)

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ แรงงานในประเทศไทย จะมี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ พวกที่จบปริญญา และพวกที่ ไม่จบปริญญา หรือการศึกษาน้อย ซึ่งขาดแรงงานแบบมีฝีมือทางการปฏิบัติไป คนที่เรียนจบปริญญา ไม่ใช่คนไม่มีความรู้ แต่ระบบการเรียนการสอนมุ่งเน้นที่จะเรียนรู้ในทางทฤษฎีมากกว่าทางการปฏิบัติ เช่น นักวิชาการเกษตร มักจะทำนาได้เก่งน้อยกว่าเกษตรกร วิศวกรโยธา ฉาบปูนได้เก่งน้อยกว่าช่างปูน แต่เกษตรกร และช่างปูน ต่างจะต้องฝึกฝนด้วยตนเอง กว่าจะได้ฝีมือที่ตลาดยอมรับ ต้องใช้เวลานาน บางคนใช้เวลามากกว่า 10 ปี ขึ้นไปซึ่งต้องใช้ทรัพยากร และเวลานานมาก

ในทางด้านวิชาการ เน้นเรื่องการเรียนรู้ทางทฤษฎี ในระดับปริญญาตรี เน้นเรื่องการเรียนรู้ทฤษฎีที่มีอยู่ในแขนงต่าง ๆ ปริญญาโท เน้นเรื่องการใช้ทฤษฎีมาคิดเชิงวิเคราะห์หาสาเหตุ และแนวทางปฏิบัติ สำหรับปริญญาเอก เน้นเรื่องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางทฤษฎี ซึ่งทั้ง 3 ปริญญา ไม่ได้เน้นเรื่องการนำความรู้สู่ทักษะทางการปฏิบัติเลย

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของการขับเครื่อนทางเศรษฐกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารทางการศึกษาจะต้องผลิตแรงงานที่มาจากทางด้านอาชีวะ มากว่าสายวิชาการ เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติงานในตลาดแรงงานอย่างพอเพียง และต้องแตกย่อยในทักษะแขนงต่าง ๆ อย่างทั่วถึฃและมีมาตรฐาน คำว่ามาตรในที่นี้ หมายถึง ถ้ามีใบประกาศทางอาชีวะระดับต้น เทียบได้กับผู้ที่ทำงานโดยไม่ได้เรียนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี ระดับกลาง 10 ปี และรดับสูง 20 ปี เป็นต้น เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงความชำนาญ และเชี่ยวชาญในสิ่งที่มีทักษะอยู่ การเปิดวิชาอาชีวะในแขนงต่าง ๆ นั้น จะต้องเป็นสาขาที่สามารถใช้งานได้จริง เช่น งานก่อสร้าง จะต้องมีความชำนาญทางการก่อสร้างเป็นอย่างดี ใช้คนแค่ 3-5 คน ก็สามารถสร้างบ้านได้ทั้งหลัง หรืองานก้านอาหาร มีความเชี่ยวชาญในการปรุง และคิดค้นสูตรอาหารต่าง ๆ งานเครื่องปั้นดินเผา งานเครื่องหนัง งานกระดาษ งานโลหะ งานเครื่องประดับ งานถักทอ เป็นต้น

สำหรับการศึกษาสายวิชาการนั้น ให้ลดจำนวนลง โดยให้เหลือแต่ระดับหัวกะทิเท่านั้นที่สามารถเข้าไปเรียนได้ ทำให้รัฐสามารถเพิ่มงบการวิจัยต่าง ๆ ได้มากขึ้น แทนที่จะต้องมาอุดหนุนเรื่องค่าเล่าเรียนให้แก่เยาวชน งายวิจัยเหล่านี้ จะเป็นองค์ความรู้ที่สายอาชีวะนำไปใช้งาน เพื่อให้การทำงานของสายอาชีวะเกิดประสิทธิภาพมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

โดยสรุปคือ ลดจำนวนสายวิชาการ คัดแต่หัวกะทิมาเรียน และเพิ่มมาตร แขนงวิชาของสายอาชีวะให้มากขึ้น เพื่อให้มีแรงงานในระดับรากหญ้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

การประหยัด คือวิถีขั้นต้นของการอยู่รอด

ในปี 2010 โลกของมนุษย์ มีปัญหาจากภัยภิบัติตามธรรมชาติมากมาย ทั้งเรื่องแผ่นดินไหว พายุ อุทกภัย วาตภัยต่าง ๆ ทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยเอง ปี 2011 ก็มีเหตุการณ์ มหาอุทกภัย อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน



นักวิชาการหลายคนได้สรุปว่าเกิดจากปัญหาโลกร้อน ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อย่างรุนแรง และยังไม่รู้ว่า จะเกิดภัยธรรมชาติอะไรอีก จุดเริ่มต้นของการเกิดภัยธรรมชาติคือการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ อย่างไม่รู้จักปันยะปันยัง โดยบอกว่ากลไลตลาดเป็นตัวตัดสินในการจัดสรรทรัพยากร แต่เกิดความล้มเหลวของกลไกตลาดโดยสิ้นเชิง

การบริโภคของมนุษย์ คิดว่ามีปัญญาหามาได้ก็ใช้ได้ แต่มนุษย์เรายังขาดการตระหนักว่า รู้จักใช้แต่เพียงพอ ประหยัด เพื่อให้ธรรมชาติมีโอกาสฟื้นตัว และเหลือใช้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

การประหยัดในที่นี้ นอกจากจะประหยัดในสินทรัพย์ของตนเองแล้ว ยังรวมถึงการประหยัดทรัพยากรส่วนรวมด้วย

เนื่องจากทรัพยากรส่วนรวม จะเป็นทรัพยากรที่ผู้ใช้ไม่ได้จ่ายค่าใช้ทรัพยากร ดังนั้นจึงคิดว่าไม่มีต้นทุนในการบริโภค จึงใช้อย่างเต็มที่ แบบนี้ทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า Free Rider เป็นการสูญเสียโดยไม่ควรจะเสีย

ยกตัวอย่างการใช้ทรัพยากรส่วนรวม เช่นการใช้น้ำสาธารณะ เมื่อไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ ก็ใช้เต็มที่ ทำให้สังคมต้องเสียน้ำ โดยไม่จำเป็น ภาครัฐมีต้นทุนเพิ่มในการจัดหาน้ำมาให้ใช้ และสุดท้ายมีผลมาถึงการจัดหารายได้ของรัฐ ที่จะต้องมาเพิ่มภาษี หรือ อากร มาชดเชยค่าใช้จ่าย

อีกตัวอย่าง การใช้ถนน บางคนคิดว่าถนนเป็นของส่วนกลาง จะใช้ยังไไงก็ได้ไม่ต้องประหยัด ขับให้ครบทุกเลน ถ้ารถไม่เยอะก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารถเยอะ จะทำให้ กระทบกับรถคันอื่นๆ ใน 2 ทาง ทางแรกเป็นทางตรง ทำให้รถคันอื่นต้องเบรก เพื่อให้คันที่เปลี่ยนช่องไปได้โดยไม่ประสบอุบัติเหตุ ผลคือ รถคันอื่นเปลืองเบรก เปลืองน้ำมันที่จะต้องเร่งตันเร่งใหม่อีก คันที่เปลี่นเลนไปมา ก็ต้องเร่งเครื่องเพื่อให้พ้น เปลืองเบรก เปลืองน้ำมันด้วยเช่นกัน ทางที่ 2 คือ รถจะติดเพิ่มขึ้น ทำให้รถที่มาในทางนั้น สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นด้วย และยังเป็นผลให้รัฐ จะต้องจัดหาถนนเพิ่ม และการจัดการจราจรเพิ่มด้วย

การประหยัด ในที่นี้ หมายถึง การรู้จักใช้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวอย่างคุ้มค่า ไม่เพิ่มภาระให้กับผู้อื่นอีก อยู่ทุกชั่วขณะจิต ตลอดเวลา

การมีสำนึกในการประหยัดนี้ จะทำให้ เกิดเงินออม เหลือทรัพยากร และยังมีสะสมเอาไว้ใช้ในช่วงจำเป็น และฉุกเฉิน เมื่อมนุษย์มีทรัพยากรสะสมเป็นของตนเองแล้ว ก็จะเป็นการลดภาวะพึ่งพิงบุคคลอื่นได้อีกทางหนึ่งด้วย

Published with Blogger-droid v2.0.2